เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 539 แยกแยะผิดถูกไม่ได้
ตอนที่ 539 แยกแยะผิดถูกไม่ได้
จางฉุ้ยเหลียนคิดว่าเผิงชาชาเอาแต่ใจมาก เช้าวันที่สองหลังจากเกิดเหตุการณ์หล่อนก็ถูกบิดาและแม่เลี้ยงลากตัวมาขอโทษถึงบ้าน
พ่อเผิงมอบเหล้า 1 ลังให้เซี่ยจวิน ส่วนแม่เลี้ยงที่ขึ้นชื่อว่า ‘โหดร้าย’ คนนั้นก็หอบเอาผักดองที่หมักเองมาหนึ่งโถ ทั้งสองคนหิ้วแม่ไก่มา 2 ตัวโดยบอกว่าเป็นของบำรุงให้เด็กน้อยทั้งสองคน
จางฉุ้ยเหลียนไม่เคยเจอแม่เลี้ยงคนนี้มาก่อน ได้ยินแต่คำบอกเล่าของเผิงชาชามาโดยตลอด ส่วนตงลี่หวาก็เคยเล่าถึงข้อบกพร่องของพ่อเผิงว่าขี้เมา ไม่สนใจลูกและขี้เกียจทำงาน ซึ่งไม่เหมือนกันตอนที่ยังอยู่กับน้องสาวของหล่อน จึงทำให้คิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตแต่งงานครั้งที่สองมาโดยตลอด
ในฐานะที่ตงลี่หวาไม่เคยคลอดลูกชายหรือลูกสาว ทว่าสำหรับสามีแล้วไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนอื่นเลย ดังนั้นการที่พ่อเผิง ‘แต่งงานกับอีกคน’ จึงถือว่าทรยศต่อคนตายมากที่สุด
พวกเขาถือว่าเป็นแขก ดังนั้นตงลี่หวาจึงไม่ได้แสดงสีหน้าเย็นชาแต่อย่างใด อีกทั้งเผิงชาชาทำงานพลาดมา 2 ครั้งก็ถูกจางฉุ้ยเหลียนลงโทษไปแล้วด้วย
ตงลี่หวารักหลานคนนี้ที่สุดแต่ก็ไม่ได้ลำเอียง ถึงอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับลูกบุญธรรม เผิงชาชาก็ยังเทียบไม่ติด
เผิงชาชาจึงโกรธเพราะการกระทำนี้ของตงลี่หวา หล่อนเคยทะเลาะกับพ่อที่บ้านมาก่อนแล้ว “ป้าสามไม่เคยสนใจหนูเลย วัน ๆ เอาแต่สนใจลูกบุญธรรม หล่อนอายุมากแล้วยังจะดูแลหลานตอนที่อยู่ไฟอีก เงินที่ลุงสามหามาได้ก็ให้หล่อนไปซื้อบ้านหมด ป้าสามหลงหล่อนจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว”
พ่อเผิงไม่เชื่อเพราะถึงอย่างไรก็เป็นคนในสายเลือดเดียวกัน ตงลี่หวาเองก็เคยพูดไว้ ว่าต้องดูแลหลานสาวคนนี้ เมื่อภรรยาเสีย หล่อนจึงต้องยื่นมือมาช่วยแน่นอน
ลูกสาวของเขาเป็นแบบไหนย่อมรู้ชัดเจนดี ทว่าหล่อนไม่ยอมรับว่าตนผิดสักนิดเดียว เขาจึงโทรศัพท์ไปหาจางฉุ้ยเหลียนเมื่อคืน เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาจึงโกรธมากแต่ก็จนปัญญา ลูกสาวโตขนาดนี้แต่ยังหาคู่เดทที่ดีไม่ได้สักคน แถมยังสร้างแต่ปัญหาไม่เว้นวัน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้หล่อนแห้งตายอยู่ในบ้านโดยให้เขาเลี้ยงไปจนตัวตาย เขาจึงต้องบากหน้าขนของมาขอความช่วยเหลือเช่นนี้
เมื่อตงลี่หวาเห็นน้องเขยตั้งใจมาขอโทษ ความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ในใจก็หายไปมาก ยิ่งเห็นผมขาวที่แซมตามจอนผมแล้วก็เสื้อผ้าที่ภรรยาของเขาซักจนขาวสะอาด ถึงแม้ว่าใบหน้าของผู้หญิงจะยังดูงดงามแต่ชีวิตที่แสนยากจนก็ทำใบหน้ามีอายุมากกว่าความเป็นจริง
คิดดูแล้วสองสามีภรรยาคู่นี้ก็ไม่มีความสามารถอะไรเลย ใช้ชีวิตดั่งสำนวนที่ว่าหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ลูกชายที่ยังเล็กก็ต้องเลี้ยงดู การสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่งงานไปจนสร้างบ้านในอนาคตล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น
จากนั้นก็หันไปมองเผิงชาชาที่แสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ ยังมีเสื้อผ้าตัวใหม่ที่หล่อนสวมใส่ซึ่งทำให้เข้าใจได้ทันที
ตงลี่หวาไม่อยากปรึกษาอะไรกับเผิงชาชาแล้วจึงพูดกับพ่อเผิงว่า “ลุงสามเคยบอกไว้ว่าการทำงานให้คนอื่นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในระยะยาว เผิงชาชาก็โตขนาดนี้แล้ว การทำธุรกิจอาจทำเงินได้ทุกปีแต่ก็ต้องมีเงินลงทุน ต้องอดทนต่อความลำบากถึงจะสร้างเงินได้อย่างมหาศาล แต่นิสัยของเผิงชาชาไม่เหมาะกับการขายของ วันนี้ดีใจ พรุ่งนี้ไม่พอใจ ทำมากทำน้อยก็ไม่เอาและคอยจับผิดคนอื่น”
พ่อเผิงพยักหน้าหงึกหงัก “พี่สะใภ้พูดไม่ผิดสักนิด ชาชาชอบพูดอะไรที่น่าตกใจอยู่เสมอ ปากไม่มีหูรูด สมองก็ไม่มี ทำธุรกิจก็ไม่ได้ เรื่องนี้ฉันเข้าใจ ! ”
ตงลี่หวาเห็นน้องเขยกำลังอารมณ์ดีจึงรู้สึกโล่งอก ยิ้มแล้วพูดต่อ “ธุรกิจของบ้านเราก็ขอพูดตามตรงว่าวันนี้สร้างเงินได้ พรุ่งนี้สร้างเงินไม่ได้ก็จบเห่ เราจะไม่พูดถึงทั้งสองครอบครัวหรอกนะ จ้างคนในครอบครัวทำงานมันสบายใจ แต่เมื่อเป็นลูกหลานของตน ฉันว่าไม่เป็นทางการสักเท่าไร เธอว่าถูกไหมล่ะ เด็กผู้หญิงต้องแต่งงานออกเรือน พ่อแม่ก็ต้องมีทุนทรัพย์ ชาชาไม่ใช่เทพธิดาและครอบครัวเราก็ไม่ได้ร่ำรวย”
พ่อเผิงลูบเคราตลอดเวลา ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้จึงเงยหน้าขึ้นและพูดด้วยความอึดอัดใจ “พี่สะใภ้พูดมาเลยดีกว่า เราจะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ ฉันกลุ้มใจมาทั้งวันแล้ว พี่ว่าหล่อนโตขนาดนี้แล้วยังไม่แต่งงาน ขืนปล่อยไว้ต่อไปจนกลายเป็นสาวแก่ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ? ถ้าฉันตายไปเจอแม่ของหล่อน แล้วจะให้ฉันมีหน้าพูดว่าอย่างไร ! ”
ตงลี่หวามองไปทางเผิงชาชาที่แสดงสีหน้าไม่เป็นเดือดเป็นร้อน จากนั้นก็พูดเรื่องงานทั้งสองที่กู้จื้อเฉิงหามาให้ “เธอเองก็รู้ว่าการหางานดี ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้งานทั้งสองประเภทนี้จะมีชื่อไม่ค่อยน่าฟัง แต่ก็ทำในหน่วยงานที่ดี รัฐบาลไม่มีวันจบเห่ และงานที่พี่เขยเสนอมาล้วนเป็นงานราชการทั้งสิ้น พอแก่ตัวลงไปก็มีเงินบำนาญ ยามเจ็บป่วยก็มีประกันรักษาให้ เป็นพยาบาลรับจ้างเหนื่อยแต่เงินเดือนก็สูงมากทีเดียว อีกอย่างในโรงพยาบาลนั้นไม่ว่าป่วยร้ายแรงแค่ไหนก็เบิกได้ มีการปฏิสัมพันธ์กับคุณหมอในโรงพยาบาลไม่เว้นแต่ละวัน ไม่แน่ว่าอาจเจอคนที่เหมาะสมก็ได้”
งานทั้งสองประเภทนี้ งานหนึ่งอยู่ในหน่วยงานของรัฐบาล อีกงานหนึ่งอยู่ในโรงพยาบาล ด้วยคุณสมบัติของเผิงชาชาพูดได้ว่าเป็นทางออกดีที่สุดแล้ว เพียงแต่หล่อนไม่ใช่พนักงานของรัฐ แม้แต่พนักงานทั่วไปก็ยังอยู่ร่วมกันไม่ได้ แค่พนักงานทำความสะอาดในอาคารคนหนึ่ง ส่วนในโรงพยาบาลที่เหนือกว่านั้นคือนางพยาบาลสาวที่มีหน้าตาสะสวยไปจนถึงคุณหมอที่ชอบมองด้วยสายตาดูถูก
ดังนั้นเผิงชาชาคิดว่าตนไม่จำเป็นต้องไปทำงานทั้งสองแห่งนั้น
ทว่าในฐานะบิดาแล้วพ่อเผิงพอใจมาก ถึงขั้นตกตะลึงเลยทีเดียว เขารู้สึกว่าตระกูลเผิงโชคดีที่ได้เจองานดีๆ แบบนี้ งานเหล่านี้เหมาะสมกับลูกหลานจากชนบทมากทีเดียว
เขาหันไปถามภรรยาว่า “คุณว่างานไหนดีกว่ากัน ? ”
ภรรยากลอกตาให้เขา “คุณมาถามฉันทำไม ? พี่สาวมีความรู้ก็ไปถามหล่อนสิคะ ฉันเป็นแค่สะใภ้ชาวไร่คนหนึ่งจะไปมีความรู้อะไร ? ”
แม้จะพูดแบบนี้ หล่อนก็เอ่ยปากถามจางฉุ้ยเหลียนว่า “พี่สาวอ่า งานทั้งสองประเภทนี้อันไหนสบายกว่ากันล่ะ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ก็มองพิจารณาแม่เลี้ยงคนนี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อีกฝ่ายไม่ได้ถามว่างานไหนได้เงินเดือนดีกว่ากันแต่ถามว่างานไหนสบายกว่ากัน
ตงลี่หวามองไปยังสีหน้าของจางฉุ้ยเหลียน ส่วนสองสามีภรรยาคู่นี้ก็ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังมองจางฉุ้ยเหลียนเช่นกัน เธอจึงได้แต่คลี่ยิ้มและพูดว่า “ก็ไม่ต่างกันมากค่ะ ดูแลผู้ป่วยเหนื่อยมากหน่อย ส่วนพนักงานทำความสะอาดก็สบายกว่าหน่อยแต่เงินเดือนน้อยกว่า”
แม่เลี้ยงครุ่นคิดจากนั้นก็พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันชอบพนักงานทำความสะอาดมากกว่า เงินน้อยก็ไม่เป็นไร เพราะเด็กผู้หญิงเลี้ยงดูตัวเองได้ก็พอแล้ว ถ้าได้แต่งงานและมีงานทำโดยคนอื่นไม่รังเกียจก็พอแล้ว ! ”
หล่อนอธิบายต่อ “แม้ว่างานดูแลผู้ป่วยจะดีก็ตาม แต่ต้องดูแลผู้ป่วยอย่างเดียว ถ้าดูแลไม่ดี ญาติผู้ป่วยจะเข้ามาบ่น ชาชาอารมณ์ร้อนง่าย ต้องทะเลาะกับพวกเขาอย่างแน่นอน ถ้าเป็นแบบนี้อาจทำให้พวกคุณเป็นกังวลและเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตก็ได้ สู้หางานที่สบายกว่านี้ดีกว่า อีกอย่างทำงานในหน่วยงานรัฐบาลก็ไม่ใช่คนธรรมดาไม่ใช่หรือ ฉันว่าดีที่สุดแล้ว ! ”
ในเวลานี้จางฉุ้ยเหลียนอดกะพริบตาปริบ ๆ ไม่ได้ ดูท่าทางผู้หญิงคนนี้ไม่ร้ายอย่างที่เผิงชาชาพูดไว้ ร้ายกาจอะไรกัน ไม่เห็นพูดว่าร้ายหล่อนตรงไหน รังแกหรือเป่าหูให้พ่อของหล่อนไม่สนใจลูกสาวตรงไหน แล้วเรื่องที่บอกว่าไม่ชอบให้ชาชากลับบ้านในช่วงปีใหม่เพราะจะรบกวนครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกอะไรนั่นอีก
“ฉันไม่ทำ ! ถ้าอยากทำก็ไปทำเอง ! ” เผิงชาชาตะโกนเสียงแหลมออกไป “เป้าชิ่วอวิ๋น เธอหมายความว่าอะไร ? เธอกำลังดูถูกฉันใช่ไหม ? ถ้าหางานที่เงินเดือนน้อยให้ฉันได้ มันทำให้เธอมีความสุขใช่ไหม ? ”
ในฐานะแม่เลี้ยงไม่ควรเข้ามาสนใจเรื่องนี้ เป้าชิ่วอวิ๋นโดนลูกเลี้ยงชี้หน้าด่ากราด แต่เจ้าตัวก็ทำได้แค่อับอายโดยไม่พูดอะไร
พ่อเผิงร้อนใจ เขาเบิกตากว้างพร้อมด่าออกไป “เผิงชาชา ลูกพูดกับใคร ? ชักจะเกินไปแล้วรู้ตัวบ้างไหม ? แม่ทำเพื่อลูกแต่ดูสิ ลูกทำแบบนี้จะดูแลผู้ป่วยได้อย่างไร ? ”
“หยุดเลย พ่อก็เข้าข้างหล่อนเสมอ เหอะ คิดว่าหนูไม่รู้จักพ่อรู้จักหล่อนหรือไง ทำงานในศาลากลางน่าจะดีกว่า เพราะไม่แน่อาจจะได้เป็นคุณนายในอนาคต แหม รีบหาทางให้หนูได้แต่งงานเชียวนะ ทุกคนจะได้โล่งใจล่ะสิ” เผิงชาชาหัวเราะอย่างเย็นชา “เหอะ ฉันจะบอกทุกคนไว้ว่าไม่มีทาง ! ”
“ลูกชักจะไม่รู้อะไรเป็นอะไรแล้วนะ ! ” พ่อเผิงโกรธแต่ก็ทำได้แค่จนปัญญากับลูกสาวคนนี้
จางฉุ้ยเหลียนมองสถานการณ์ออกว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ควบคุมเผิงชาชาไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่มาถึงบ้านก็คงจะให้พวกเขาเดินจากไปแบบนี้ไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นญาติและยังเป็นอาวุโสด้วย
เธอลากตัวเผิงชาชาไปด้านข้าง หยิบเงินออกมาจากกระเป๋าและพูดกับหล่อน “ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอจะมาก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้ ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว เธอช่วยไปซื้อกับข้าวให้ฉันหน่อยสิ อยากทานอะไรก็ซื้อ เนื้อวัว กุ้ง ซี่โครงหมูแล้วแต่เธอเลย จริงสิ เธอชอบไก่ผัดมันฝรั่งไม่ใช่หรือ เธอซื้อพริกไทยเสฉวน ( หม่าล่า ) กลับมาเยอะ ๆ แล้วฉันจะทำให้เธอทาน”
เผิงชาชาพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ฉันไปซื้อของ แล้วพี่จะทำอะไร ? ”
จางฉุ้ยเหลียนกลอกตามองบนแล้วแกล้งพูดอย่างจนปัญญา “ฉันก็จะเตรียมไก่ให้เธอไง คุณผู้หญิง ! ”
เผิงชาชาขมวดคิ้ว จากนั้นก็บ่นพึมพำ “พี่ไม่มีคนช่วยทำอาหารล่ะสิ”
จางฉุ้ยเหลียนกระตุกยิ้มชั่วร้าย “หรือเธอจะช่วยดูแลลูกลิงสองตัวให้ฉัน ? ฉันออกไปซื้อวัตถุดิบเอง ตกลงไหม ? ”
เผิงชาชารีบส่ายหน้า “พอเลย ฉันไปซื้อเองก็ได้”
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มและพูดว่า “ไปเถิด ชอบอะไรก็ซื้อมา รีบไปรีบกลับก็พอ!”
เผิงชาชาจึงกำเงิน 200 หยวนและเดินออกไปข้างล่างอย่างอารมณ์ดี
เมื่อเห็นเผิงชาชาออกจากบ้านไปแล้ว พ่อเผิงก็เริ่มเปิดประเด็นฟ้องถึงความลำบากให้พี่สะใภ้ฟัง
“พี่สาม ฉันรู้ว่าพี่ไม่พอใจตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ฉันก็มีความลำบากใจของตน พ่ออย่างฉันต้องเลี้ยงดูลูกสาวเพียงลำพัง ในบ้านต้องมีคนซักผ้าทำอาหาร 1 คนสิ ฉันทำงานกลับบ้าน แล้วมีคนทำอาหารไว้รอมันไม่ดีหรือ ! ”
ตงลี่หวายิ้มเย็นชา “แล้วทำไมเธอมองไม่ออกว่าต้องส่งชาชาเรียนหนังสือ เรียนก็ไม่ได้เรื่อง ทักษะอะไรก็ไม่มี ทำลายชีวิตเด็กไปเลยนะ ! ”
“พี่สาม ! ไม่ใช่ว่าเราไม่ส่งหล่อนเรียน แต่หล่อนไม่เต็มใจจะเรียนต่างหาก ! ” แม่เลี้ยงเป้าชิ่วอวิ๋นรีบอธิบายเสริม “ถ้าไม่เชื่อ พี่ก็ถามอาจารย์หรือถามคนในละแวกบ้านเราได้เลย ฉันไม่เคยห้ามหล่อนไปโรงเรียนและหล่อนก็เคยโดนพ่อตีเพราะเรื่องนี้ด้วย!”