เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 540 รังเกียจ
ตอนที่ 540 รังเกียจ
เรื่องราวดำเนินต่อไปอย่างน่าขบขัน เพราะต่างฝ่ายต่างยึดความคิดของตนเป็นหลักและพูดกันคนละเรื่อง
พ่อเผิงบอกว่าหลายปีมานี้เขาเสียสละให้ลูกสาวไปตั้งเท่าไร ส่วนแม่เลี้ยงก็เป็นคนดีที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านคนหนึ่ง หล่อนไม่เคยปฏิบัติไม่ดีต่อลูกเลี้ยงคนนี้มาก่อน เพื่อนบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกันก็เป็นพยานได้
ทว่าในสายตาของตระกูลตงคือเผิงชาชาน่าสงสาร ถูกแม่เลี้ยงทำร้าย ถูกพ่อแท้ ๆ เมินเฉย ส่วนเผิงชาชาที่โดนกระทำอย่างโหดร้ายจากทั้งสองคนนี้จึงมีอนาคตมืดมน
จางฉุ้ยเหลียนโยนสัตว์ปีกที่แขกนำมาให้ลงไปที่ระเบียงหน้าต่างห้องครัวแล้วหยิบเนื้อไก่ที่หั่นเป็นชิ้นแล้วออกมา จากนั้นก็เตรียมวัตถุดิบไปพลางเงี่ยหูฟังการเคลื่อนไหวจากห้องรับแขกไปพลาง เมื่อเห็นว่าในบ้านยังไม่มีวัตถุดิบอะไรต้องเตรียม จึงเปิดประตูห้องครัวแล้ววิ่งไปฟัง ‘เรื่องราว’ จากในห้องรับแขก
พ่อเผิงพูดถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านจนถึงขั้นต้องปาดน้ำตาแสดงความขมขื่น “ตอนนั้นฉุ้ยเหลียนยังเรียนอยู่ในวิทยาลัย ชาชาบอกเองว่าไม่อยากไปโรงเรียน รู้ไหมว่าทำไม ? หล่อนไปบอกกับคนข้างนอกว่าบ้านเราลำบากจึงไม่อยากให้ที่บ้านเหนื่อย แล้วบอกกับเราว่าเรียนไม่เก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็จะเกินตัวไป สู้ออกมาทำงานหาเงินดีกว่า หล่อนพูดน่าฟังไปหมด จนเราคิดว่าเด็กคงจะรู้ความมากแล้ว”
พูดถึงเรื่องนี้ ทั้งคู่บอกว่าพวกเขาไม่เข้าใจอะไรเลยในตอนนั้น อย่างไรก็ตามเด็กผู้หญิงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันก็เริ่มทยอยลาออกจากโรงเรียน เด็กที่ยืนกรานว่าจะเรียนต่อก็ถูกส่งไปเรียนในเมืองไม่ก็เมืองหลวง ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เรียนได้คะแนนดีมากจริง ๆ กับเด็กที่มีฐานะทางบ้านดี
แต่ในขณะนั้นครอบครัวของพวกเขาเพิ่งมีลูกชายตัวน้อยและรายได้ตลอดทั้งปีก็ไม่มากขนาดนั้น สู้รอเงินสินสอดงานแต่งของลูกสาวดีกว่า เพราะถึงอย่างไรก็ถือได้ว่าจบภาระที่อยู่ในใจไปอีกหนึ่งเรื่อง
ใครจะไปคิดว่าการเรียนหนังสือมีประโยชน์มากขนาดนี้ เมื่อเห็นว่าชีวิตของจางฉุ้ยเหลียนค่อย ๆ ดีขึ้นหลังจากเข้าวิทยาลัย ทั้งสองคนจึงรู้สึกเสียใจ ทว่าตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว
“ตอนแรกเราสองคนยังบอกจะช่วยเรื่องการเงินกับพวกเธอเลย แต่เธอบอกว่าต้องเลี้ยงลูกชายจึงส่งเด็กไปเรียนหนังสือไม่ไหวจริง ๆ เธอเป็นฝ่ายไม่เห็นด้วย ! ” ตงลี่หวาพูดอย่างเปิดเผย ใบหน้าเต็มไปด้วยการเสียดสี
พ่อเผิงทอดถอนใจ “แล้วพี่จะให้ฉันทำอย่าง ? เด็กมันเอาแต่จะอยู่บ้าน ไม่ยอมเรียนหนังสือ หล่อนเป็นคนเลือกเองด้วย ถ้าส่งหล่อนเข้าไปเรียนในเมืองแล้วจะพูดกับหล่อนอย่างไรล่ะ ? อีกอย่างนิสัยของเด็ก พี่ก็รู้ไม่ใช่หรือ ไม่รู้หรือไงว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เวลามีปัญหาก็กล่าวโทษคนอื่น แต่ไม่เคยยอมรับว่าหล่อนผิดสักครั้งเดียว ! ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้แม่เลี้ยงก็อดบ่นไม่ได้ “พี่สะใภ้สาม อย่างไรวันนี้ก็อยู่ต่อหน้าพ่อของหล่อนแล้ว ฉันขอพูดความจริงกับพี่ พี่เคยคิดบ้างไหมทำไมเด็กคนนี้ไม่กลับบ้านเลยตลอดหลายปี ? พี่คิดว่าฉันไม่รู้เรื่องหรือไง ? ”
ตงลี่หวาเลิกคิ้วสูงโดยไม่พูดอะไร แม่เลี้ยงกระตุกยิ้มมุมปาก “หล่อนบอกว่าเพราะฉันทำร้ายหล่อนใช่ไหม แม้แต่เกี๊ยวในเทศกาลปีใหม่ก็ไม่ให้หล่อนทานสักชิ้น เฮอะ แล้วยังบอกว่าเรามีกันแค่สามคนพ่อแม่ลูก แต่หล่อนเป็นคนนอก พูดแบบนี้ใช่ไหม ? ”
หล่อนชี้ไปทางสามีและพูดว่า “ในหลายปีที่ผ่านมาเขาเป็นทั้งพ่อและแม่ ต้องทนลำบากไปตั้งเท่าไร กังวลใจมากแค่ไหนแล้วมีใครรู้บ้าง ? เด็กคนนี้ไม่เคยคิดได้เลยสักครั้ง ไม่มีความกตัญญู เอะอะก็บอกว่าบ้านหลังนี้เป็นของแม่ พื้นที่ตรงนี้คือของหล่อน เงินเก็บก็เป็นเงินที่แม่ทิ้งไว้ให้ หล่อนจึงผลาญเงินไม่เว้นแต่ละวัน ไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้น ! ”
หล่อนหยุดไปชั่วขณะแล้วพูดต่อ “วันนั้นฉันอบขนมไข่ให้ลูกชายเพียงถ้วยเดียว พวกพี่ก็มีเด็กเล็ก และฉันไม่เชื่อว่าเวลาอบขนมไข่หรือต้มบะหมี่ก็จะทำในส่วนของเด็กโตด้วย ? ฉันไม่ได้เตรียมให้หล่อนเพราะโตขนาดนี้แล้ว อยากทานก็ต้องทำเองไม่ใช่หรือ ? ถ้าอยากทานก็บอกฉันสักคำได้ว่าคุณน้า ตอนเที่ยงหนูอยากทานขนมไข่ด้วย พูดเอาก็ได้นี่ แต่หล่อนไม่พูด ! ”
หลังจากนั้นเผิงชาชาก็ทานขนมไข่ของน้องชายจนหมดเกลี้ยง เด็กเล็กจึงร้องไห้โวยวายไม่หยุด แม่เลี้ยงเองก็โกรธ สุดท้ายขนมไข่ถ้วยนี้ก็ทำให้ทั้งสองต้องทะเลาะกัน
หลังจากที่พ่อเผิงกลับบ้านก็ตัดสินว่าคนผิดคือเผิงชาชาซึ่งทำให้หล่อนโกรธจนวิ่งหนีไป พอมาถึงบ้านของตงลี่หวาก็อ้อนวอนให้ช่วยหางาน ต่อมาในวันหยุดปีใหม่ก็ไม่ยอมกลับบ้าน ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็ไปฉลองที่บ้านญาติ
สองปีที่ผ่านมานี้พ่อเผิงกังวลใจตลอดเวลา กระนั้นปลูกแตงย่อมได้แตง ปลูกถั่วย่อมได้ถั่ว ผลไม้มีรสขมที่ตนปลูกก็ต้องกลืนมันเอง
“พ่อถามหล่อนว่าทำไมไม่กลับบ้าน พี่รู้ไหมว่าหล่อนตอบว่าอะไร ? หล่อนบอกว่าเพราะพี่ให้หล่อนฉลองปีใหม่ที่นี่ ไม่ให้หล่อนกลับบ้าน ! ยังบอกว่าพวกพี่มีเงินและอย่างน้อยก็เป็นหลานสาวของพี่ ไม่ช้าก็เร็วต้องแบ่งบ้านให้หล่อนเหมือนที่ยกให้จางฉุ้ยเหลียนแน่นอน หล่อนหลอกลวงเรา ! ” แม่เลี้ยงยิ้มเยาะ
พ่อเผิงเองก็ทอดถอนใจ “เราไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ใครฟังมาก่อน วันนี้มาหาพี่ก็เลยเล่าให้ฟังไปเสีย เราไม่มีทางรู้ว่าที่เด็กคนนี้พูดอันไหนเรื่องจริง อันไหนเรื่องโกหก และไม่มีทางรู้ว่าก่อนหน้านั้นหล่อนพูดอะไรกับพี่บ้าง ตรงกันข้ามคือเราสองคนไม่เคยมีความคิดที่หวังให้ลูกสาวเพียงคนเดียวมาสร้างภาระให้พี่ ! ”
พูดไปก็ลำบากใจ ใครจะคิดว่าหล่อนเล่นปล่อยไก่ขนาดนี้ เผิงชาชาไม่เคยนึกฝันว่าบิดาจะปฏิบัติแบบนี้ ตามหลักแล้วหล่อนได้แค่วาดรูปก้อนเค้กขึ้นมา สองสามีภรรยาจะต้องเห็นด้วยกับส่วนแบ่งอย่างแน่นอน ใครหาเงินได้แบบนี้บ้าง ? ตงลี่หวามีเงินแต่ไม่มีลูกสักคน ทรัพย์สินเงินทองที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงย่อมตกเป็นของหลานสาวแท้ ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
บังเอิญว่าบิดาเป็นคนมีเหตุมีผล เขายิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “ฉันไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่พูดตามตรงคือปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไปแบบไหนก็แบบนั้น น้องสาวของพี่จากโลกนี้ไปหลายปีแล้ว ทำไมฉันถึงไม่มีสิทธิ์หาคนใหม่ ? พี่ว่าหลังจากที่ฉันแต่งงานกับภรรยาคนนี้ แล้วชีวิตมีความสุขขึ้นไหมล่ะ ? ”
สุดท้ายเขาก็พูดความในใจออกมา “พูดตามตรง ผมเองก็หวังให้พี่ทั้งสองคนดีกับหล่อน แล้วในวันที่หล่อนโตเป็นผู้ใหญ่จะได้อาศัยบารมีของพี่ได้ พี่ก็แก่แล้วแต่หลานยังพอช่วยได้ เพราะถึงอย่างไรก็มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ต่างจากคนนอกไม่ใช่หรือ ? แต่เรื่องนี้ชาชาไม่เข้าใจ อายุยี่สิบกว่าแล้วยังมานั่งแข่งกับน้องชายได้ทุกวัน”
เมื่อได้ยินแบบนี้ จางฉุ้ยเหลียนก็เข้าใจทันที เธอรู้สึกว่าเด็กอย่างชาชาโกหกเก่งมากและแสดงเป็นคนหลายหน้ากับเธอ สามารถปฏิบัติได้อย่างหน้าตาเฉย
จากนั้นก็ครุ่นคิดถึงช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาว่าเธอกับตงลี่หวาไม่มีความสงสัยอะไรเลย เพราะพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอก็ปฏิบัติตัวแย่กับเธอเช่นกัน ทำเหมือนเธอเป็นบ่อเงินบ่อทอง ดังนั้นเธอจึงเข้าใจเพราะพ่อแม่ของตนก็มีนิสัยนี้เอง
ทว่าโลกใบนี้ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกเยอะ อีกทั้งเธอก็เริ่มสงสัยในตัวของเผิงชาชามาก่อนหน้านี้แล้ว ยิ่งหลังจากที่ชาชาไปทำงานในวิลล่าและสร้างเรื่องราวมากมายในที่ทำงานก็มากพอจะทำให้เธอเห็นปัญหาในด้านทัศนคติของเด็กคนนี้แล้ว
สำหรับเรื่องเล่าของสามีภรรยาคู่นี้ค่อนข้างเป็นประโยชน์ต่อตงลี่หวามากทีเดียว แต่สำหรับจางฉุ้ยเหลียนไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่ว่าเผิงชาชามีเจตนาดีหรือไม่ดี พูดความจริงหรือหลอกลวงก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ
เธอต้องทิ้งเผือกร้อนที่กำลังลวกมือนี้อย่างแน่นอน ไม่ยอมให้หล่อนทำงานกับเธออีกแล้ว ฝ่ายกู้จื้อเฉิงก็ไม่ได้ เพราะหล่อนอีคิวต่ำจัดการเรื่องราวไม่ได้ พอเกิดปัญหาก็โกรธคนอื่น สร้างความลำบากใจไปทั่ว
“ช่างเถิดค่ะ เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วไป เราไม่ต้องพูดถึงหรอก” จางฉุ้ยเหลียนตัดบทของสองสามีภรรยาและยังคงแสดงสีหน้าปฏิเสธเหมือนเดิม “พวกคุณปรึกษาเรื่องที่จะเกิดต่อไปดีกว่า เพราะเราพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ความสัมพันธ์ที่เราควรหา อารมณ์ความรู้สึกที่เราควรใช้ก็ทำหมดทุกอย่างแล้ว ถ้าไม่ชอบไม่อยากไปเราก็คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ หล่อนมีความสามารถก็ให้หล่อนหาเอง ! ”
พ่อเผิงร้อนใจ “หล่อนน่ะหรือ ? หล่อนจะมีความอดทนอะไร ! คิดแต่เรื่องเพ้อเจ้อ ทำแต่เรื่องฝันกลางวัน ไม่มีความตั้งใจเลยสักนิด ! ”
จนถึงตอนนี้จางฉุ้ยเหลียนก็ไม่พูดอะไร เพราะเดิมทีเป็นเรื่องของหล่อน เผิงชาชาจะทำหรือไม่ทำอะไรก็เป็นเรื่องของพวกหล่อน ถ้าเลือกทำ พวกเขาจะได้สบายใจ ถ้าไม่อยากทำก็ยิ่งดีไปใหญ่ ดูสิว่าพวกเขาจะมีความตะขิดตะขวงใจแค่ไหนเวลาที่มาขอความช่วยเหลืออีก
ตงลี่หวาเข้าใจความคิดของจางฉุ้ยเหลียน อันที่จริงวิลล่าก็เกิดเรื่องผิดพลาดมา 2 ครั้งใหญ่แล้ว หล่อนก็ตำหนิเผิงชาชาไปเล็ก ๆ น้อย ๆ รู้สึกว่าเผิงชาชาแค่ไม่ได้รับการสั่งสอน และสิ่งสำคัญคือไม่อ่อนน้อมถ่อมตน
อีกทั้งกู้จื้อเฉิงก็ลงทุนลงแรงไปตั้งมากมาย เขาหางานที่น่าเชื่อถือได้ถึง 2 งานก็นับว่าเมตตามากแล้ว คนที่ไม่มีประวัติการศึกษาและไม่มีความสามารถอะไรเลยแบบหล่อน โตไปก็ใช่ว่าเป็นเสมือนดอกไม้ที่จัดอยู่ในแจกันที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างยังจะเลือกมากอีก เรียกว่ามีแต่ความสวยให้คนอื่นชื่นชม
ตงลี่หวารีบพูดทันใด “ใช่ เรื่องนี้พวกเธอต้องปรึกษากันดี ๆ แต่ฉันรู้สึกว่างานที่ดีอาจหาคู่เดทดี ๆ ได้ ฉันเคยพูดกับชาชาไว้ว่าถ้าแต่งงานก็จะเป็นคนออกค่าสินเดิมของฝ่ายหญิงส่วนหนึ่ง การแต่งงานของหลานสาวเหล่าเซี่ยครั้งนี้เราให้อะไรบ้าง ต่อไปงานของหล่อนเราก็ให้เช่นกัน!”
เซี่ยจวินให้เด็กคนนั้นเท่าไหร่ พ่อเผิงรู้แก่ใจดี เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ จากนั้นก็ไม่ปฏิเสธ “เรื่องนี้ฉันเชื่อ ฉันเข้าใจถึงเจตนาของพี่สะใภ้และพี่เขยดี”
ทว่าเผิงชาชาจะหาคู่ที่สูงส่งได้ยากขึ้นหากระดับงานที่ทำอยู่ในระดับต่ำ
เรื่องนี้เป็นอาการป่วยเรื้อรังในใจของตงลี่หวาราวกับโรคที่รักษาไม่หาย เพราะจินตนาการของเผิงชาชามันเกินจริงไปมาก หล่อนฝันอยากมีชีวิตที่สวยหรูเกินไป
พูดง่าย ๆ ก็คือไม่มีทางเป็นจริงได้ ไม่มีทางตระหนักได้ถึงสถานะของตน ปลามองหาปลา กุ้งมองหากุ้ง คุณเป็นแบบไหนก็จะได้คนแบบนั้น
คนที่มีการศึกษาระดับประถมกลับเลือกหาคนที่จบปริญญาเอก โลกของทั้งสองคนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะด้านวิสัยทัศน์ มุมมอง ความคิดความอ่านก็ต่างกันแล้วจะไปกันรอดหรือ ?
ถ้าหล่อนหาคนที่มีฐานะปานกลางก็จบแล้ว นี่เล่นไปชอบคุณชายในกลุ่มตระกูลมั่งคั่ง เข้าใจผิดว่าเขาชอบกู้จื้อชิว เพราะเหตุผลนี้ทำให้หล่อนโกรธจางฉุ้ยเหลียนอยู่นานมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะตงลี่หวาพูดให้เข้าใจว่ากู้จื้อชิวไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เผิงชาชาก็คงไม่พอใจจางฉุ้ยเหลียนไม่เลิก
“เด็กคนนี้ไม่รู้ความ ! ” ตงลี่หวาก็ทำได้แค่วิจารณ์ เพราะเข้าไปยุ่งกับหล่อนก็น่าโมโห พอไม่ยุ่งกับหล่อนก็น่าสงสาร เหมือนกับซี่โครงไก่ที่ทานไปก็ไม่ได้อรรถรส จะทิ้งไปก็น่าเสียดาย !