เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 541 เย็นวาบทั้งหัวใจ
ตอนที่ 541 เย็นวาบทั้งหัวใจ
ตอนที่เผิงชาชากลับมา จางฉุ้ยเหลียนและคนอื่น ๆ ก็เปลี่ยนไปสนทนาเรื่องอื่นกันแล้ว ทันทีที่เข้ามาในบ้าน เผิงชาชาก็บ่นว่าข้อเท้าเคล็ด ถึงแม้ดูออกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่เพราะข้อเท้าเคล็ดจึงไม่สามารถกลับบ้านพร้อมพ่อและแม่เลี้ยงได้ทันทีหลังจากทานข้าวเสร็จ
รอจนพวกเขากลับไปแล้ว เผิงชาชาจึงแทรกตัวเข้าไปในห้องตงลี่หวา แล้วถามว่าพวกเขาพูดอะไรตอนที่หล่อนไม่อยู่ ตงลี่หวารู้ดีแก่ใจว่าเผิงชาชาคงแกล้งข้อเท้าเคล็ดเพราะไม่อยากกลับบ้านอย่างแน่นอน
ตงลี่หวาปิดบังเรื่องนิสัยรวมทั้งเรื่องราวในอดีตที่สองคนนั้นบอกโดยเล่าแค่ว่าสองคนนั้นขอคำปรึกษาเรื่องงานว่าประเภทไหนดีกว่ากัน
“เป้าชิ่วอวิ๋นคิดว่าทำงานในรัฐบาลดีที่สุด เพราะงานที่นั่นสบายกว่าและฟังมีเกียรติยิ่งกว่า” ทว่าไม่ได้พูดถึงนิสัยที่ไม่ดีของเผิงชาชาว่าถ้าไปดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลคงบุ่มบ่ามจนเกิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง
สีหน้าของเผิงชาชาเปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันที หล่อนยิ้มเยาะ “หล่อนคงอยากให้หนูมีชีวิตตกต่ำใจจะขาดจึงเลือกงานไม่ดีให้ ฟังแล้วมีเกียรติตรงไหนมิทราบ ไม่ใช่ว่าทำให้หล่อนเอาไปโม้ข้างนอก พูดให้หล่อนมีชื่อเสียงที่ดีหรอกหรือ แต่คนลำบากและเหนื่อยก็คือหนู แบบนี้จะสกปรกไปหน่อยไหม ใครอยากไปก็เชิญ แต่หนูไม่ไป!”
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดคือบ่นถึงงานที่ใช้ไม่ได้ของกู้จื้อเฉิงทั้งนั้น ตงลี่หวารู้ดีแก่ใจแล้วถามด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก “เธออยากทำอะไรก็บอกมาสิ ดูว่าพี่เขยจะช่วยหาได้หรือไม่ ! ”
เผิงชาชาครุ่นคิดสักพักแล้วถามด้วยความอยากรู้ “ตอนนี้เกาน่าทำงานอะไรคะ ? ”
ตงลี่หวากลอกตาใส่เผิงชาชา “เธอยังกล้านำตัวเองไปเปรียบเทียบกับหล่อนอีกหรือ ? หล่อนมีความมุ่งมั่นมากกว่าเธอมาก คุณลุงสามให้หล่อนไปเรียนคลาสคอมพิวเตอร์และให้หล่อนไปสอบใบประกอบวิชาชีพด้านบัญชี ทุกคนก็เหมือนกันทั้งนั้น เธอล่ะ ? ตอนนี้คอมพิวเตอร์ก็ไม่เป็น ให้ไปสอบเอาใบประกอบวิชาชีพก็ไม่ได้ แม้จะแบบนี้ก็ยังหางานที่มั่นคงให้เธอได้แต่ก็ไม่ทำ เกาน่าทำงานอยู่ในห้างสรรพสินค้า ถ้าใกล้คลอดก็จะกลับมาอยู่บ้าน ! ”
เผิงชาชาแอบแบะปากอยู่ในใจแต่พูดด้วยเสียงเบาๆ ต่อหน้า “ในเมื่อหล่อนมีความสามารถ แล้วทำไมไม่หางานที่ดีกว่านี้ล่ะ ? ก็ไหนบอกว่าในห้องยาของโรงพยาบาลขาดแคลนคนพอดี ? ”
ตงลี่หวาจึงอธิบาย “ตอนนั้นต้องแต่งงานแบบสายฟ้าแลบไงล่ะ ! ไหว้วานให้คนอื่นไปจัดการธุระให้ แต่ทำงานไม่ถึง 2 วันก็คลอดลูกมานั่งอยู่ไฟแล้วแบบนั้นหรือไง สู้รอต่อไปก่อนดีกว่า รอให้เด็กโตอีกนิดแล้วค่อยไป ! ”
ถึงตอนนั้นเกาน่าก็คงอายุสามสิบกว่าปีแล้วจึงเกรงว่ายากที่จะได้เข้าไป ตงลี่หวารู้แก่ใจดี แต่เรื่องนี้เซี่ยเหมยไม่ได้เก็บมาใส่ใจ หล่อนรู้สึกว่าหากลูกสาวแต่งงานก็เท่ากับมีครอบครัวแล้ว คงจะมีความสงบสุขได้ตลอดชีวิตนี้ ไม่ต้องยื่นมือมาขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน และชีวิตนี้ของหล่อนคงจะมีสีสันไม่น้อย ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ทุกคนที่เหมือนกับจางฉุ้ยเหลียนที่มีมันสมอง มีความโชคดี มีคนคอยช่วยเหลือด้านการเงินและทำธุรกิจ ดังนั้นหล่อนจึงรู้สึกว่าเกาน่าในตอนนี้ก็ดีมากแล้ว
เผิงชาชามีความทะเยอทะยานกว่าเกาน่ามาก ทว่าความทะเยอทะยานของหล่อนไม่ใช่ส่วนที่หล่อนจะทำได้สำเร็จเลย ถ้าเรื่องการทำงานด้วยความขยันและตั้งใจ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็สู้หูจิ่นเหมิงที่อายุยังน้อยไม่ได้เลย หากชาชามีทักษะที่ดีกอปรกับการพึ่งพาตงลี่หวาและสองสามีภรรยาจางฉุ้ยเหลียนย่อมสามารถทำอาชีพที่สมบูรณ์พร้อมได้แน่นอน
ทว่าหล่อนไม่มีความสามารถอะไรเลย เอาแต่หลงใหลเพ้อฝันในยศถาบรรดาศักดิ์ มีความคาดหวังในผลประโยชน์รวมทั้งความรักที่ไม่อาจเป็นจริง คนแบบนี้น่าเบื่อมากและก็หมดหนทางบีบบังคับมาล้างสมองได้ด้วย
ตงลี่หวาถามซ้ำอีกครั้ง ในที่สุดเผิงชาชาก็พูดถึงงานที่อยากทำ เนื่องจากรู้แก่ใจดีว่าถ้าไม่พูดตอนนี้ก็อาจได้ทำงานอะไรไม่รู้ที่กู้จื้อเฉิงหามาให้ งานเหล่านั้นไม่เพียงแต่เสียเวลาแล้วยังเสียแรงกายอีกด้วย
“มีงานที่มั่นคงสามารถหาเลี้ยงปากท้องได้สักงาน หนูว่าไม่เลวเลยนะ แต่ถ้าเป็นงานในโรงงานหรืองานดูแลผู้ป่วยอะไรแบบนั้น หนูไม่อยากทำ” เผิงชาชามองสีหน้าของตงลี่หวาก่อนจะยิ้มและพูดชื่นชมกู้จื้อเฉิงว่า “แต่พี่เขยก็มีความสามารถจริง ๆ หางานในรัฐบาลมาจนได้ แสดงว่าบารมีของเขาก็ใหญ่อยู่ ชีวิตของพี่สาวช่างดีงามเสียจริง !”
ตงลี่หวาไม่พูดต่อ ปล่อยให้หล่อนได้พร่ำเพ้อต่อไป เผิงชาชาปฏิเสธทางอ้อมก่อนจะพูดอย่างคนมีสติและน่าเบื่อ “หนูอยากได้งานที่มีสิ่งแวดล้อมดีและเหมาะสมกับหนู ของานที่มีการปฏิสัมพันธ์ที่ดี ไม่ซับซ้อนและไม่เหนื่อยเกินไป หนูรู้ว่าตัวเองนิสัยไม่ดีและไม่มีความอดทน สู้หางานที่มั่นคงไปตลอดชีวิตดีกว่า”
ถ้าเกาน่าเป็นฝ่ายพูดคำเหล่านี้ ตงลี่หวาเชื่อว่าต้องมีคนยอมรับฟังบ้างอย่างแน่นอน ในเวลานี้ตงลี่หวามองไปยังนาฬิกาและคาดว่าฮวาฮวาน่าจะตื่นนอนแล้วจึงหมดความอดทน ขมวดคิ้วและพูดว่า “กำลังคุยสนุกเลย แต่อย่าเสียเวลาดีกว่า!”
พูดแต่เรื่องไร้สาระ พูดมากขนาดนั้นจะได้ประโยชน์อะไร ?
เผิงชาชาพูดด้วยความอับอาย “หนูได้ยินว่าในโรงพยาบาลมีคนไม่ได้เรียนแพทย์ทำงานด้วย ป้าเห็นไหมว่าคนที่บริหารจัดการดูแลผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเป็นหมอเสมอไป คุณหมอทุกแขนงก็ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง หนูรู้สึกว่างานนี้หนูทำได้ ไม่อย่างนั้นคุณป้าเห็นพนักงานที่อยู่ในมหาวิทยาลัยไหม หนูไม่เรียนก็เป็นอาจารย์ไม่ได้ แต่พนักงานมีให้เห็นเหลือเฟือ”
ตงลี่หวาที่กำลังโกรธกลับกลายเป็นคลี่ยิ้มแล้วมองเผิงชาชาด้วยสายตารังเกียจ “ถ้าเธอไม่เลือกมากก็บอกเลยว่าเป็นงานที่ดีหมด”
เผิงชาชาแปลน้ำเสียงนั้นไม่ออก คิดว่าเป็นการชื่นชมเสียมากกว่า หล่อนนึกถึงงานทั้งสองของกู้จื้อเฉิงที่ผุดเข้ามาในสมอง แต่มันเป็นงานที่รับไม่ได้เอาเสียเลย
ในเมื่อขอความช่วยเหลือแล้วก็สู้หางานดี ๆ ไปเลยดีกว่า แต่หางานแบบนี้มาแทนแล้วผลลัพธ์มันก็แตกต่างกัน
ตงลี่หวาเข้าใจดี ชาชาต้องการหาหมอหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยได้ง่ายขึ้น แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องโชคชะตา มันคือการหาภรรยาที่ดีหรือไม่ดี ทำประโยชน์ได้หรือไม่ได้ ยังมีอีกหลายปัจจัยร่วมด้วย
เผิงชาชาเป็นคนซื่อ คนไม่มีความสามารถถ้าพูดเพียงแค่ไม่กี่ประโยคก็เผยไต๋แล้ว คนที่เฉลียวฉลาดแบบไหนถึงจะรับภรรยาแบบนี้ได้ เว้นเสียแต่ว่าพ่อแม่ของหล่อนจะมีเงินมีอำนาจก็คงต้องต่อสู้กับภรรยาไปกว่าสามสิบปีเป็นแน่
“ชาชาอ่า ทำงานในที่แบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่ได้นะ สิ่งสำคัญคือต้องมีประวัติการศึกษา ก่อนหน้านั้นที่บอกจะทำประกาศนียบัตรให้เธอ ยื้อกันไปมาสุดท้ายก็ไม่ได้ทำ ตอนนี้จะทำอย่างไร ? สถานที่เหล่านั้นต้องมีใบจบการศึกษาอย่างต่ำก็ระดับอนุปริญญา ต่อให้เป็นมหาวิทยาลัยแบบเปิดก็ตาม” ตงลี่หวาส่ายหน้าเพราะเชื่อว่าเผิงชาชาไม่สามารถทำได้
“แล้วงานดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล ทำไมนั่งในห้องทำงานไม่ได้คะ ? ” เผิงชาชาร้อนใจ จากนั้นก็พูดโดยไม่รู้จะทำอย่างไรดี “หนูไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าเสียหน่อย แค่นั่งอยู่ในห้องทำงานทั่วไปเวลาว่างไม่ได้หรือ ไม่ต้องให้หนูถึงกับต้องสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยเปิด ค่อย ๆ ออกใบประกาศ ป้าสามไม่เคยถามพี่เขยก็รีบปฏิเสธหนูแล้ว ป้าอยากให้หนูมีชีวิตที่ดีหรือไม่อยากกันแน่ ? ”
ตงลี่หวาโกรธจนเกือบจะพุ่งตัวไปข้างหน้า ตนอยู่มากว่าครึ่งค่อนชีวิตแล้วอยู่ ๆ มาเปลี่ยนคำพูด ! ถ้าไม่หวังให้หล่อนมีชีวิตที่ดี แล้วตงลี่หวาจะลงแรงลงใจไปทำไม ?
โรงพยาบาลเป็นของครอบครัวหล่อนเปิดหรือไง คิดจะบอกว่าอยากทำอะไรก็ทำได้หรือ ?
เมื่อเห็นตงลี่หวาแสดงสีหน้าไม่พอใจ เผิงชาชาก็รู้ในทันทีว่าการขอร้องนี้มากเกินไป แต่คนในสมัยนี้ก็เป็นแบบนี้ คุณไหว้วานให้คนอื่นจัดการเรื่องราวให้ย่อมไม่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว คุณอยากได้งานที่ดีเต็มร้อย แต่พวกเขาจะให้คุณแค่ 80% เท่านั้น แถมยังอวดอ้างว่าพวกเขาลงแรงไปตั้งเท่าไร อวดอ้างว่าเขาตั้งใจแค่ไหน พูดราวกับว่าหางานดี 120% ให้คุณอย่างนั้นแหละ
ถ้าความต้องการของตนต่ำแค่ 60% ก็กลายเป็นว่าเอางานทำความสะอาดห้องน้ำอะไรนั่นมาสร้างความสับสนให้ ราวกับว่าตนสามารถเอาเปรียบได้ เหอะ ใครลำบากคนนั้นย่อมรู้ดี!
ถ้ามารดายังมีชีวิตอยู่ก็คงไม่ต้องเป็นแบบนี้ คนกลุ่มนี้แค่อยากรังแกหล่อนที่ไร้มารดาเท่านั้น แต่หล่อนไม่ใช่คนที่จะมารังแกได้ง่าย แม้จะโดนฉีกหน้าก็ยังอยู่ร่วมกับพวกเขาได้ เพราะไม่อย่างนั้นคนอื่นจะคิดว่าหล่อนรังแกได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้เผิงชาชาก็แสดงสีหน้ากลุ้มใจ “ป้าสาม หนูรู้ว่ามันยาก แต่ป้าก็ทำเพื่อหนูมาตลอด หนูไม่มีอะไรสักอย่าง ถ้าไม่มีงานดี ๆ ทำ ชีวิตนี้คงจบเห่”
หล่อนตัดพ้อทั้งน้ำตา “ป้าก็รู้ว่าหนูมีแม่เลี้ยง หนูเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของพ่อ แต่พ่อไม่สนใจใยดีหนูเลย ต่อมามีแม่เลี้ยงก็โดนหล่อนเป่าหู มีบ้านก็เหมือนไม่มี ตอนนี้หนูมีแค่ป้า หนูพึ่งพิงป้าได้เพียงคนเดียว”
ตงลี่หวาคิดว่าเผิงชาชาอาจเกิดความเข้าใจผิดระหว่างผู้หญิงจึงอดโน้มน้าวไม่ได้ “พ่อของเธอไม่ใช่คนแบบนั้น ที่พ่อมาในวันนี้ ป้าก็พูดกับเขาไปแล้ว พบว่าทั้งสองคนจริงใจ หลายปีที่ผ่านมาเขาทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เธออดอยาก ทำให้เธอได้มีเสื้อผ้าใส่ อีกอย่างน้องชายของเธอก็ยังเด็ก ในอนาคตต้องหวังพึ่งเธอนั่นแหละ แบบนี้เจ้าตัวยังอยากให้เธอมีชีวิตไม่ดีอีกหรือ ? ”
เผิงชาชาเบิกตากว้างแล้วมองไปยังตงลี่หวาด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ “ป้าสาม ป้าเชื่อหรือไง คำพูดพวกนี้เป็นคำพูดเลื่อนลอยไม่มีประโยชน์เลยสักนิด จะให้หนูดูแลเด็กเหลือขอนั่น เพ้อเจ้อ พวกเขาต้องยกบ้านยกที่ดินให้หนูก่อน หนูถึงจะยอมดูแลเขา ป้าเองก็อายุอานามขนาดนี้แล้ว คนอื่นพูดอะไรก็เชื่อไปเสียทุกอย่างเลยหรือ!”
ตงลี่หวาถูกเผิงชาชาถอนหงอกจนหน้าดำหน้าแดง รู้สึกว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตนี้ถูกเด็กตรงหน้าโยนทิ้งไปดื้อ ๆ จึงเริ่มรู้สึกไม่พอใจ ความเย็นชาที่มีต่อเผิงชาชาเริ่มก่อตัวขึ้นมา
ถึงตอนนี้เผิงชาชามองออกว่าป้าสามพูดดีแต่ทำไม่ได้ ส่วนจางฉุ้ยเหลียนก็ยังไม่น่าเชื่อถือมากพอ
“เธอบอกว่าพ่อไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ แต่ฉันเห็นว่าเขาไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย เขาบอกว่ารอเธอแต่งงาน แล้วจะยกทรัพย์สมบัติที่แม่เก็บไว้ให้เธอ” ทั้งสองคนเงียบไปชั่วขณะด้วยความรู้สึกลำบากใจ ตงลี่หวาก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก
เผิงชาชายิ้มเยาะ “แม่เก็บสมบัติให้หนู ? ของผุพังไร้ประโชน์เหล่านั้นจะมีค่าสักเท่าไหร่กันเชียว ? คงไม่เรียกผ้าห่ม 3 ผืน กล่อง 2 ใบนั้นเป็นสินสอดหรอกนะ ถ้าเก็บสมุดธนาคารเล่มหนึ่งให้หนู ป้าว่าเขาจะยกให้หนูไหมล่ะ เหอะ ! ”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงน้องสาวตนแบบนี้ ตงลี่หวาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งหัวใจ หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน “ชาชา เธอพูดอะไรเนี่ย ? ”