เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 542 ผู้หญิงดีมีคุณธรรม
ตอนที่ 542 ผู้หญิงดีมีคุณธรรม
ตงลี่หวาอายุมากแล้ว ดังนั้นบางเรื่องก็ทำตามใจตนมากไม่ได้ หากเจอเรื่องที่ชอบก็คงให้ได้เพียงคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่ถ้าเจอเรื่องไม่ชอบก็คงต้องตักเตือน เมื่อเจอเด็กที่ดื้อรั้นและเอาความคิดตนเป็นที่ตั้งอย่างเผิงชาชา หญิงสูงวัยกลับพูดได้แค่ไม่กี่คำแล้วก็ต้องหยุด
เผิงชาชาอึดอัดใจ รู้สึกว่าทุกคนในบ้านหลังนี้ไม่ชอบหล่อน ตอนนี้ตนไม่มีงานทำและยังต้องมารับมือกับคนในครอบครัวนี้อีก
ปกติแล้วในเวลากลางคืนจะไม่ค่อยมีคนมากเท่าไร กู้จื้อเฉิงต้องเข้าโบสถ์ 1 วัน อีก 5 วันที่เหลือต้องออกไปเข้าสังคม จางฉุ้ยเหลียนก็มักจะบ่นอยู่บ่อยครั้งว่าเขาเอาแต่ทำตามขนบธรรมเนียม ถ้าไม่คุยธุรกิจในร้านเหล้าก็คงจะทำไม่สำเร็จ เธอจนปัญญามาก ด้านเซี่ยจวินทำตัวสบาย ๆ ทุกบ่ายมักออกไปตกปลากับเพื่อนทหารเก่าและกลับมาพร้อมถังเปล่าในช่วงสองสามทุ่ม บางครั้งก็ได้ปลาตัวใหญ่ติดไม้ติดมือกลับมาสองสามตัว แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะปล่อยปลาที่ตกได้คืนสู่ธรรมชาติ
ส่วนตงลี่หวาตอนนี้มีเพื่อนคู่หูแล้ว ตอนกลางวันหล่อนจะอยู่บ้านกับหลาน ตกค่ำหลังจากที่จางฉุ้ยเหลียนทำอาหารเสร็จแล้ว หล่อนก็มักจะออกไปเต้นรำตรงลานน้ำพุข้างแม่น้ำ โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มหญิงสูงวัยออกมาเต้นรำพบปะกัน ท่วงท่าที่งดงามทำให้หล่อนหลงใหลอย่างมาก
ส่วนจางฉุ้ยเหลียนหลังจากที่ล้างจานเสร็จแล้วก็จะเริ่มทำงานในห้องหนังสือแบบเปิดบนชั้นสอง ทำงานราวกับมีต้นฉบับที่ยังเขียนไม่เสร็จ เผิงชาชาไม่เข้าใจว่าทำไมตอนกลางวันไม่เขียน ทว่าตกดึกต้องลุกมาทำทุกที
คังคังก็ทำการบ้านอยู่ในห้องหรือไม่ก็เล่นเปียโน
ทุกคนในบ้านมีกิจกรรมบันเทิงของตน ทำหน้าที่ของแต่ละคนได้สอดคล้องกับข้อตกลง
คนที่หล่อนสามารถคุยได้ก็มีแค่เซี่ยเหมยที่อุ้มเด็กน้อยพร้อมนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา ทั้งสองคนเหมือนกันคือพึ่งพาอาศัยตงลี่หวาและเซี่ยจวินไปวัน ๆ
เผิงชาชามองไปยังฮวาฮวาที่นั่งเล่นลูกบอลอย่างสนุกสนานอยู่บนพรม มีน้ำลายไหลเยิ้มออกมาจากมุมปากเหมือนก๊อกน้ำ ไหลยืดลงไปเรื่อย ๆ ส่วนเซี่ยเหมยปอกผลไม้พลางเช็ดน้ำลายให้หล่อนเป็นครั้งคราว
“น้าเซี่ย หนูมีเมล็ดทานตะวันอยากทานไหมคะ ? ” เผิงชาชามองไปยังเด็กสาวตัวน้อยที่นั่งน้ำลายไหลยืดหยดติ๋ง ๆ ด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะเมินหน้าไปทางเซี่ยเหมยโดยไม่พูดอะไรอีก
“ไอ้หยา ไม่ได้ พี่สาวเธอไม่ให้ทาน บอกว่ากลัวเด็กกลืนเข้าไปติดหลอดอาหาร ดังนั้นถ้าจะทานเมล็ดทานตะวันในบ้านก็ต้องไปทานให้ไกลตัวเด็ก” เซี่ยเหมยแบะปาก “ต่อไปถ้าหลานฉันคลอดก็คงจะมาดูแลอย่างละเอียดแบบนี้ไม่ได้แล้ว เด็กอ่านะ ยิ่งรวยก็ยิ่งเลี้ยงดูให้ดี พวกเขายกเด็กคนนี้เป็นดุจเจ้าหญิงก็มิปาน”
เผิงชาชารู้ว่าตอนที่ฮวาฮวาลืมตาดูโลกครบ 3 เดือน ตงลี่หวาได้ซื้อกำไลทองขนาดเล็กให้ ส่วนคุณย่าแท้ ๆ ของก็ซื้อกระดิ่งทองมาให้ โดยบอกว่าเวลาแขวนอยู่บนกำไลทองจะทำให้เกิดเสียงกริ๊ง ๆ ไพเราะน่าฟัง
เมื่อคิดได้หล่อนจึงเกิดความริษยาอยู่ในใจ เด็กตัวแค่นี้มีกำไลทองใส่แล้ว ป้าแท้ ๆ ของหล่อนไม่เคยบอกว่าจะซื้อตุ้มหูทองให้เลยสักคู่ ต่อให้เป็นตุ้มหูทองขนาดเท่าเม็ดข้าวสารก็ไม่มี
เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กคนนี้ หล่อนต่างหากที่เป็นหลานแท้ ๆ ของพวกเขา แต่เพราะไม่มีความสามารถเหมือนจางฉุ้ยเหลียน จึงไม่ยอมซื้ออะไรให้หล่อนสักอย่าง
ยิ่งคิดแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่ในใจ ยิ่งเห็นฮวาฮวาจึงยิ่งขัดตา “ให้ท้ายเด็กแบบนี้ไม่กลัวว่าต้องเลี้ยงดูไปจนตายหรือไง” ทันทีที่โพล่งออกมาก็พบว่ามันไม่น่าฟัง เผิงชาชารีบแก้ตัวทันที “พี่สาวไม่ได้เป็นคนไร้รสนิยมขนาดนั้น แล้วทำไมตั้งชื่อลูกว่าฮวาฮวาล่ะคะ ? ขนาดเด็กชาวไร่ยังไม่ชื่อนี้กันเลย บ้านนอกจะตายไป”
เซี่ยเหมยพยักหน้า “ไม่รู้ทำไม ! ขนาดหลานของฉันยังชื่อเพราะกว่านี้อีก ผู้ชายชื่อเฉียงเฉียงผู้หญิงชื่อเหมยเหม่ย ชื่อเพราะกว่านี้เป็นสิบเท่า ทันทีที่ได้ยินก็รู้เลยว่าคาดหวังอะไรจากลูก ”
เมื่อพูดจบก็พยายามกดเสียงต่ำ “ก็คังคังเป็นคนตั้งชื่อให้น่ะสิ บอกกลัวเด็กจะไม่สบายใจเพราะลูกคนที่สอง คังคังจึงตั้งชื่อเล่นให้น้อง เห็นได้ชัดว่าให้ความสำคัญกับลูกคนโตมากแค่ไหน”
เมื่อพูดจบก็อดพูดต่อไม่ได้ว่า “ไม่เห็นว่ามีประโยชน์ เดี๋ยวพอเด็กอายุ 7-8 ปี พี่คนโตก็ไม่สบอารมณ์แล้ว ชอบลงไม้ลงมือก็น้อง คงจะเชื่อฟังตายแหละ”
เผิงชาชายิ้มเยาะ “คนมีเงินน่ะค่ะ ไม่รู้หรอกว่าอะไรคืออวดดี”
เซี่ยเหมยพยักหน้าคล้อยตาม “ฉันก็ว่าแบบนั้น ไม่เป็นอันทำอะไร คังคังก็เอาแต่ผลาญเงินไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ในแต่ละวัน ไม่มีใครห้ามปราม เด็กจะล้างผลาญอย่างไรก็ไม่มีใครสน ฉันต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดราวกับเลี้ยงหลาน 3 คน ถ้าเพิ่มเงินอีกสัก 100 หยวน จะให้ฉันดูแลอย่างไรก็ได้นะ แต่นี่อะไร ? ฉันเหนื่อยแทบขาดใจ แต่คนเป็นยายก็เต้นรำ คนเป็นตาก็ไปตกปลา พี่ชายคนโตทำการบ้าน ส่วนคนเป็นแม่เขียนต้นฉบับ เหลือฉันเพียงคนเดียวที่ต้องดูแลเด็ก ฉันดูแลมาทั้งวันแล้วจะไม่ให้ฉันพักสักหน่อยหรือ ! ”
เมื่อได้ยินคำบ่นของเซี่ยเหมย เผิงชาชาก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นโคตรสบาย ที่แท้ตนก็ไม่ได้มีชีวิตลำบาก น้องสาวแท้ ๆ ของลุงสามก็ยังไม่ได้รับแบบหล่อน
“นาเซี่ย หนูรู้สึกผิดต่อน้าจริง ๆ ” เผิงชาชาทอดถอนใจ “คุณน้าคิดว่าพี่สาวของหนูมีลูกเร็วเกินไปไหม ? แม่แท้ ๆ จะต้องมาดูแลลูกเองไม่ใช่หรือ ต่อให้ยายดีแค่ไหนแต่จะดีกว่าแม่ผู้ให้กำเนิดได้อย่างไร ? อีกอย่างคุณน้าดูสิ ฮวาฮวาอ้วนขนาดนี้ก็เพราะถูกเลี้ยงด้วยเงินไม่ใช่หรือไง”
เซี่ยเหมยชำเลืองตามองไปชั้นบนก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ “แต่ก็นะ ฉันกำลังคิดจะหยุดสักสองสามวันเพราะเกาน่ากำลังตั้งครรภ์ แม่สามีของหล่อนก็ไม่ได้เรื่อง ไม่รู้ว่าจะดูแลหล่อนได้ดีหรือเปล่า ฉันจะบอกเธอให้ เดือนนี้หล่อนยังทำงานอยู่เลย น่าสงสารเกินไป และฉันจะไปทำอาหารทำความสะอาดบ้านให้หล่อนเสียหน่อย ! ”
แต่หล่อนก็พูดด้วยความเกรงใจ ด้านสองสามีภรรยาเซี่ยจวินเหมือนจะไม่รู้ว่าหล่อนอึดอัดใจมาโดยตลอด ในที่สุดก็พรั่งพรูออกมา
“เจ้าตัวอาจไม่รู้สึกอะไรเพราะยังไม่ถึงเดือนเลย รอให้ท้องโตจนทำงานไม่ไหวก่อน อาจจะให้คุณน้าหยุดงานก็ได้” เผิงชาชาเยาะเย้ย “ตอนที่พี่สาวของหนูตั้งท้องก็ทำงานทุกวันเหมือนกันไม่ใช่หรือ วันนี้ไปร้านหนังสือพรุ่งนี้ไปวิลล่า หล่อนเป็นผู้จัดการใหญ่กุมสิทธิ์อยู่ในมือก็ยังตัดใจทิ้งไม่ได้ ! ”
เซี่ยเหมยเบ้ปาก “เธอจะรู้อะไร ! ตอนหล่อนท้องลูกคนที่สอง ร่างกายที่เคยผ่านการท้องมาแล้วไม่มีปัญหาหรอก เธอรู้ไหมว่าตอนที่หล่อนท้องคังคังเป็นอย่างไร ? เหอะ ! พี่สาวของเธอไม่ไปทำงานเลยตั้งแต่แต่งงาน ตอนท้อง คุณป้าสามของเธอคอยดูแลไม่ห่าง เธอคิดว่าฉันไม่รู้หรือ ? ฉันจะบอกเธอให้ เรารู้ทั้งนั้นแหละ ! ”
เผิงชาชาเลิกคิ้วสูงด้วยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ “ไม่ทำงานแล้วอยู่แต่บ้าน ตั้งท้องจนกลายเป็นแม่ทูนหัวของบ้านเลยหรือคะ ? ”
“ก็ใช่น่ะสิ ! เสี่ยวกู้และป้าสามต้องคอยดูแลหล่อนเพียงคนเดียว เช้าจรดค่ำต้องทำอาหารให้ทาน เธอรู้ไหมว่าพี่สาวไม่ทำอะไรเลย เอาแต่นอนดูโทรทัศน์อยู่ในบ้าน ไม่ใช่เพราะหล่อนขี้เกียจหรือไง กว่าจะคลอดก็ปาไป 42 สัปดาห์แล้ว เกือบทำหล่อนตายเพราะคลอดลูกยาก ไม่ใช่เพราะหล่อนเลี้ยงตัวเองด้วยเงินหรือ ? ! ดังนั้นเมื่อตั้งท้องคนที่สองจึงไม่กล้าสร้างปัญหาเพราะกลัวจะสิ้นอายุขัย ตอนคลอดจึงต้องพูดกันให้ชัดเจน!”
เผิงชาชาอ้าปากตาค้าง ไม่มีใครบอกเรื่องนี้กับหล่อนสักครั้งเดียวว่าจางฉุ้ยเหลียนก็เคยมีอดีตแบบนี้ หล่อนคิดว่าเจ้าตัวเป็น ‘ผู้หญิงดีมีคุณธรรม’ เสียอีก!
ผู้หญิงมักจะมีเรื่องให้ซุบซิบนินทาแบบนี้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซี่ยเหมยที่ต้องอยู่ดูแลเด็กในบ้านตลอดทั้งวัน จึงกลัวว่าหากไม่ได้ซุบซิบนินทากับคนอื่นบ้าง ความลับพวกนั้นคงได้ขึ้นราเป็นแน่
เซี่ยเหมยรู้ว่าช่วงนี้คนในบ้านกำลังหางานให้เผิงชาชา ถึงแม้จะถามอยู่หลายครั้งแต่ตงลี่หวาก็ไม่ยอมบอก หล่อนจึงรู้สึกกระวนกระวายใจเลยไปถามจางฉุ้ยเหลียนที่ก็เอาแต่ทำงานไม่รู้อะไรสักอย่าง พี่ชายก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะรายนั้นไม่เห็นหน้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ถามไปคงได้โดนบ่นเป็นแน่ว่า ‘ถามไปก็ไม่มีอะไรดีแล้วจะถามทำไม’
เซี่ยเหมยรู้แค่ว่าเผิงชาชาโดนจางฉุ้ยเหลียนไล่ออก แต่อีกฝ่ายบอกว่าไม่อยากทำจึงลาออกเอง อยากหางานที่ดีกว่านี้
เซี่ยเหมยจึงถือโอกาสตอนที่ไม่มีใครถามว่า “พี่เขยของเธอหางานอะไรให้ ทำไมเธอถึงไม่อยากไปทำ ? ”
ชาชากลอกตาก่อนจะพูดด้วยสีหน้ารังเกียจ “น้าเซี่ยพูดอะไรคะ ทำไมถึงเรียกนั่นว่างาน ? ”
เซี่ยเหมยไม่รู้สึกอะไร ตรงกันข้ามก็พูดอย่างตรงไปตรงมา “มันไม่เหมือนกันหรือ ฉันว่าเธอเลือกเกินไปหรือเปล่า ได้งานที่เหมาะสมและทำได้ก็น่าจะพอใจแล้ว อย่าเลือกเยอะนักสิ”
เผิงชาชาพูดในใจว่าฉันเหมือนน้าตรงไหน ผู้หญิงแต่งงานแล้วอย่างน้าทำได้แค่ดูแลลูกให้คนอื่น อายุก็ขนาดนี้แล้วรับงานที่เบากว่านี้ก็สมควร จะมาเสียเวลาทำงานที่มันไร้สาระแต่หนักแบบนี้ทำไม
เผิงชาชาอดพูดดูถูกไม่ได้ “อย่างน้าเรียกว่างานกรรมกร แต่หนูเรียกว่าทำงาน การลงไปทำบนพื้นดินเรียกว่างานกรรมกร ส่วนสถาปนิกที่คุมคนงานเหล่านั้นเรียกว่าทำงาน ความหมายมันไม่เหมือนกัน เข้าใจไหม ! ”
เซี่ยเหมยแอบเยาะเย้ยในใจ คิดว่านิสัยแบบเธอจะมาสั่งสอนฉันหรือไง ความสามารถนั้นเธอยังเทียบเกาน่าไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยลูกสาวของฉันก็คิดเลขเป็นและเก่งคอมพิวเตอร์ แต่เธอไม่มีความโดดเด่นอะไรเลย แถมยังมาเชิดหน้าใส่อีก ชิ!
“ใช่ใช่ใช่ เธอพูดถูก” เซี่ยเหมยยิ้มก่อนจะชำเลืองตาไปมองฮวาฮวาที่ยื่นมือมาขอส้ม หล่อนแบ่งส้มแล้วยื่นให้ เมื่อเห็นฮวาฮวาดึงส้มด้วยสองมือน้อย ๆ ก่อนจะดูดน้ำส้มคำใหญ่ จึงยัดส้มที่เหลืออยู่เข้าปากตนอย่างสบายใจ
เซี่ยเหมยเคี้ยวพลางและหันไปถามด้วยความสงสัย “สรุปว่าหางานอะไรให้เธอ ทำไมเธอไม่ไป ? ”
ในที่สุดก็มีคนบ่นได้แล้ว เผิงชาชาคิดว่าเซี่ยเหมยผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ดีกว่าพ่อและแม่เลี้ยงที่ไม่มีใจ ไม่มีความรู้และไม่ค่อยเจอหน้ากัน อีกทั้งน้าเซี่ยก็ไม่ได้รู้สึกดีกับครอบครัวนี้ย่อมต้องเห็นใจหล่อนและอาจช่วยพูดเหตุผลต่อหน้าลุงเขยก็ได้
“งานดีอะไรกันล่ะคะ งานแรกให้ไปเป็นข้าราชการทำงานอยู่ในรัฐบาล แต่ความเป็นจริงคือแม่บ้านทำความสะอาดห้องน้ำ ส่วนอีกงานทำงานในโรงพยาบาล แต่เป็นพยาบาลรับจ้างคอยเช็ดอึเช็ดฉี่ให้ผู้ป่วยติดเตียง คุณน้าว่างานสกปรกพวกนี้เกาน่าจะทำไหม ? ”
เซี่ยเหมยไม่ทันได้กลืนส้มลงไปก็สำลักแทบตาย…