เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 543 ลางร้าย
ตอนที่ 543 ลางร้าย
หลังจากสำลักอย่างเสียขวัญแล้ว ในที่สุดเซี่ยเหมยก็ได้พักหายใจ เผิงชาชามองอีกฝ่ายด้วยสายตาสับสน “ทำไมทานส้มถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะคะ ถึงกับสำลักเชียวหรือ ? ”
เซี่ยเหมยส่ายศีรษะแล้วรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดโต๊ะไปพลางพูดไปพลาง “รีบทานไปหน่อย รีบทานไปหน่อยน่ะ”
เผิงชาชาเห็นมุมปากอีกฝ่ายยังมีคราบน้ำลายติดอยู่ จึงเตือนเพราะความขยะแขยง “เช็ดปากหน่อยเถิดค่ะ อย่าเอาแต่เช็ดโต๊ะ”
เซี่ยเหมยเช็ดมุมปากด้วยหลังมือข้างที่ถือผ้าเช็ดหน้าแล้วบ่นออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ได้รับความเป็นธรรม “บ้านเขารักสะอาด ดูแลลูกให้บ้านเขาจะไม่รักสะอาดได้อย่างไร นี่ถ้าลงมาแล้วเห็นฉันพ่นน้ำลายไปทั่วแบบนี้ได้ทำตาโตใส่แน่”
หลังจากพูดจบที่ก้นของหล่อนก็ผายลมทั้งเหม็นและดังออกมาอย่างต่อเนื่อง กลิ่นเหมือนกับไข่เน่าที่แตกกระจายเต็มพื้นไม่มีผิด และเพราะฮวาฮวากำลังนั่งเล่นของเล่นอยู่มุมล่างขวาของพรม หล่อยเลยเอียงก้นไปทางด้านซ้าย
เผิงชาชาเหลือบมองไปยังร่างที่บิดงอเล็กน้อยและต่อจากนั้นก็สั่นเบา ๆ ที่ข้างหูได้ยินเสียงผายลมครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกันนั้นยังมีกลิ่นเน่าเหม็นลอยตามมาไม่หยุด
กลิ่นที่จมูกยังพอรับได้ แต่ความอดกลั้นในใจของหล่อนทำให้แทบอกแตกตาย
เซี่ยเหมยลูบท้องอย่างเขินอายและอธิบายออกมาว่า “ไอ้โยว ในท้องมีลมน่ะ พอแก่แล้วอะไหล่ก็พัง”
เผิงชาชาพูดในใจ ถ้าอะไหล่พัง ป้าไปตายเสียก็สิ้นเรื่องแล้วนี่ ทำไมต้องมาทำให้คนขยะแขยงอยู่ที่นี่ด้วย เจ้ากลิ่นนี่จะฆ่าฉันตายอยู่แล้ว
หลังผายลมเสร็จ เซี่ยเหมยก็รู้สึกสบายท้องขึ้นมาก พอนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของเผิงชาชาก็อดไม่ได้ที่จะถามต่อ “เธอบอกว่าเขาหางานราชการให้เธออย่างนั้นหรือ ? ”
ในเวลานี้เผิงชาชาระบายความในใจออกมาได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว เลยอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดของจางฉุ้ยเหลียนที่ไม่ว่าสามีภรรยาจะรักกันขนาดไหนถึงอย่างไรก็ต้องมีขอบเขตและเคารพซึ่งกันและกัน แม้ว่าสามีภรรยาส่วนใหญ่จะไม่สนใจว่าคนข้างหมอนจะชอบแต่งเนื้อแต่งตัวไหม แต่ความสบายหูสบายตา ความสะอาด การให้ความเคารพล้วนเป็นวิธีที่ใช้รักษาความสัมพันธ์ของคู่ชีวิต
แม้ว่าบ้านเขาจะไม่รังเกียจที่เธอเรอหรือผายลมใส่ผ้าห่ม ไม่รังเกียจที่เธอแกะเล็บเท้าหรือผมมันเยิ้ม แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เก็บอะไรไว้ในใจ
ดังนั้นแม้จะอยู่ในบ้าน จางฉุ้ยเหลียนก็แต่งตัวเรียบร้อย แม้ว่าในเวลานั้นจะมีเพียงพวกเธอสองสามีภรรยา แต่ก็ไม่มีทางใส่ชุดชั้นในหรือชุดที่ไม่สุภาพเดินวนอยู่ในบ้านแน่นอน
แม้ว่าทานอิ่มแล้วแต่ไม่ได้แปลว่าจะเรอออกมาได้ตลอดเวลา เมื่อไม่สบายท้องก็ผายลมเงียบ ๆ ที่อื่น ส่วนการทำเหมือนสามีภรรยานอนอยู่ด้วยกันและผายลมออกมาได้ตามใจชอบ จางฉุ้ยเหลียนไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอน
พ่อแม่เป็นครูดีที่สุดของลูก คำพูดและการกระทำทุกอย่างที่ติดตัวล้วนได้แบบอย่างจากบิดามารดา ดังนั้นคังคังจึงไม่มีทางผายลมในบ้านอย่างมั่วซั่วหรือทานข้าวอิ่มแล้วก็เรอต่อหน้าทุกคน ปากพูดคำสอนเป็นพันครั้งแต่สู้การวางตัวในเวลาปกติของผู้ใหญ่ไม่ได้เลย
ในเวลานั้นเผิงชาชายังไม่ค่อยรู้สึกอะไร คิดว่าจางฉุ้ยเหลียนเป็นเหมือนคนจนที่เกิดรวยขึ้นมาในชั่วพริบตา เลยทำตัวเป็นลูกผู้ดีรักษามารยาทเพื่อข่มคนอื่น การเรอหรือผายลมถือเป็นเรื่องปกติอยู่ แต่หากให้เธอพูดก็ดูเหมือนผู้คนจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้อีก
ในเวลานี้ชาชากลับรู้สึกว่ามันไม่ปกติจริง ๆ เพราะผู้หญิงคนนี้ทำให้หล่อนรู้สึกรังเกียจมาก เดิมทีทั้งสองคนไม่สนิทกันสักเท่าไร ทว่าแค่คุยกันก็ผายลมเสียงดังขนาดนี้แล้ว
เมื่อครู่หญิงชราก็ไม่ได้สำลักออกมาหรือ ถ้าหล่อนไม่ทันหันไปข้าง ๆ ก็ควรยกมือปิดปากไว้สิ น้ำลายพวกนี้จะได้ไม่ฟุ้งไปทั่วทุกที่ หากไม่สบายท้องก็ผายลมออกมาได้เลยหรือไง ปล่อยมันออกมาอย่างไร้ยางอายและพอทำเสร็จก็กระพือปีกพูดอีกนิดหน่อยก็ถือว่าจบเรื่องแล้ว
คนพรรค์นี้คู่ควรกับชีวิตที่ดีหรือ ? สวรรค์คงตาบอดไปแล้วจริง ๆ
ในยามที่ชาชากำลังคิดแบบนี้ ทางฝั่งเซี่ยเหมยก็คิดเช่นกัน เมื่อเห็นเผิงชาชาไม่พูดไม่จาจึงถามขึ้นมาอีกรอบ “เป็นงานของรัฐบาลจริงหรือ ? ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าป้าสามของเธอลงแรงมากจริง ๆ เพราะคนที่เข้าไปได้ถือว่าร้ายกาจมากเลยนะ”
เผิงชาชาเค้นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา “ที่หล่อนร้ายกาจที่สุดก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้หรือไง ไม่ว่าใครที่ได้ยินก็ชมหล่อนทั้งนั้น จริงอยู่ที่ว่าการเข้าไปทำงานในหน่วยงานรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หนูไม่ได้เข้าไปรับราชการหรือแม้แต่งานธรรมดายังไม่ใช่เลย หนูต้องไปทำความสะอาดห้องน้ำที่ทั้งสกปรกและน่าขยะแขยง”
“แบบนั้นก็ได้นี่ ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นงานของรัฐบาลเชียวนะ” แววตาของเซี่ยเหมยเต็มไปด้วยความอิจฉา “ถ้าพี่สาวเธอมีโชคอย่างเธอก็คงไม่ต้องหาแฟนในตอนนี้หรอก หล่อนคงหาข้าราชการได้นานแล้ว แน่นอนว่าคนทั้งบ้านก็ไม่ต้องเบียดกันอยู่ในบ้านเล็ก ๆ หลังเดียว”
เผิงชาชาประชดในใจ ‘ฐานะอย่างบ้านน้าก็คงได้แต่อิจฉาคนอื่น ไม่มีความทะเยอทะยานเลยสักนิด แค่งานดี ๆ ก็ทำให้น้าอิจฉาจนกลายเป็นแบบนี้แล้ว ไม่ได้เรื่อง ! ’
ขณะที่คิดในใจปากก็ไม่ได้ว่าง หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงไม่หนักไม่เบา “พอดีเลยค่ะ ไม่ว่าอย่างไรหนูก็ไม่อยากทำอยู่แล้ว ต่อให้อ้อนวอนก็ไม่อยากไป ถ้าอย่างนั้นหนูยกให้พี่เกาน่าก็แล้วกัน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ หนูก็ไปทำงานเป็นพยาบาลรับจ้างในโรงพยาบาลก็ได้ ! ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เซี่ยเหมยก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา ถึงกับขอร้องแต่เผิงชาชาก็ไม่ยอมไปอยู่ ดีแล้ว จะปล่อยให้เสียเปล่าก็กระไรอยู่ สู้ให้ลูกสาวไปทำดีกว่า สถานที่ดีขนาดนี้หากเข้าไปแล้วต้องมีอนาคตอย่างแน่นอน
พอคิดได้แบบนี้ เซี่ยเหมยก็อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ ตนเป็นถึงน้องสาวแท้ ๆ แต่สู้คนนอกไม่ได้ ตอนนั้นเซี่ยจวินไม่ได้ใส่ใจเกาน่าถึงขนาดนี้ ปล่อยให้ไปอยู่ในเมืองที่กันดาร แล้วหล่อนยังต้องแสร้งซาบซึ้งในบุญคุณราวกับไปติดค้างน้ำใจเขามากอย่างนั้นแหละ
ย้อนมองคนอย่างเผิงชาชาก็เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายหวังสูงกว่ามาก แต่เกาน่าต้องแบกท้องไปทำงาน ไม่ว่าเหนื่อยแค่ไหนก็ยังต้องหาเงินมาให้ได้ ทันใดนั้นเซี่ยเหมยก็รู้สึกเหมือนมีมีดมาปักที่ใจและพอนึกถึงลูกเขยที่ไม่เอาการเอางาน ทำแค่พูดจาสวยหรูตลอดทั้งวันก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาอีก
มีงานสองงานพอดี ถ้าเช่นนั้นก็งานหนึ่งให้ลูกเขย ส่วนอีกงานให้ลูกสาว หากทั้งสองคนมีงานที่มั่นคงแล้ว ในอนาคตก็จะมีการรับประกัน สำคัญที่สุดคือทางบ้านสามีต้องเห็นแก่อาชีพการงานของเกาน่า เพื่อในอนาคตเกาน่าจะได้เป็นใหญ่ในบ้านอย่างแน่นอน ต่อให้หล่อนจะให้กำเนิดลูกสาวก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรแล้ว !
เซี่ยเหมยร้อนใจขึ้นมาทันที เมื่อเซี่ยจวินกลับมาถึงบ้านก็ไม่สนว่าเขาจะเหนื่อยไหม หล่อนรีบลากเขามาคุยอยู่เป็นค่อนคืน
ก่อนหน้านี้เซี่ยจวินก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่โมโหที่เผิงชาชาเรื่องมาก ทว่าเวลานี้ได้ยินน้องสาวพูดออกมาก็คิดว่าไม่เลวเลย เช้าวันรุ่งขึ้นจึงไปคุยกับกู้จื้อเฉิงและแน่นอนว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร
เซี่ยเหมยจึงรีบวิ่งไปบ้านลูกสาวแล้วสนทนากับสองสามีภรรยา ทั้งสองคนดีใจมากจนแทบลุกขึ้นมาเต้นรำ คาดไม่ถึงว่าแต่งภรรยาโดยใช้เงินไม่กี่หยวนซ้ำยังได้สินเดิมติดมาด้วย ตอนนี้แม้แต่งานที่มั่นคงก็ยังได้รับ เห็นได้ชัดว่านี่คือพรที่ตกลงมาจากฟากฟ้า
ต่อจากนั้นไม่กี่วันเกาน่าก็ลาออกจากที่ทำงานเดิม รอให้คลอดลูกเสร็จก็จะไปทำงานที่หน่วยราชการทันที แต่บ้านสามีกังวลว่าพอคลอดลูกแล้วจะเข้าไม่ได้อีก จึงกระตุ้นให้หล่อนรีบไปทำงาน
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผู้คนในหน่วยงานก็มักเห็นร่างอันเทอะทะเดินถือไม้กวาดไปมา ส่วนสามีของหล่อนก็เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในโรงพยาบาลโดยรับหน้าที่อยู่ในฝ่ายโลจิสติกส์
เมื่อเผิงชาชารู้เข้าก็อารมณ์เสียสุด ๆ ราวกับตุ๊กตาที่หล่อนไม่ชอบแต่ก็ยังไม่อยากให้คนอื่นเก็บไป
“ป้าสามคะ หนูว่างานที่โรงพยาบาลดีใช้ได้เลย ถ้าอย่างไรให้หนูไปทำงานที่โรงพยาบาลก็ได้ ทำเก็บเงินห้องรับยาหรือฝ่ายทะเบียนก็ได้นะ” เผิงชาชาลดมาตราฐานด้วยตนเอง ส่วนตงลี่หวาถอนหายและปากก็ยังคงบ่นออกมา “วัน ๆ เธอเอาแต่พูดโน้นพูดนี่ ถ้าตอนนั้นเธอไปทำงานในโรงพยาบาลก็สามารถทำก่อนแล้วค่อยหาตำแหน่งเปลี่ยนให้เธอได้ แต่เธอไม่ฟัง แล้วตอนนี้จะให้ฉันทำอย่างไร พี่เขยยกโอกาสให้คนอื่นแล้วดูเธอสิ ไอ้หยา ! ”
น้ำเสียงของตงลี่หวาเหมือนเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้ เผิงชาชาระบายความคับแค้นในใจออกมาพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “ถ้าหนูเข้าใจทุกอย่างก็ไม่มีทางปล่อยให้คนอื่นมาใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้หรอก หนูแค่เล่าให้หล่อนฟังครั้งเดียว ใครจะคิดว่าหล่อนเหลี่ยมจัดถึงเพียงนี้ แค่พริบตาเดียวก็ไปคุยกับลุงสามแล้ว ตอนนี้สองสามีภรรยานั่นมีงานดี ๆ ทำ แต่หนูไม่มีอะไรสักอย่าง สุดท้ายก็เป็นเพราะหนูไม่มีแม่ดูแลไม่ใช่หรือไง”
“พูดอะไรของเธอ ? เธอไม่อยากทำเองต่างหาก แล้วตอนนี้ยังกล้าบ่นคนอื่นอีกหรือ เธอยังมีเหตุผลอยู่บ้างไหม ? ” ตงลี่หวาหัวร้อนขึ้นมาทันที ช่วงหลายปีนี้หล่อนใช้ชีวิตอย่างราบรื่น ในบ้านมีเรื่องให้กังวลนิดหน่อยแต่เด็กในบ้านก็เชื่อฟังและกตัญญู เมื่อเห็นเผิงชาชาตะโกนใส่อย่างกะทันหันก็รู้สึกปรับตัวไม่ทันไปชั่วขณะ
“ใครที่ไม่มีเหตุผลกันแน่ ? ป้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ ป้าก็แค่เบ่งบารมีต่อหน้าหนู แต่พออยู่ในบ้านกลับพูดอะไรไม่ได้สักอย่าง คิดจะเป็นคนดีก็ไม่มีปัญญา แค่ตบหน้าตัวเองให้บวมเพื่อจะกลายเป็นคนอ้วนมีใครทำไม่ได้บ้าง ? ” เวลาที่เผิงชาชาโมโหก็มักทำตัวเหมือนเข้าไปในเขาวัวไม่มีผิด เมื่อเข้าไปแล้วก็ออกมาไม่ได้อีก ดังนั้นในการทำงานจึงมักทำให้เพื่อนร่วมงานโมโหจนแทบบ้า
ในเวลานี้ตงลี่หวาได้เห็นฤทธิ์ของหลานสาวแล้ว หล่อนโดนทำให้โมโหจนหมดคำพูดเพราะไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกต่อไป
เมื่อตงลี่หวาไม่พูด เผิงชาชาจะเอาไฟโทสะในท้องไปลงที่ไหนได้ ? เด็กสาวเท้าสะเอวแล้วตะโกนออกมาเสียงดังลั่น “ตอนนั้นป้าบอกว่าหนูไม่มีแม่จึงน่าสงสาร ป้าเองก็ไม่มีลูกจึงเห็นหนูเป็นลูกแท้ ๆ คนนอกล้วนเข้าใจผิดว่าหนูได้ประโยชน์จากป้าอย่างมากมาย หากป้าตายต้องได้มรดกอีกเยอะแยะ ผลลัพธ์ล่ะ ? สุดท้ายก็ไม่ได้มาทำงานให้บ้านป้าหรือไง ? แต่ละวันเหนื่อยอย่างกับหมาแถมยังได้เงินเดือนแค่หยิบมือเดียว ถ้าไปทำงานข้างนอกก็ได้เงินเท่านี้เหมือนกัน แต่ดีตรงที่ไม่มีใครมายุ่งกับหนูได้ สบายกว่าทำงานกับป้าเห็น ๆ ”
จางฉุ้ยเหลียนอยู่ชั้นบนได้ยินเสียงสองคนนี้ทะเลาะกัน ลูกสาวในอ้อมอกยังไม่ยอมนอน วันนี้เซี่ยเหมยก็ลาโดยบอกว่าจะพาเกาน่าไปตรวจที่โรงพยาบาล เธออยากลงไปข้างล่างก็กลัวทำให้ลูกสาวตกใจกลัว
ในเวลานี้พอได้ยินเผิงชาชาพูดจาน่าเกลียดและหยาบคายมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอก็ไม่สนใจลูกอีกแล้ว เธอวางลูกไว้บนเตียงแล้วรีบใส่รองเท้าเดินลงไปชั้นล่างทันที
ตอนอยู่บนบันไดเธอได้ยินเผิงชาชาพูดว่า ‘ล้วนเข้าใจผิดว่าหนูได้ประโยชน์จากป้าอย่างมากมาย หากป้าตายต้องได้มรดกอีกเยอะแยะ’ ก็ทำให้เธอโมโหจนแทบหงายหลังจึงรีบก้าวลงจากบันไดทันที จากนั้นก็เข้าไปตะโกนใส่หน้าเผิงชาชา “เธอกำลังว่าใครอยู่ ? สมควรพูดออกมาไหม ? เธอแช่งใครให้ตายมิทราบ ? ”
เธอไม่สนใจเรื่องคนอื่นได้ ทว่าเผิงชาชาโตขนาดนี้แล้วปากยังเอาแต่พูดเรื่องมรดก มันทั้งอัปมงคลและเป็นลางร้ายทั้งสิ้น