เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 544 เลี้ยงไว้ไม่ไหว
ตอนที่ 544 เลี้ยงไว้ไม่ไหว
จางฉุ้ยเหลียนไล่เผิงชาชาโดยไม่เกรงใจ ส่วนทางด้านตงลี่หวาอยากพูดห้ามดี ๆ สองสามประโยค แต่หล่อนก็ไม่อยากตบหน้าตัวเองแล้ว ท้ายที่สุดก็ยังเป็นประโยคนั้นที่ว่าแม้หลานสาวจะเป็นสายเลือดเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่ลูกสาว
พ่อเผิงโทรมาอย่างรวดเร็ว จางฉุ้ยเหลียนเองก็แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยคิดจะฟ้องเรื่องพฤติกรรมในการทำงานของลูกสาวเขามาก่อน เนื่องจากทุกคนเป็นหนุ่มสาว ถ้าความสามารถไม่ถึงก็ยังสามารถฝึกฝนและไม่จำเป็นต้องบอกให้โลกรู้ทุกเรื่อง
ทว่าตอนนี้ตัวของเผิงชาชากำลังมีปัญหา จางฉุ้ยเหลียนจึงพูดออกมาโดยไม่เกรงใจ “ลูกสาวบ้านน้าเขยทำตัวราวกับหมาบ้า เห็นใครก็กัดคนนั้น ตอนแนะนำให้ทำงานนี้งานนั้นก็ไม่ยอมทำ บ้านเราก็ไม่ว่าอะไร มุ่งหางานตามที่เธอต้องการต่อไป แต่พูดตามตรงนะคะ อาเล็กทำกับข้าวเลี้ยงลูกให้ฉันทุกวันยังไม่เคยปริปากบอกเราหางานให้ลูกตัวเองเลย แต่ชาชาบ้านน้าเก่งจริง ๆ ไม่ทำและยังออกปากยกให้คนอื่นเอง พออารมณ์เสียขึ้นมาก็สาปแช่งป้าสาม ทำไมคะ ยังอยากได้มรดกของแม่ฉันด้วยใช่ไหม ? ”
จางฉุ้ยเหลียนพบเจอครอบครัวหน้าเงินจนเคยชินแล้ว แค่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดและน้องชายแท้ ๆ ก็เป็นตัวอย่างได้ดีเยี่ยม ตัวเธอก็ไม่รู้ว่านี่เป็นความคิดของเผิงชาชาเองหรือว่าครอบครัวเผิงล้วนคิดเหมือนกันในทางนั้นเสียหมด
“ฉันจะบอกให้พวกน้าเขยฟังอย่างชัดเจนว่าอย่าฝันจะได้เงินจากแม่ตง ฉันจะบอกพวกน้าให้นะ ถ้าชาชาแต่งงานเร็วหน่อย แม่ฉันอาจจะให้สินเดิมบ้าง แต่จะไม่มากไปกว่าของเกาน่า ถ้าแต่งงานช้า 2 ปีและยังนิสัยแบบนี้ ฮึ แม่ฉันไม่มีทางให้เงินสักเหมาเดียว ! ”
หลังจากฟังเสียง ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ของการวางสายจากจางฉุ้ยเหลียน เป้าชิ่วอวิ๋นก็กลอกตาให้สามีแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณดูสิ สุดท้ายก็ไปผิดใจกับเขา ไอ้หยา เวรกรรมจริงๆ เลย ! ”
พ่อเผิงมองไปที่ประตูด้านข้างครู่นึงแล้วนั่งลงกับพื้นเพื่อเริ่มสูบบุหรี่ “แล้วผมจะทำอะไรได้ ลูกโตแล้วความคิดก็มากตาม รังเกียจที่ผมไม่มีปัญญาทำอะไรให้สักอย่าง ผมเลยได้แต่ออกไปขอให้พี่สามช่วย สุดท้ายแม้แต่บ้านนั้นก็ยังผิดใจด้วย คุณว่าเราควรทำอย่างไรดี ? ”
ตอนนี้ใบหน้าของเป้าชิ่วอวิ๋นก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า “ฉันคิดว่าลูกชายเราจะหวังพึ่งพี่สาวได้ แต่ดูจากตอนนี้คงหวังพึ่งอะไรไม่ได้แล้ว เด็กคนนี้ไม่รักดีและไม่ว่าไปอยู่กับใครก็จะทะเลาะกับเขา คราวนี้ผิดใจกับป้าสาม แล้วต่อไปยังหวังพึ่งใครได้อีก ? ”
“พวกพ่อก็มีดีอยู่แค่นี้แหละ เอาแต่หวังพึ่งคนอื่น ! ” เผิงชาชาแหวกผ้าม่านเดินเข้ามาพร้อมมองผู้อาวุโสด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
“คิดจริงหรือว่าป้าสามหวังดีกับหนู นี่จะพูดให้ฟังนะ หล่อนก็แค่อยากได้ชื่อเสียงดี ๆ ฮึ ! ” เผิงชาชาเดินกร่างไปนั่งลงที่เก้าอี้แล้วฉีกยิ้มให้สองสามีภรรยาอย่างเยือกเย็น “ตอนนี้หล่อนมีเงินแล้ว ลูกหลานตระกูลตงคิดอยากเข้าไปเกาะทั้งนั้น หล่อนไม่อยากสนใจแต่ก็กลัวคนอื่นนินทาลับหลัง เลยหาแพะรับบาปอย่างหนู หางานมั่วซั่วให้ทำ เป็นงานที่แม้แต่ตัวหนูเองยังหาได้เลย จากนั้นก็บอกว่าหล่อนยากลำบากขนาดไหน ทำเลวแต่อยากให้คนนับถือ นั่นแหละป้าสาม”
“พูดอะไรของลูก ? ” พ่อเผิงขมวดคิ้วและดุออกมาทันที “ป้าสามไม่ได้เป็นคนแบบนั้น หล่อนดีกับลูกจะตายไป เสื้อผ้าก็ซื้อให้ แถมยังให้ลูกรับราชการ แต่ลูกไม่ทำเอง แล้วยังมีหน้าไปว่าคนอื่นอีกหรือ ? ”
“เฮอะ ! พ่อน่ะโง่ ! ” เผิงชาชายักไหล่ ใบหน้าแฝงด้วยความภาคภูมิใจ “หนูออกไปหลายปีขนาดนี้ได้เห็นคนรวยคนมีความสามารถมากมาย ! หนูสายตาดีกว่าพวกพ่อและเข้าใจอุบายในนั้นยิ่งกว่าเยอะ”
หล่อนคิดว่าตนถูกตลอดเวลา “พ่อคิดว่าทำไมพี่ให้หนูไปทำงานที่วิลล่า ? ใช่ การที่ให้หนูไปหาประสบการณ์และช่วยหล่อนจริงหรือ ? ” เผิงชาชาหยุดพูดครู่หนึ่ง จากนั้นก็เผยใบหน้ามีลับลมคมในออกมา “หนูจะบอกพ่อให้นะ หล่อนระแวงกลัวหนูจะมีอะไรกับพี่เขย เข้าใจไหม ! ”
ทันใดนั้นดวงตาของพ่อเผิงก็เบิกกว้างทันที เขาพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ “อย่าพูดจาเหลวไหล ว่าอะไรนะ ? ลูกกับเสี่ยวเฉิงมีอะไรกันหรือ ? ”
เผิงชาชากลอกตา “ถ้ามีจริง พี่เขยจะหางานเน่า ๆ ให้หนูทำหรือไง พี่เขยไม่อยู่บ้านสักวัน แล้วหนูจะได้เจอหน้ากี่ครั้งเชียว พวกเราจะมีอะไรกันจากตรงไหนล่ะ ! ”
พ่อเผิงถอนหายใจแล้วหันไปพูดกับภรรยา “ตกใจแทบแย่ ผมคิดว่าจะเกิดเรื่องใหญ่แล้วเสียอีก”
เป้าชิ่วอวิ๋นก็ทุบหน้าอก อดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามองลูกเลี้ยง แม้ตอนนี้เผิงชาชาจะแต่งตัวเหมือนชาวตะวันตกมากกว่าเมื่อก่อน แต่ไม่ว่าด้านนิสัยหรือหน้าตาก็ยังห่างไกลจากจางฉุ้ยเหลียนมากโข นอกจากกู้จื้อเฉิงจะตาบอด ถึงได้ปล่อยมือจากเซียนและมาคบหากับวัวแทน !
เผิงชาชากลอกตาไปมาแล้วฉีกยิ้มอย่างคลุมเครือ “พี่เขยหน้าตาดี ตัวสูงและยังมีความเป็นลูกผู้ชาย ตอนนี้ยังเป็นเถ้าแก่ใหญ่มีเงินอยู่ในกระเป๋า สาวน้อยที่หลงชอบเขาที่นอกบ้านก็มีไม่น้อย เขาบอกว่าต้องไปสังสรรค์ทุกคืนและมักจะไม่กลับมาทานข้าวที่บ้าน มิหนำซ้ำยังต้องออกไปทำงานต่างถิ่นถึงสิบวันหรือครึ่งเดือนตลอด พ่อคิดว่าพี่สาวจะวางใจได้ไหม ? ฮึ หนูจะบอกพ่อให้นะ พี่เขยไม่ได้เป็นคนซื่อสัตย์อย่างที่เห็นกันหรอก”
หากเป็นคนนอกพูดถึงเรื่องลับ ๆ นี้ สองสามีภรรยาคงไม่เชื่อเลยสักนิด ทว่าคำพูดพวกนี้มาจากลูกสาวที่สนิทกับบ้านสกุลกู้มากขนาดนั้น พวกเขาจึงคิดว่าผู้ชายที่ประสบความสำเร็จล้วนต้องไปมีเล็กมีน้อยข้างนอกทั้งนั้น
เป้าชิ่วอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะนินทา “ถ้าอย่างนั้นเขามีจริงหรือ ? ”
เผิงชาชาเม้มริมฝีปากและครุ่นคิดอย่างจริงจัง “เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันเดาว่าแม้จะไม่มีแบบตายตัวก็ต้องมีเล่น ๆ สักคนสองคน งานของพี่เขยก็ไม่ได้สะอาดอะไร ไม่อย่างนั้นพี่สาวอายุมากแล้วจะยังท้องอีกได้อย่างไร ? สุดท้ายก็ไม่ได้อยากมีลูกเพื่อทำให้ตำแหน่งมั่นคงหรือไง ! ”
แม้ว่าพ่อเผิงจะเคยเจอกู้จื้อเฉิงและได้คุยกันแค่ครั้งสองครั้ง ตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนเหลาะแหละแบบนั้น สองสามีภรรยารักกันขนาดไหน แน่นอนว่าคนอาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมมองออกทั้งสิ้น ความรักหวานเลี่ยนไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา แต่มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ดังนั้นเขาเลยไม่เก็บมาใส่ใจ
เพื่อพิสูจน์มุมมองของตน เผิงชาชาจึงยกฟู่ซินมาเป็นตัวอย่าง “พวกเขา 2 คนมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งและก็เป็นเถ้าแก่ใหญ่เหมือนกัน จางฉุ้ยจวินไปทำงานเป็นลูกน้องของเถ้าแก่คนนั้น ทำเงินเยอะกว่าพี่เขยมาก แต่ก็หย่ามาแล้ว 2 ครั้ง มีลูก 2 คน แม่ 2 คนและบ้านเล็กซ่อนผู้หญิงไว้อีกตั้งไม่รู้เท่าไร แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นทั้งสองบ้านก็ยังดีต่อกัน พี่สาวทำเหมือนไม่เห็นอะไรแบบนั้น ส่วนพี่เขยก็ไม่พูดอะไรสักคำ”
ทันใดนั้นเป้าชิ่วอวิ๋นก็ถอนหายใจออกมา “คนมีเงินไม่รู้จักใช้ชีวิตให้ดีกันจริง ๆ ”
เผิงชาชาตระหนักได้ว่าหัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปแล้ว จึงรีบพากลับเข้าทางเดิมทันที “ดังนั้นเขาคิดอะไร พวกเราก็ไม่รู้ทั้งนั้น พ่อคิดดูถ้าพี่เขยหางานดี ๆ ให้หนูได้ แล้วทำไมไม่หาให้ล่ะ ? อ้างว่าหนูมีระดับการศึกษาไม่พอ แต่เกาน่าทำได้ทุกอย่าง แล้วทำไมเขาถึงหางานที่ห้างแทนงานราชการให้ล่ะ ? ”
เป้าชิ่วอวิ๋นถามตามมาติด ๆ “ทำไมล่ะ ? ”
ทันใดนั้นมุมปากของเผิงชาชาก็ยกขึ้นเล็กน้อยด้วยความมั่นใจ “เสแสร้ง ! ”
“เสแสร้ง ? ” ทั้งสองคนไม่เข้าใจจึงพูดซ้ำอีกรอบ
“แค่พริบตาเดียวก็หางานดี ๆ ได้แล้ว พ่อไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจหรือไง ? เขาถ่วงเวลามากว่าครึ่งปี ทรมานพวกเราแล้วทรมานอีก บอกพวกเราเสียดิบดีว่าความสามารถหนูไม่ได้ หลังตบตีมาหลายรอบก็ให้พุทราหวานกับพวกเรา สุดท้ายก็ไม่ได้หวังภาพนั้นหรือไง ภาพที่พ่อกับเธอไปคลานเข่าขอบคุณพวกเขาน่ะ ! ”
ทันใดนั้นพ่อเผิงและภรรยาก็เข้าใจทันที ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง ถ้าเป็นแบบนี้พวกตนก็เริ่มเข้าใจแล้วแต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมากเท่าไรว่าการที่พวกตนไม่ได้ผลประโยชน์นั้น มันมีความหมายอย่างไรต่ออีกฝ่าย ?
ด้วยอายุที่มากกอปรกับถูกเผิงชาชาทำให้ร้อนใจ ตั้งแต่วันที่ไล่ชาชากลับบ้าน ตงลี่หวาก็ป่วยมาโดยตลอด เซี่ยเหมยที่คอยดูแลหลานสาวจึงจำเป็นต้องเลื่อนวันลาออกไปอีก เพราะต้องรอให้ตงลี่หวาหายดีแล้วถึงจะออกได้
ทว่าตอนนี้อายุครรภ์ของเกาน่าคือเจ็ดเดือนครึ่งแล้ว ท้องใหญ่ราวกับหม้อใบเบ้อเริ่ม ฝั่งของงานก็ลาหยุดเรียบร้อยแล้ว ชีวิตต่อจากนั้นก็อยู่แต่ในบ้าน เนื่องจากแม่สามีเปิดร้านขายของที่ชั้นล่าง เวลายุ่ง ๆ จึงไม่มีเวลาขึ้นมาดูแลลูกสะใภ้
เซี่ยเหมยคิดว่าในเมื่อหล่อนออกไปหาไม่ได้ก็รับลูกสาวมาอยู่ด้วยกันแทน ไม่ว่าอย่างไรจางฉุ้ยเหลียนก็ไม่ได้ขาดข้าวปลาอาหารอยู่แล้ว ดีกว่าต้องให้หล่อนคอยเป็นห่วงลูกสาวทุกวัน
หล่อนจึงนำเรื่องนี้ไปบอกจางฉุ้ยเหลียนที่แม้จะไม่เห็นด้วยแต่หล่อนก็ไม่สนและไม่พูดกับฝ่ายแม่สามีแต่อย่างใด หล่อนจัดการรับลูกสาวมาทันที
เดิมทีตงลี่หวาก็เป็นหวัดไอกระเสาะกระแสะต้องการคนมาเปลี่ยนน้ำเกลือให้ทุกวันอยู่แล้ว จางฉุ้ยเหลียนเองก็งานยุ่งจนหัวหมุน ในบ้านนอกบ้านมีแค่เซี่ยเหมยที่ช่วยทำความสะอาด ตอนนี้ยังมีเกาน่าท้องโตเพิ่มมาอีกคนแถมยังเอาแต่ใส่ชุดนอนตัวใหญ่และนอนดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาทุกวัน
ไม่รู้เหมือนกันว่าบ้านนี้คิดอย่างไรจึงปล่อยให้คนท้องมาอาศัยอยู่ที่นี่ จางฉุ้ยเหลียนกังวลว่าหากเกิดอะไรขึ้นแม้แต่น้อย เช่น ลื่นล้มหรือหกล้มขึ้นมาจะทำอย่างไร แถมในบ้านยังมีเด็กอีก 2 คน ฮวาฮวาร้องเพลง ‘รถไฟ’ ทุกวัน คังคังก็เหมือน ‘รถไฟขบวนน้อย’ ที่วิ่งไปโน้นมานี่ทั่วบ้าน หากเกิดปัญหาขึ้นกับเกาน่าก็จะกลายเป็นความผิดของใครล่ะ ?
ตงลี่หวาก็คิดแบบนี้ เพราะเซี่ยเหมยไม่สนใจดูแลฮวาฮวาเลยสักนิด ตัวหล่อนเองก็ไม่สบายจะดูแลหลานก็ไม่ได้ พอเซี่ยเหมยเริ่มยุ่งก็โยนฮวาฮวาให้เป็น ‘แบบฝึกหัด’ ต่อเกาน่า
เกาน่าเป็นภรรยาวัยสาวแล้วจะมีความอดทนได้อย่างไร ผ่านไปไม่นานหล่อนก็เริ่มหงุดหงิด อดไม่ได้ที่จะทำให้เด็กร้องไห้เพราะความตกใจหรือไม่ก็ปล่อยให้เด็กร้องโวยวายอยู่ในห้องเพื่อให้เด็กร้องจนพอใจแล้วเงียบไปเอง
สองสามวันต่อมาตงลี่หวาก็ยิ่งรู้สึกเวียนหัวและป่วยหนักขึ้นเรื่อย ๆ หล่อนจึงปรึกษากับเซี่ยจวินว่าในเมื่อเซี่ยเหมยไม่มีความคิดจะทำงานให้แล้วก็อย่าทำให้อีกฝ่ายเสียเวลา รีบบอกให้หล่อนกลับบ้านไปเถิด
เซี่ยจวินก็รู้สึกว่าอยู่ ๆ ในบ้านก็มีเต้านมใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคู่ ผู้หญิงในชุดกระโปรงใหญ่เดินไปมาในบ้านทั้งวันมันไม่ค่อยดีสักเท่าไร สิ่งสำคัญคือเกาน่าไม่ใส่เสื้อชั้นใน การให้มันแกว่งไปมาต่อหน้าเขาจึงไม่ค่อยดี ตนเป็นชายแก่ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่สิ่งสำคัญคือยังมีกู้จื้อเฉิงอยู่ด้วย
เซี่ยจวินจึงเข้าไปหาน้องสาว “เกาน่าใกล้จะคลอดแล้ว ก่อนคลอด เธอรีบไปพักผ่อนเถิด ฉันหาพี่เลี้ยงมาแทนเธอแล้ววันมะรืนก็มาถึง เธอคิดดูก็แล้วกันว่าจะกลับไปดูแลหล่อนที่บ้านหรือจะทำอะไร ! ”
เซี่ยเหมยเลิกคิ้ว “กลับบ้านลูกเขยได้อย่างไร ? พี่ไม่เห็นหรือไงว่าบ้านสามีหล่อนคับแคบแค่ไหน ? แล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหน ? ”