เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 545 สะใภ้ตัวร้าย
ตอนที่ 545 สะใภ้ตัวร้าย
เซี่ยจวินแทบกระอักเลือดออกมา เหตุใดน้องสาวจึงพูดจาด้วยน้ำเสียงไม่แฝงความพอใจขนาดนั้น “เธอคงไม่ได้อยากอยู่บ้านเราต่อหรอกนะ ? ”
สีหน้าของเซี่ยเหมยแย่ขึ้นมาทันใด ปากก็อ้า ๆ หุบ ๆ อยู่พักใหญ่เหมือนคาดไม่ถึงว่าจะโดนพี่ชายแท้ ๆ ขับไล่ คำพูดจึงติดอยู่ในลำคอ
“ตะลึงล่ะสิ ! แม้แต่บ้านยังเข้าไปอยู่ไม่ได้หรือไง ? ” เซี่ยจวินประชด “เกาน่ารู้แล้วล่ะสิว่ามีลูกแล้วไม่มีบ้านอยู่มันลำบากอย่างไร ครอบครัวหนึ่งเบียดกันอยู่ในบ้านขนาดเท่าฝ่ามือ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเห็นหน้ากันทุกวัน สะดวกสบายไหมล่ะ ? ”
เซี่ยเหมยจะพูดอะไรได้ หล่อนรู้ตั้งนานแล้วว่าผู้ชายคนนั้นหวังพึ่งอะไรไม่ได้ แต่ลูกสาวก็ยังพอใจ
“เฮ้ย ! พี่จะพูดเรื่องนี้ทำไม ยัยเด็กคนนี้เหมือนกินยาเสน่ห์เข้าไปไม่ผิด ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่ยอมฟัง หล่อนเอาแต่คิดถึงเจ้าหมอนั่น ! ” เซี่ยเหมยบ่นด้วยความโมโห “เดี๋ยวก็จะคลอดแล้ว พี่คิดดูว่าฉันยังต้องหาเช้ากินค่ำเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด”
“เธอจำเป็นต้องไปดูแลลูกหรือไง ? ” เซี่ยจวินไม่เข้าใจความคิดของน้องสาวจริง ๆ เซี่ยเหมยพยักหน้าอย่างแน่วแน่ “แน่นอนสิ นั่นมันลูกสาวแท้ ๆ ของฉันนะ”
“แต่นั่นก็เป็นลูกสะใภ้ของบ้านอื่น ที่อยู่ในท้องก็ลูกหลานบ้านเขา ทำไมไม่ให้แม่ผัวดูแล ? ” เซี่ยจวินเป่าเครา ทำตาโตและพูดเสียงประชดออกมา
“ไอ้โยว ! ” เซี่ยเหมยขมวดคิ้วและพูดด้วยความไม่พอใจ “แม่ผัวจะทำอะไรได้ ? วัน ๆ เอาแต่นั่งเฝ้าร้านขายของเล็ก ๆ นั่น อย่างมากสุดแม่ผัวก็ทำอาหารให้หล่อน 2 มื้อ แล้วฉันจะวางใจได้อย่างไร พวกเขาจะดูแลเด็กคนนั้นได้หรือ ? ”
เซี่ยจวินเค้นเสียงอย่างเย็นชา “สิ่งสำคัญคือบ้านเขาอยากให้เธอไปไหมอยู่ไหม ถ้าเป็นอย่างที่เธอพูดจริง ๆ สองผัวเมียคงอยากให้เธอช่วยดูแลลูกสาวใจจะขาด ไม่ว่าบ้านเล็กขนาดไหนก็น่าจะมีเตียงเสริมหรือพื้นให้นอนจริงไหม ? แต่ทำไมจนถึงตอนนี้ยังไม่มีคนพูดถึงเรื่องนี้ล่ะ ? ”
เซี่ยเหมยตกตะลึงแล้วหาเหตุผลมาอธิบายโดยไม่ทันตั้งตัว “น่าจะเป็นเพราะไม่กล้า” แม้แต่ตัวเองยังไม่อยากเชื่อคำพูดนี้เพราะอาจเป็นอย่างที่พี่ชายพูดจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายไม่อยากให้ตนไป พอคิดได้แบบนี้ สีหน้าของเซี่ยเหมยก็ดูแย่ขึ้นไปอีก
“พวกเขายังกล้าไม่พอใจได้หรือไง พวกเขามีอะไรให้ไม่พอใจ ! ” เซี่ยเหมยหัวร้อน สิ่งที่ทำให้หล่อนรับไม่ได้คือท่าทีของบ้านลูกเขย ในใจของหล่อนเต็มไปด้วยเรื่องราวที่บ้านโน้นไม่สนใจใยดีลูกสาว คิดไม่ตกว่าทำไมจนถึงตอนนี้ลูกสาวยังไม่ได้คุมบ้านสามีอีก
เซี่ยจวินก็ไม่เข้าใจว่าน้องสาวกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ทำไมยืนกรานจะไปดูแลลูกสาวให้ได้ เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าบ้านสามีไม่อยากให้เข้าไปยุ่ง จนกระทั่งถึงตอนนี้ลูกเขยยังไม่แสดงท่าทีอะไรออกมาเลย ต้องตระหนักได้สิว่าเขาเพิ่งทำให้สองสามีภรรยามีงานที่มั่นคง เขาไม่ได้ขอให้ครอบครัวนี้มาซาบซึ้งบุญคุณ แต่อย่างน้อยก็ควรมาพูดขอบคุณกันบ้าง
แต่พวกเขาทำตัวเหมือนคนโง่ เจ้าเด็กที่ชื่อจี่ฟางไม่บอกสักคำว่าจะมาหาที่บ้าน ปล่อยให้ภรรยาท้องโตเอาผลไม้เล็กน้อยมาให้คนเดียว ต่อมาก็เพราะอยากให้เกาน่าได้ครองตำแหน่งงานถึงได้มาพูดดี ๆ ที่บ้านเสียที
พวกเซี่ยจวินทำเพราะอยากให้เด็กในบ้านได้มีอนาคตดีเท่านั้น บางทีครอบครัวจี่ฟางอาจเป็นคนซื่อตรง เกิดมาพร้อมกับสมองที่ไม่คดโกงก็เป็นได้
“ไม่ได้ละ ฉันต้องถามเกาน่าว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ ! ” ตอนนี้เกาน่าไปพักอยู่บ้านสามีแล้ว แค่โทรไปไม่นานก็มีคนรับสาย
เซี่ยเหมยถามเสียงดังลั่น เกาน่าเองก็ตอบโดยไม่คิดในทันที “หนูจะลงไปถามข้างล่าง ! ”
ตอนนี้สมองเซี่ยเหมยเร็วมากจึงรีบชี้แนะทันที “โทรศัพท์บ้านลูกไม่ได้เชื่อมกับข้างล่างหรือไง ลูกอย่าเพิ่งวาง ตอนลงไปข้างล่างก็ยกโทรศัพท์ขึ้น แม่จะได้ฟังหน่อยว่าแม่สามีพูดอะไร ลูกจะได้ไม่ต้องมาบอกแม่อีกรอบ ! ”
หลังจากพูดจบ เซี่ยเหมยก็เปิดลำโพง แล้วสองพี่น้องก็จับจ้องไปยังโทรศัพท์เครื่องนั้น ผ่านไปประมาณ 3-4 นาทีในโทรศัพท์ก็มีเสียงกระแทกดังขึ้นเล็กน้อย น่าจะเป็นเกาน่าหยิบโทรศัพท์มาวางข้าง ๆ และต่อจากนั้นก็ได้ยินเสียงคนสนทนากันอย่างแผ่วเบา
เกาน่าพูดว่า “แม่คะ เดี๋ยวหนูก็จะคลอดแล้ว แม่จะให้แม่เซี่ยมาช่วยอะไรไหม ? ”
อีกฝั่งหนึ่งมีเสียงของหญิงชราตอบกลับมา “อยากมาก็มาสิ ! ”
เซี่ยเหมยตกใจ นี่มันท่าทีอะไรกัน ราวกับว่าไม่อยากให้หล่อนไปอย่างนั้น หล่อนชี้ไปที่โทรศัพท์และพูดกับพี่ชาย “พี่ฟังสิ นี่มันท่าทีอะไรกัน ! ”
เซี่ยจวินส่งสัญญาณให้หล่อนหยุดพูด ต่อจากนั้นทั้งสองคนก็นั่งฟังอย่างเงียบ ๆ เกาน่าไม่พอใจตามที่คาด “แม่คะ แม่หมายความว่าอะไร ? อะไรคืออยากมาก็มา หนูกำลังจริงจังอยู่นะ ! ”
แม่สามีพูดอย่างใจเย็น “ฉันไม่ได้พูดอย่างจริงจังกับแกอยู่หรือไง ถ้าแกอยากให้แม่ตัวเองดูแลก็ให้มาสิ ฉันเองจะได้หมดห่วง ! ”
คำพูดนี้ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจ เกาน่ายิ้มอย่างเย็นชา “ถ้าอย่างนั้นก็บอกว่าไม่ต้องให้แม่เซี่ยมาอย่างนั้นสิ ในบ้านมีคนดูแลหนู แม่จะดูแลตอนหนูอยู่ไฟ ส่วนพ่อก็อยู่เฝ้าร้าน พ่อไม่ได้ออกไปทำงานข้างนอกอยู่แล้วนี่ ! ”
“พวกเราไม่ทำงานหาเงินแต่ก็ไม่ได้ให้พวกแกเลี้ยง ! ” แม่สามีทนฟังไม่ได้ โทนเสียงเลยเข้มขึ้นทันที เกาน่าเองก็ไม่สบายใจเพราะทนฟังคำพูดประโยคนี้ไม่ได้
“แม่หมายความว่าอย่างไร ? ไม่พอใจในตัวหนูล่ะสิ หนูติดหนี้บ้านแม่หรือไง ? หนูคลอดหลานให้กลับทำให้พ่อแม่ไม่มีความสุขเลยสินะ ตอนแต่งงานหนูไม่ได้ขอบ้านจากพ่อแม่ สินสอดให้มาแค่นั้นก็ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้แม้แต่งานของลูกชายแม่ก็ได้บ้านหนูหามาให้ แต่แม่ไม่รู้จักพอ ทำไม ? หนูคลอดลูกให้บ้านนี้ แล้วให้แม่แท้ ๆ มาดูแล มันทำให้แม่รู้สึกแย่หรือไง ? ”
เซี่ยจวินขมวดคิ้วแน่นแล้วกระซิบเซี่ยเหมยเบาๆ “ทำไมยัยเด็กคนนี้พูดจาแบบนี้เนี่ย ! ”
เซี่ยเหมยทำเหมือนได้ระบายความแค้นในใจจึงพยักหน้าชื่นชม “ฉันว่าเธอพูดดี คนแบบนี้จะตามใจไม่ได้ ! ”
เสียงทางฝั่งนั้นเบาเกินไปและไม่ได้ยินว่าแม่สามีพูดอะไร เสียงที่ส่งมาล้วนเป็นเกาน่ากำลังบ่นถึงช่วงชีวิตแต่งงานที่ไม่มีความสุข จากเสียงในโทรศัพท์ก็รู้แล้วว่าฐานะที่บ้านสามีของลูกสะใภ้คนนี้ไม่ได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน มีความสามารถสั่งสอนแม่สามีได้มากทีเดียว
พอได้ยินถึงตรงนี้ เซี่ยจวินก็หน้าเขียวในทันใด จากนั้นเขาก็กดวางสาย เซี่ยเหมยรีบเข้ามาห้ามแต่ก็ไม่ทัน “พี่วางทำไม ฉันยังอยากฟังอยู่เลย”
หลังบ่นจบ เซี่ยเหมยก็พูดพล่ามต่อ “พี่ฟังสิ หลังจากเกาน่าแต่งงานมีชีวิตอย่างไร นี่ถ้าไม่เพราะอารมณ์ขึ้นกับแม่สามี ฉันก็คงไม่รู้เรื่องเลวร้ายพวกนี้”
เซี่ยจวินพูดอย่างเยือกเย็น “เธอไม่รู้เลยหรือไง ? ปกติเธอพูดน้อยสินะ” เขาพูดด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ “ไม่สิ ฉันไม่เข้าใจว่าเธอสองแม่ลูกจำเป็นต้องกดหัวคนบ้านนั้นให้ได้หรือ มีลูกสะใภ้ที่ไหนพูดกับแม่ผัวแบบนั้น พวกเธอยินดีแต่งเข้าบ้านนั้นเอง ไม่มีใครบังคับเสียหน่อย ทำไมตอนนี้คิดจะยกตนเพื่อข่มคนอื่น ? เอาแต่รังแกอีกฝ่ายอยู่ได้”
เซี่ยเหมยมีเหตุผลเพียงพอที่จะพูดออกมาได้อย่างเต็มที่ “พวกเราจะพูดหน่อยไม่ได้หรือไง บ้านจี่ฟางก็ไม่มีอะไรดีนี่ ถ้าไม่ได้บ้านเราช่วยหางานให้ แล้วบ้านเขาจะมีอนาคตไหม ? แค่เรื่องนี้ก็สามารถทำให้สองผัวเมียเฒ่าเป็นหนี้บุญคุณจนดูแลลูกสาวฉันได้แล้ว”
เซี่ยจวินหมดคำพูด ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมท่าทีของคนบ้านนั้นถึงได้เย็นชานัก เดิมทีสองสามีภรรยาก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ถ้าตอนนั้นใส่ใจจริง ๆ ก็คงยืมเงินมาเป็นค่าสินสอดได้ไม่น้อย
แต่อีกฝ่ายมีความสามารถแค่ไหนก็ทำได้เท่านั้น แม้เงินไม่เยอะ แต่ก็ไม่ได้ขัดต่อธรรมเนียมเลยสักนิด
ตอนนี้พอเห็นท่าทีรังแกคนอื่นของสองแม่ลูกและยังมีนิสัยไม่ยอมก้มหัวให้ใครก็ทำให้เซี่ยจวินไม่เข้าใจขึ้นมาอีกว่าสองแม่ลูกไม่อยากมีชีวิตที่ดีกันหรืออย่างไร
“แค่บ้านเขายอมให้พวกเราบ้างและทุกคนเข้าใจกันก็พอแล้ว ไม่เห็นต้องทำให้มันชัดเจนทุกเรื่อง ทำให้อีกฝ่ายไม่มีจุดยืนไปทำไม ? ฉันได้ยินแม่สามีก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ดูแลหล่อน แต่เกาน่าทำตัวก้าวร้าวอย่างนี้หมายความว่าอะไร”
เซี่ยเหมยถามเซี่ยจวินกลับด้วยความโมโห “พี่อยู่ข้างใครกันแน่ ? ทำไมพี่ถึงพูดแทนคนอื่น ? ”
เซี่ยจวินตอบ “ฉันช่วยคนที่มีเหตุผล ใครมีเหตุผลก็ช่วยคนนั้น ! ” หลังจากพูดจบก็พูดต่อทันที “เขาไม่อยากให้เธอไปก็ไม่ต้องไป อย่าทำตัวน่ารำคาญเลย แค่มีองค์หญิงจากบ้านเธอยังไม่พออีกหรือ ? เธอจะไปยุ่งอีกทำไม ? เข้าไปยุ่งได้ทั้งชีวิตหรือไง ? ”
ตอนนั้นอันหลงก็เป็นแบบอย่างแล้ว ยืนกรานจะให้กู้จื้อชิวแต่งกับคนที่สู้ตนไม่ได้สักอย่าง หลังแต่งไปแล้วยังเข้าไปยุ่งกับชีวิตพวกเขา ท้ายที่สุดชีวิตแต่งงานก็พังทลายอยู่กันไม่รอด
ไม่เคยได้ยินพ่อแม่ที่ไหนเข้าไปยุ่งกับชีวิตบ่าวสาวแล้วจะอยู่กันอย่างมีความสุขสักราย เพราะนั่นคือคนไม่ใช่หุ่นเชิดที่จะให้ชักใยไปทางไหนก็ได้
เซี่ยเหมยเป็นหม้ายมานานหลายปี เป็นไปได้อย่างไรที่จะปล่อยให้เกาน่าใช้ชีวิตด้วยตนเอง ถ้าหล่อนไม่เข้าไปผสมโรงก็แปลกแล้วล่ะ พอคิดว่าลูกสาวไม่มีจุดยืนในบ้านสามี หล่อนก็คิดว่าในโอกาสตอนไปดูแลลูกสาวอยู่ไฟก็จัดการแม่สามีสักยก ถ้าหล่อนทำให้ยัยแม่สามียอมจำนน ต่อไปก็ลูกสาวจะได้มีชีวิตอยู่ดีมีสุขขึ้นมาบ้าง
พอคิดได้แบบนั้น หล่อนก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป โดยไม่รอให้พี่เลี้ยงคนใหม่มาถึงก็เก็บข้าวของและนั่งรถไปหาลูกสาวทันที เซี่ยจวินรู้ว่าห้ามอีกฝ่ายไม่ได้จึงปล่อยให้ไปทั้งแบบนั้น ถ้าใจไม่อยู่แล้วทำงานไปก็เกิดความผิดพลาดง่าย ในบ้านนอกจากคนแก่แล้วก็มีเด็กเล็ก หากทำกับข้าวแล้วใส่ของผิด มันจะไม่เกิดปัญหาตามมาหรือ
พี่เลี้ยงคนใหม่มาถึงก็ทำงานได้สะอาดหมดจดและคล่องแคล่ว ปกติไม่พูดมาก เรียกว่าเงียบเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญที่สุดคือมีลูกไม้เอาใจเด็ก พอฮวาฮวาร้องไห้ก็จะอุ้มขึ้นมาโอ๋และทำให้กลับมาร่าเริงได้อีกครั้งภายในพริบตาเดียว ตงลี่หวาเห็นว่าหล่อนไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ติดกับผู้ใหญ่และพยายามหาวิธีให้เด็กเล่นด้วยตัวเองได้ พี่เลี้ยงบอกว่าเด็กมักชินกับการอยู่ใกล้ผู้ใหญ่เมื่อโตแล้วจะติดคน เวลาเข้าชั้นอนุบาลจึงต้องเสียแรงเยอะและมักเกิดอาการร้องไห้โวยวายได้ง่าย
สำหรับเรื่องนี้ ตงลี่หวามีประสบการณ์อย่างลึกซึ้ง เพราะตอนนั้นคังคังก็ไม่เคยออกห่างจากผู้ใหญ่เลย ตอนเข้าเรียนจึงต้องเสียแรงไปมาก ถ้าปล่อยให้เล่นได้ครู่เดียวก็เริ่มโวยวายหาผู้ใหญ่
เด็กผู้หญิงไม่เหมือนเด็กผู้ชาย จางฉุ้ยเหลียนและสามีเห็นฮวาฮวาเป็นแก้วตาดวงใจไม่ยอมให้ได้รับความรู้สึกน้อยใจแม้แต่นิด ตงลี่หวาจึงกังวลว่าจะเลี้ยงออกมาเป็นเด็กเอาแต่ใจ คราวนี้ถือว่าได้เจอกับคนดีและสามารถบ่มเพาะนิสัยให้หลานได้แล้ว