เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 546 ตกงาน
ตอนที่ 546 ตกงาน
เมื่อไม่มีเกาน่าและเผิงชาชาอยู่ด้วย ตงลี่หวาและสามีก็ได้กลับมาใช้ชีวิตสุขสบายอีกครั้ง เดิมทีคิดว่าตนอายุมากแล้ว เห็นเด็กพวกนั้นก็ใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากเลยคิดว่ามีอะไรช่วยได้ก็จะช่วยสักหน่อย แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นการทำบุญไม่ขึ้นสักราย
แต่บั้นปลายชีวิตนั้นต้องมีอุปสรรคเล็กน้อยชีวิตถึงจะมีรสชาติ
ต่อมาเจ้าของวิลล่าก็เชิญจางฉุ้ยเหลียนไปทานข้าวที่บ้าน นี่เป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอนปรึกษาว่าจะร่วมมือกันทั้งสองฝ่ายก็เคยทานข้าวด้วยกันแค่สองสามครั้งเท่านั้น ดังนั้นการชวนไปพูดคุยที่บ้านเป็นกรณีพิเศษจึงเป็นค่อนข้างประหลาดพอสมควร
กู้จื้อเฉิงคิดว่าเรื่องนี้มีอะไรแปลก ๆ เดาว่าคงอยากแสดงบางอย่างออกมาเสียมากกว่า “ตอนนี้บ้านถานจูมีญาติทำธุรกิจโลจิสติกส์ 1 คน โครงการรัฐในปีหน้าต้องยกให้เขาอย่างแน่นอน บางทีคงอยากคุยเรื่องนี้กับคุณ ควรรับมันไว้นะ กลับมาบ้านแล้วค่อยว่ากันอีกที ! ”
ต่อจากนั้นจางฉุ้ยเหลียนก็นำกระเช้าผลไม้และเออเจียวชั้นดีไปที่บ้านบอส ตงลี่หวาและเซี่ยจวินนั่งร้อนใจรอเธอกลับบ้าน ขณะเดียวกันก็คิดว่าขออยากเกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย
( เออเจียว คือยาจีนที่ทำจากหนังลามีสรรพคุณบำรุงเลือด บำรุงทารกในครรภ์และอื่น ๆ )
เวลาผ่านไปยังไม่ถึงสองทุ่ม มื้ออาหารค่ำก็จบลงและจางฉุ้ยเหลียนกลับบ้านมาพร้อมสีหน้าเศร้าสร้อย เซี่ยจวินและตงลี่หวารีบเข้าไปถามว่าผู้หญิงคนนั้นมีเรื่องอะไรกันแน่
ตงลี่หวาถามด้วยความร้อนรน “หล่อนจะเปิดร้านอะไรอีกหรือเปล่า หรือให้ลูกออกหน้าทำอะไรอีก ? ”
กู้จื้อเฉิงนั่งอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้ามืดมน เมื่อเห็นจางฉุ้ยเหลียนย่อตัวนั่งลงบนโซฟาช้า ๆ เขาก็ถามออกมา “เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนส่งของบ้านเราหรือเปล่า ? ”
จางฉุ้ยเหลียนส่ายหน้าแล้วฉีกยิ้มอย่างขมขื่น “หล่อนชวนฉันคุยยกใหญ่ พูดอ้อมไปอ้อมมาสุดท้ายก็อยากให้ฉันลาออกจากวิลล่า”
“หา ? ” ทุกคนตกใจในทันที นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?
จางฉุ้ยเหลียนวิเคราะห์ “อาจเพราะก่อนหน้านี้เผิงชาชาสร้างปัญหาไว้เยอะเกินไป หรืออาจเพราะก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ใส่ใจอะไรกับงานเท่าที่ควร สรุปคือตอนนี้หล่อนไม่ต้องการฉันแล้ว แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ ว่าอยากให้ฉันเป็นฝ่ายลาออกเอง”
ยังมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ ? ช่างหน้าไม่อายจริง ๆ ตอนนั้นบ้านพวกเขาอยากเปิดวิลล่าแต่ก็กลัวเบื้องบนลงมาตรวจสอบ เลยใช้ประโยชน์จากกู้จื้อเฉิง พวกเขาถึงกับหน้าหนาให้สองสามีภรรยามารับเคราะห์แทน เธอทุ่มแรงทำงานมาหลายปี แต่ตอนนี้พวกเขากลับจะฆ่าลาเมื่อเสร็จงาน
ตงลี่หวาโวยออกมาทันที แค้นจนแทบอยากด่าให้ดังไปถึงถนน ส่วนกู้จื้อเฉิงกลับใจเย็นมาก เห็นได้ชัดว่าเขาเห็นจุดเชื่อมโยงสำคัญด้านในนั้นแล้ว อีกฝ่ายไม่มีทางให้จางฉุ้ยเหลียนลาออกอย่างกะทันหัน ต้องมีบางเรื่องที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจให้เธอออก
ไม่ว่าเป็นเพราะอะไร คนประเภทชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ก็ทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัดใจจริง ๆ
จางฉุ้ยเหลียนถอนหายใจแรง ๆ หนึ่งครั้ง “เรื่องนี้จะโทษพวกเขาก็ไม่ได้ค่ะ เป็นเพราะฉันไม่มีปัญญาเลยต้องรอรับความเมตตาจากคนอื่น ทำอะไรไม่ได้เพราะพวกเราไปให้ความร่วมมือเอง ดังนั้นต้องยอมรับความเจ็บนี้ค่ะ”
จางฉุ้ยเหลียนปลงตกสุด ๆ ไม่ว่าอย่างไรก็เลี่ยงไม่ได้ ตอนตกลงในคราแรกก็คิดได้ว่าจะมีสถานการณ์แบบในวันนี้ เพียงแต่มันมาเร็วและกะทันหันเกินไปเท่านั้นเอง
เซี่ยจวินเงียบไปพักใหญ่แล้วเริ่มเปิดปากถามถึงรายละเอียด “พวกเขาพูดอย่างไร ? แล้วลูกตอบไปว่าอย่างไร ? ”
จางฉุ้ยเหลียนพูดด้วยความหดหู่ “ตอนแรกก็ไม่ได้พูดอะไรไร้สาระค่ะ พวกเขาถามหนูว่าเหนื่อยไหม ทำงานไหวหรือเปล่า”
พอทานได้ครึ่งหนึ่งก็เปลี่ยนหัวข้อ เริ่มพูดถึงเรื่องนี้อย่างมีชั้นเชิง เพียงแต่ไม่ได้พูดถึงเธอตรง ๆ และปากก็พร่ำบอกว่าหล่อนคิดแทนจางฉุ้ยเหลียนแล้ว
“หล่อนบอกว่าตอนนี้บ้านฉันก็ไม่ได้อยู่ว่าง ๆ ธุรกิจของเหล่ากู้ก็มีงานเข้าจนหัวหมุน สถานการณ์พิเศษของบ้านเรานั้นฝ่ายพวกเขาก็รู้นานแล้ว เบื้องบนมีคนแก่ 6 คน เบื้องล่างยังมีเด็กอีก 2 คน ภาระบนบ่าฉันหนักเกินไป และยังบอกว่าเดี๋ยวคังคังก็จะเข้าวัยแรกรุ่นแล้ว เด็กที่อยู่ชั้นมัธยมต้นมักหัวกบฏสุด ๆ และยังมีตุ๊กตาฟันน้ำนมนั่นอีกคนที่ยังต้องได้รับการดูแล ดังนั้นหล่อนจึงรู้สึกเศร้าใจกับฉัน ! ”
ตอนแรกจางฉุ้ยเหลียนยังไม่เอะใจจึงบอกไปว่าไม่เป็นไรและยังพูดว่าก่อนตั้งครรภ์ในบ้านก็มีเรื่องปวดหัวเยอะอยู่แล้ว กอปรกับญาติทำเรื่องผิดพลาดมากมายในวิลล่า เธอเองก็รู้สึกผิดมากเหมือนกัน
ทั้งสองฝ่ายคุยโต้ตอบไปมาอีกสองสามประโยค จางฉุ้ยเหลียนถึงตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายกำลังกล่อมให้เธอถอยออกไปอย่างมีชั้นเชิง ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนเลยฟังความหมายในคำพูดของอีกฝ่ายไม่ออก
อยู่ ๆ ก็เกิดเข้าใจขึ้นมาเสียดื้อ ๆ หลังตกใจเสร็จแล้วก็สามารถจินตนาการได้ว่าบรรยากาศจะอึดอัดหรือน่าลำบากใจขนาดไหน เธอคิดถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนทันที นึกถึงคำพูดที่ซุยหว่านถิงภรรยาของจิ้นเหวินพยายามพูดเกลี้ยกล่อม คำพูดพวกนั้นที่ตนไม่เคยชายตามองและดูถูกมันสิ้นดี
ถ้าตอนนั้นเธอเข้าสู่เส้นทางภรรยากับซุยหว่านถิง อย่างน้อยก็คงมีความสามารถสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้คนได้ดีกว่านี้ คำพูดประโยคนั้นว่าอย่างไรนะ น้ำตาที่ไหลออกมาล้วนเกิดจากความโง่เขลาเมื่อตอนนั้นเอง
ถ้าเปลี่ยนเป็นซุยหว่านถิง อีกฝ่ายเพิ่งพูดมาก็คงเข้าใจในทันที ส่วนเธอกลับเป็นเหมือนคนโง่ไม่มีผิด เพิ่งมารับรู้ได้ในตอนนี้ก็ถือว่าใจอีกฝ่ายค่อนข้างกว้างมากแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงโดนเธอทำให้โมโหควันออกหูเพราะไม่เข้าใจเสียที
จางฉุ้ยเหลียนไม่ใช่คนเบาปัญญาที่รอแต่ให้คนอื่นชี้แนะ เพียงพริบตาเดียวก็เข้าใจความหมายด้านในนั้นแล้ว ต่อจากนั้นเธอก็พูดกับอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม “พูดตามตรงนะคะ ตอนนี้ฉันก็แทบอยากแยกร่างอยู่แล้ว ลูกยังเล็ก ร่างกายคนแก่ก็ไม่ค่อยดี ทางเหล่ากู้เองก็งานยุ่งจนหัวหมุน ส่วนตัวฉันก็เป็นเจ้าของร้านค้าและโรงพิมพ์ด้วย ฉันอยากแยกร่างจริง ๆ ปีนี้ก็มีปัญหาเกิดขึ้นไม่น้อย ฉันกลัวว่าคุณจะคิดมากเพราะเผิงชาชาทำตัวเอาแต่ใจ ! ”
เย็นวันนี้บอสพูดออกมาทุกรูปแบบ แต่พบว่าจางฉุ้ยเหลียนไม่เข้าใจมันเลยสักนิด ทว่าในที่สุดอีกฝ่ายก็เข้าใจมันแล้ว หล่อนจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป “น้องสาว ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน ผู้หญิงเราเกิดมาเพื่อสร้างครอบครัว และในเมื่อเธอยุ่งขนาดนั้นก็ไม่ต้องมาสนใจฉันหรอก คนในวิลล่าล้วนทำตามเธอ และเราจะจัดหาคนจากหมู่บ้านตามที่สัญญาไว้ เธอวางใจได้ว่าถึงแม้เธอจะออกไปแล้ว ฉันก็ไม่มีทางปล่อยให้คนที่ติดตามเธอมาถูกเอาเปรียบแน่”
เพียงเท่านี้จางฉุ้ยเหลียนก็โดนตัดรากถอนโคนแล้ว เพียงแค่อาหารมื้อเดียวเธอก็ตกงาน ส่วนจะเพราะอะไรเธอฟังไม่ออก แต่ไม่ว่าอย่างไรด้วยโทนเสียงของบอสคือต้องการให้เธอลาออกเองโดยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหล่อนเลยสักนิด
ตงลี่หวาถอนหายใจแล้วถามว่า “ถ้าอย่างนั้นหล่อนบอกจะให้เงินชดเชยกับลูกไหม ? ตอนนั้นลูกโดนบังคับให้ไปทำงานที่นั่น ตอนนี้ยังโดนไล่ออกมาอีก…”
ทันใดนั้นกู้จื้อเฉิงก็หัวเราะขึ้นมา “แม่ครับ แม่คิดอะไรอยู่ ? มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ที่อีกฝ่ายคิดว่านี่เป็นเรื่องไม่สมควร ไม่แน่ว่าอาจเข้าใจผิดคิดว่าฉุ้ยเหลียนตักตวงผลประโยชน์มากมายตอนทำงานก็ได้ ! ”
ตงลี่หวาหัวร้อนขึ้นมาทันที “จะมีผลประโยชน์อะไรให้ตักตวง ? ไม่ว่าค่าอาหารหรือค่าเดินทางก็เป็นของหลวงทั้งนั้น พวกเราได้สักนิดไหม ? หมู่บ้านหยางจวงค้าสัตว์ปีกสัตว์น้ำ แล้วเราได้มาสักเหมาไหมล่ะ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนเข้าไปจับตัวมารดาแล้วฝืนยิ้มออกมา “แม่คะ โวยวายใส่เขาทำไม นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับนะคะ”
สูญเสียแต่ก็พูดไม่ออก ไม่พอใจแต่ก็ยังต้องกล้ำกลืนต่อไปเพราะคุณไม่มีอำนาจ
เรื่องนี้มีผลต่อสองสามีภรรยาอย่างมากโดยเฉพาะกับกู้จื้อเฉิง เขารู้สึกแย่สุด ๆ ปีนั้นสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือความอยุติธรรม แต่ในช่วงสองปีนี้มุมมองในตัวเขาก็ถูกปรับเปลี่ยนไปไม่น้อย
“พ่อดูแลลูกสามสิบปีแรก สามสิบปีให้หลังลูกเป็นฝ่ายดูแลพ่อ คำกล่าวโบราณไม่ผิดไปเลยสักนิด ! ” อยู่ ๆ ก็มีคำพูดไร้สาระโผล่ขึ้นมา ทำเอาจางฉุ้ยเหลียนมึนในทันที
“คุณจำได้ไหม ตอนที่เอ้อพ่างโดนแกล้งในห้องเรียน อาจารย์ประจำชั้นไม่สนใจเขาเลยสักนิด พอหวังหยาจือไปโรงเรียนก็ยังโดนดุอีกยกหนึ่ง”
หลังจากกู้จื้อเฉิงพูดออกมา จางฉุ้ยเหลียนก็พยักหน้ารับทันที “จำได้สิคะ บอกตามตรงว่าตอนนั้นฉันเองก็โมโหสุดสุด ! ”
“แต่พวกอาจารย์ไม่มีอะไรจะว่าคังคังของบ้านเรา พอมีเรื่องอะไรดี ๆ ก็คิดถึงนักเรียนดีเด่นทั้งสามตลอด แถมตัวคุณเองก็ไม่ค่อยพอใจเพราะเป็นเด็กเหมือนกัน แต่อาจารย์กลับปฏิบัติไม่เหมือนกัน” จางฉุ้ยเหลียนย่อมเข้าใจอยู่แล้วเพราะพ่อแม่ที่อยู่เบื้องหลังของเด็กมีกำลังที่แตกต่างกัน
พ่อแม่ของเอ้อพ่างมาจากชนบท พวกเขาเช่าร้านและเปิดร้านอาหารจานด่วน ส่วนคังคังก่อนเข้าเรียนเธอได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว ร้านหนังสือของอันหลง ร้านขายเครื่องเขียน ร้านทำสื่อสิ่งพิมพ์และยังมีร้านอาหารของกู้จื้อชิวก็เปิดไฟเขียวให้บรรดาอาจารย์ทั้งหลาย เมื่ออาจารย์ประจำชั้นมาเลือกหนังสือแบบฝึกหัดหรือเลือกหนังสือนอกหลักสูตรเพื่อนำไปสอนคังคัง อันหลงก็ไม่เคยเก็บเงินเลยสักเหมาเดียว
เมื่อถึงช่วงเทศกาลหรือปีใหม่ กู้จื้อเฉิงก็จะซื้อผลิตภัณฑ์พิเศษจากท้องถิ่นต่าง ๆ แล้วให้จางฉุ้ยเหลียนเอาไปให้อาจารย์ถึงบ้าน มีอาจารย์บางคนไม่ยอมรับของ จางฉุ้ยเหลียนก็จะเอามันไปส่งถึงบ้านแม่สามีหรือบ้านแม่อาจารย์คนนั้นแทน
เธอจำได้ว่าตอนที่คังคังไปท่องเที่ยวกับเซี่ยจวินและตงลี่หวา หลังจากเปิดเรียนแล้วเขาก็นำของในท้องถิ่นมากมายไปฝากพวกเพื่อนและอาจารย์ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าของขึ้นชื่อที่สุดในภาคเหนือคือเป็ดย่าง ซึ่งเป็ดย่างร้านฉวนจูเต๋อมีราคาอยู่ที่ 100 กว่าหยวนต่อหนึ่งตัว ถ้าพวกเซี่ยจวินห่อมันไปที่เซี่ยงไฮ้ ซูโจวและหางโจวด้วยมันจะไม่เน่าก่อนพอดีหรือ ?
ดังนั้นก่อนเปิดภาคเรียน กู้จื้อเฉิงจึงฝากคนขับรถทางไกลซื้อกลับมาด้วยเพื่อให้บรรดาอาจารย์ของคังคังได้ทานของที่สดใหม่ มันไม่ใช่ของขวัญพิเศษอะไรแต่ก็ถือเป็นน้ำใจอย่างหนึ่ง
ยังมีหน้าหนาวในปีนั้นอีก คะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์ของคังคังไม่เป็นที่น่าพอใจ เมื่อมาถึงช่วงฉลองปีใหม่กู้จื้อเฉิงก็เตรียมแฮมจินหัวไว้หลายขาแล้วส่งไปให้ครูสอนวิชาเลขของลูกโดยบอกว่าคนขับรถของที่บ้านนำกลับมาจากท้องถิ่น
( แฮมจินหัว ผลิตจากหมูพันธุ์ท้องถิ่นชนิดหนึ่งมีลักษณะพิเศษคือหัวดำก้นดำ )
ต่อมาอาจารย์คณิตศาสตร์ก็เกรงใจ เวลาเข้าสอนก็มักตั้งคำถามให้คังคังเสมอ เพราะอาจารย์ได้เข้มงวดและคำถามในห้องเรียนทำให้คังคังประหม่าสุด ๆ ดังนั้นคะแนนวิชาคณิตศาสตร์เลยไม่ตกต่ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และกลายเป็นตัวแทนในคาบคณิตศาสตร์ของปัจจุบัน
ส่วนทางด้านครอบครัว ไม่ต้องพูดถึงเซี่ยจวินและตงลี่หวาเลย การใช้ชีวิตร่วมกับพวกท่านมีความสดชื่น จางฉุ้ยเหลียนนึกถึงบั้นปลายชีวิตเมื่อชาติที่แล้วกับชาตินี้ของพวกท่านที่เปรียบดั่งหน้ามือกับหลังมือ
แม้แต่พ่อแม่สกุลจางที่เธอเกลียดชังก็ยังได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในชาตินี้ หลังบ้านถูกรื้อถอน ตอนนี้พวกเขาก็มีบ้านใหม่ถึง 2 ห้อง ห้องแรกอยู่ชั้นสอง ส่วนอีกห้องอยู่ชั้นสี่ ในเวลาปกติจะมาทานข้าวด้วยกันแต่ก็ยังมีพื้นที่เป็นของตนเอง จางฉุ้ยจวินยังคงไม่เอาไหนเหมือนเดิมแต่อย่างน้อยก็รู้จักทำงานหาเลี้ยงครอบครัว
“ผมคิดว่าต้องมีพ่อแม่ที่สู้เพื่อลูก ไม่มีใครทนถูกกระทำไปได้ตลอดชีวิตหรอก” กู้จื้อเฉิงกำหมัดแน่นและพูดออกมาด้วยเสียงจริงจัง “ต้องมีสักวันที่ข้าราชการพวกนี้จะมาขอร้องผม”