เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 549 คนทรยศ
ตอนที่ 549 คนทรยศ
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนเอ่ยถึงเรื่องนี้ฟู่เฉียงและภรรยาก็เงียบในทันที
ผูซูเฟินจึงทำไม่ได้ยินคำพูดของจางฉุ้ยเหลียนและปิดหัวข้อสนทนาโดยการถามว่า “ฉุ้ยเหลียน มีข่าวว่าศาลจะตัดสินเมื่อไรบ้างไหม ? ” หล่อนยังบ่นต่ออีกว่า “เธอคิดว่าสถานที่กักขังผู้ต้องสงสัยจะให้ญาติเข้าไปเยี่ยมได้ไหม ? มีชุดให้เปลี่ยนหรือเปล่า ? ไม่รู้ว่าลูกชายจะเป็นอย่างไรบ้าง”
จางฉุ้ยเหลียนไม่มีอารมณ์พูดต่อและเข้าใจดีว่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก เนื่องจากคนในครอบครัวนี้ได้ปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว ส่วนเธอเป็นคนนอก หากเข้าไปผสมโรงก็คงน่าขำสิ้นดี
ทว่าในฐานะเพื่อนสนิท จางฉุ้ยเหลียนไม่มีทางทิ้งฟู่ซิน แม้ในช่วงหลายปีนี้เธอไม่ชอบพฤติกรรมของเขา แต่ถ้าคิดด้วยใจที่เป็นกลางก็จะเห็นว่าฟู่ซินไม่ใช่เพื่อนที่แย่ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ หากเธอปล่อยเขาไปตามยถากรรมก็คงไม่ต่างอะไรกับคนเนรคุณ
คราวนี้ไม่ว่ามู่จิ้นหนานหรือจิ้นเหวินก็เคลื่อนไหวกันอย่างรวดเร็ว ฟู่ซินไม่ใช่คนใหญ่คนโตและไม่ใช่ส่วนหนึ่งในกลุ่มอาชญากรรมที่ออกมาอาละวาด อย่างมากสุดก็เป็นแค่นักเลงข้างถนนที่มีวิธีทำธุรกิจในทางผิดกฎหมายเท่านั้นเอง
“นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็แค่ปลาเล็กปลาน้อยที่ติดร่างแหในการตรวจสอบของเบื้องบนเท่านั้น มีคนโดนหนักกว่าเขาอีกนะ เรื่องนี้ยังพอทำอะไรได้อยู่” คนเลี่ยงภาษีก็แค่จ่ายคืน ส่วนร้านที่ผิดกฎหมายก็แค่ปิดมันเท่านั้น
โชคดีที่ฟู่ซินไม่ได้ติดนิสัยดูดผงขาว ผลตรวจปัสสาวะจึงออกมาเป็นลบ แถมยังโชคดีที่เขาไม่เคยมีประวัติก่ออาชญกรรมมาก่อน และการร่วมมือกับโครงการภาครัฐช่วงสองสามปีแรกยังส่งผลดีต่อชื่อเสียงเขาไม่น้อย
จางฉุ้ยเหลียนและสามีเคยไปเยี่ยมฟู่ซิน 1 ครั้ง ท่าทีของเขาถือว่าใจเย็นใช้ได้และชอบถามตลอดว่าคนแก่ที่บ้านตกใจกันใช่ไหม เขายังบอกจางฉุ้ยเหลียนว่าได้ซ่อนทรัพย์สินบางส่วนไว้ ถ้าเขาไม่รอดจริง ๆ ก็หวังว่าจางฉุ้ยเหลียนจะเก็บทรัพย์สินที่ไม่มีใครรู้พวกนั้นไว้ แล้วมอบให้กับลูก ๆ เขาในอนาคต
จางฉุ้ยเหลียนอดทนไม่บอกเรื่องการตัดสินใจของตระกูลฟู่กับเขา เพราะเวลานี้ไม่ควรเติมเชื้อลงในกองเพลิง เธอจึงบอกเพียงว่าที่บ้านปกติดีและเด็กทั้งสองก็สบายดี
กู้จื้อเฉิงบอกว่าเพื่อน ๆ ล้วนวิ่งเต้นเดินเรื่องให้เขาแล้ว ทางด้านทนายก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถดึงตัวเขาออกมาได้
ฟู่ซินพูดกับกู้จื้อเฉิง “เรื่องของฉัน ฉันรู้ดีกว่าใคร ที่เข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ได้คงเพราะฉันเคยโดนเพื่อนคนนึงไหว้วานให้ช่วยดูแลรถ 2 คัน ส่วนเรื่องรถ 2 คันนี้จะเป็นรถเถื่อนหรือรถที่โดนขโมยมา ฉันเองก็ไม่รู้ แต่ถ้าฉันโดนจับเพราะเรื่องนี้จริง ๆ ก็โคตรไม่ยุติธรรมเลยล่ะ”
นี่ไม่ตรงกับรายละเอียดที่จิ้นเหวินให้มา เพราะยังไม่มีการฟ้องฟู่ซินอย่างเป็นทางการเพราะยังมีหลักฐานไม่พอ
“มีคนรู้เรื่องนี้ไม่เยอะหรืออาจมีลูกน้องคนไหนทรยศฉัน” แม้แต่ตัวฟู่ซินก็ยังสับสน เพราะคิดว่าแค่การเลี่ยงภาษี เปิดไนต์คลับ 2 แห่งและเลี้ยงผู้หญิงอีกแค่ไม่กี่คน ไม่น่าจะทำให้โดนจับแบบนี้ได้
สมัยก่อนนั้น ‘เรดฮอลล์’ ที่แสนโด่งดังยังเกิดเรื่องใหญ่ได้ แต่ผู้กระทำผิดก็รอดตัวได้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมตำรวจถึงสามารถกระทำการจับกุมได้ล่ะ ? นอกจากมีผู้ไม่หวังดียัดความผิดให้น่ะ
ฟู่ซินจึงคิดว่าอาจเป็นฝีมือของอดีตภรรยาคนที่สองหรือป่าว ต่อมาเขาก็คิดว่าผู้หญิงคนนี้ไม่น่าใจกล้าถึงขนาดนั้น แต่เพราะอะไรกันนะ ? เขาทำธุรกิจมานานหลายปีโดยไม่มีศัตรู แม้มีคนไม่พอใจแล้วพาลหาเรื่องอยู่บ้าง แต่ก็คงไม่มีใครกล้าใช้วิธีรุนแรงขนาดนี้
ภายหลังจางฉุ้ยเหลียนก็เล่าสิ่งที่เจอในบ้านสกุลฟู่ออกไป กู้จื้อเฉิงและมู่จิ้นหนานหันมามองหน้ากัน ท้ายที่สุดก็เป็นมู่จิ้นหนานที่มีประสบการณ์มากกว่าและคิดว่าการที่ฟู่เฉียงทำแบบนั้นมันสอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ จึงเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เธอแทบกระอักเลือดออกมาทันที นี่เรียกว่าสอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร ?
“ฉุ้ยเหลียน หมายความว่าคุณสงสัยพี่ชายของเขาหรือ ! ” สมกับเป็นสามีภรรยากันเพราะกู้จื้อเฉิงเข้าใจความคิดของจางฉุ้ยเหลียนดี
มู่จิ้นหนานครุ่นคิดพักหนึ่งแต่แล้วก็ส่ายหน้าด้วยความมั่นใจ “ฉันเคยเจอฟู่เฉียงสองสามครั้ง เขาชอบพูดเกินจริงแต่ความสามารถธรรมดา เรื่องใจกล้าก็ไม่ได้ขนาดนั้น มีปัญญาอย่างเดียวคือต่อสู้กับพ่อแม่ตัวเอง ถ้าเขาขุดหลุมให้น้องชายไว้ใหญ่ขนาดนี้ เขาก็คงเข้ามาผสมโรงกับธุรกิจมืดนานแล้ว”
เหตุผลนี้น่าสนใจพอสมควร ทว่าจางฉุ้ยเหลียนก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย ถ้าอย่างนั้นใครกันแน่ที่เป็นคนทรยศและใครจะได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้มากที่สุด
เธอคิดมากก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สุดท้ายคนที่สามารถหาคำตอบได้มีเพียงมู่จิ้นหนานเท่านั้น เนื่องจากเขาเป็นคนดึงฟู่ซินออกมาและในการดำเนินการ ‘ทำความสะอาด’ ครั้งใหญ่เช่นนี้ก็ถือว่ามีความสามารถมากแล้ว
“ช่วงนี้หูจิ่นเหมิงเป็นอย่างไรบ้าง ? ได้ยินว่าตอนนี้หล่อนไปทำงานต่างประเทศแทนเจ้านาย แสดงว่าภาษารัสเซียดีใช้ได้เลยนี่” การที่เด็กสาวสามารถเดินบนเส้นทางอันถูกต้องได้ก็ทำให้จางฉุ้ยเหลียนวางใจได้แล้ว
“ไม่เลว ทำงานจริงจังใช้ได้แถมยังแอบมีความรักลับหลังฉันอีก คิดว่าฉันไม่รู้หรือไง ! ” มู่จิ้นหนานฝืนยิ้ม ยัยหนูคนนี้ถือเป็นคู่ปรับของลุงอย่างเขาและทุกคนคิดว่าหูจิ่นเหมิงกลัวเขายิ่งกว่าอะไรดี ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เขาต่างหากที่อับจนปัญญากับหล่อน
จางฉุ้ยเหลียนขมวดคิ้ว “หนุ่มคนนั้นทำงานอะไร ? นิสัยเป็นอย่างไร ? ฐานะทางบ้านล่ะ เรียนดีไหม งานสูงหรือต่ำ เอ มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกเพราะที่สำคัญคือตัวบุคคล”
คราวที่หูจิ่นเหมิงหนีออกจากบ้านไปปักกิ่งก็ทำให้เธอตื่นกลัวแทนไม่น้อย สาวน้อยบ้าตามเพื่อนย่อมเป็นไปได้ วัยรุ่นย่อมต้องมีประสบการณ์ให้จดจำไว้บ้าง แต่ประสบการณ์แบบนั้นจะมีมากไปก็ใช่เรื่องเพราะจะกลายเป็นภัยแทน
“เธอก็เคยเจอเด็กคนนั้นแล้ว อ่อ น่าจะเจอเมื่อหลายปีก่อนนะ ไม่รู้เธอยังจำได้อยู่ไหมเพราะตอนนั้นเขาเองก็อายุแค่สิบ… ลูกครึ่งจีนรัสเซียหน้าตาดีมากคนหนึ่ง” จางฉุ้ยเหลียนเคยเจอเด็กหนุ่มลูกครึ่งจีนรัสเซียคนหนึ่งและเด็กคนนั้นก็หน้าตาดีจนดีไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว
แววตาลึกล้ำเหมือนแม่เหล็กที่ทำให้ผู้คนหลงใหลได้ พูดภาษาตงเป่ยได้อย่างคล่องแคล่วและยังชอบทำให้คนหัวเราะเอ็นดูไม่ได้
เด็กคนนั้นติดตามมู่จิ้นหนานมาหลายปีและถือเป็นคู่รักที่มีใจให้กันตั้งแต่เด็กของหูจิ่นเหมิง แล้วทำไมเพิ่งมาคบกันตอนนี้ล่ะ ? ทำให้คนอื่นคาดไม่ถึงจริง ๆ
มู่จิ้นหนานไม่ได้อธิบายความสัมพันธ์ของทั้งสองคน เพราะลุงอย่างเขาจะนินทาหลานได้อย่างไร แต่เขาก็สามารถรับประกันว่านิสัยของเด็กทั้งสองเหมาะสมกันมาก และแค่รู้ว่าเด็กหนุ่มไม่มีทางทำร้ายหูจิ่นเหมิงก็พอใจแล้ว
ฝ่ายสืบหาคนทรยศส่งข่าวมาอย่างรวดเร็ว เพียงแต่คนที่ใจกล้าคนนี้ทำให้จางฉุ้ยเหลียนต้องอับอาย เนื่องจากไม่ใช่ใครอื่น แต่คือจางฉุ้ยจวินน้องชายที่แม้แต่พี่สาวและพี่เขยก็ไม่ชอบ ตั้งแต่หนีออกมาจากกระบวนการแชร์ลูกโซ่ ฟู่ซินก็ยอมให้เขาทำงานด้วยมาโดยตลอด จากขยะไร้ค่ากลายเป็น ‘พี่จวิน’ ที่มีหน้ามีตาอย่างทุกวันนี้
การบอกว่าเขาเป็นขยะไร้ค่าก็เพราะจางฉุ้ยเหลียนมีอคติต่อเขา ช่วงหลายปีนี้ที่เขาติดตามฟู่ซินและเห็นว่าฟู่ซินรวยได้อย่างไร แม้เขาเป็นคนโง่แต่ก็เลียนแบบออกมาได้บ้าง ยิ่งไปกว่านั้นจางฉุ้ยจวินก็ไขว่คว้าหาความสำเร็จอยู่แล้ว
มู่จิ้นหนานลงมือโหดเหี้ยมเพราะสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการทรยศหักหลัง เมื่อบอกจางฉุ้ยเหลียนแล้ว เขาก็ใช้วิธีของตนจัดการจางฉุ้ยจวิน
จางฉุ้ยเหลียนปาดน้ำตาด้วยความโมโหกับตงลี่หวาพร้อมกัดฟันด้วยความเกลียดชัง “แม่คิดว่าจะให้หนูพูดอะไรได้อีกคะ ? หนูจะไปอยู่ตรงจุดไหนได้ ? ทำไมพวกเขาไม่รู้จักโตแบบนี้ ? ทำไมถึงเลือกเดินทางถูกต้องไม่ได้ ? ต้องทำร้ายคนอื่นให้ได้ถึงจะรู้สึกว่าได้ผลประโยชน์ใช่ไหม ? ”
ตงลี่หวาก็รู้สึกขายหน้าสุด ๆ แม้แต่หล่อนก็ไม่รู้จะไปเผชิญหน้ากับฟู่ซินอย่างไร ช่วงหลายปีนี้ครอบครัวจางฉุ้ยจวินพยายามสร้างปัญหามาโดยตลอด ถ้าฟู่ซินไม่สนใจความรู้สึกของจางฉุ้ยเหลียนจะยอมช่วยเขาหรือ
ถ้าไม่มีฟู่ซิน ตอนนี้จางฉุ้ยจวินจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ทำไมยังทำเรื่องหน้าไม่อายแบบนี้ออกมาได้ และเธอยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่ว่าการทำให้ฟู่ซินล้มแล้วเขาจะได้อะไรขึ้นมา ?
จางฉุ้ยเหลียนร้องไห้ไปพลางพูดไปพลาง “ตอนแรกหนูคิดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือบ้านฟู่เฉียง ตอนนั้นหนูบอกว่าร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของฟู่ซินยังเปิดอยู่ ร้านอาหารก็แค่หยุดกิจการชั่วคราว ร้านพวกนี้ทำเงินได้ทั้งนั้น ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ขายทิ้งสักร้านแล้วเอาตัวฟู่ซินออกมาก่อนค่อยว่ากันอีกที คนยังอยู่ก็สามารถหาเงินต่อได้ แต่พวกเขาไม่ยอมฟัง คำพูดของแม่เฒ่าผูก็บอกว่าจะทิ้งฟู่ซิน หนูเลยสงสัยว่าอาจเพราะกลัวฟู่ซินทำให้ที่บ้านลำบากไปด้วยก็เลยคิดจะเก็บเงินฟู่ชินไว้ ส่วนคนแก่และเด็กจะได้ใช้ชีวิตต่อไปได้”
ตงลี่หวาพยักหน้าแสดงท่าทางเหมือนเข้าใจได้ “ฟู่ซินเข้าไปเปลี่ยนตัวเองสัก 2 ปี ตอนกลับมาก็จะยังพอมีเงินเหลืออยู่ พวกเขาเป็นพี่น้องกันก็อาจไม่ได้ทำเพราะเงินก็ได้ ลูกอย่าคิดในแง่ร้ายเลย มันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกคิด”
ทว่าคนที่อยู่เบื้องหลังจริง ๆ กลับเป็นจางฉุ้ยจวิน นี่ทำให้เธอเหมือนถูกตบปาก มันเรื่องอะไรกัน ?
จางฉุ้ยเหลียนถามมู่จิ้นหนานว่าสามารถเค้นเอาสาเหตุออกมาได้ไหม เธอไม่ได้ยกโทษให้น้องชาย เพียงแต่หวังว่ามันจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิดไว้ก็พอ
มู่จิ้นหนานไม่ได้ใส่สีตีไข่ เขาพูดอย่างใจเย็นว่าจางฉุ้ยจวินไม่พอใจ คิดว่าช่วงหลายปีนี้ที่ได้ติดตามฟู่ซิน เขาก็มีผลงานและทำงานหนักแล้วถือเป็นพี่ใหญ่ในบางพื้นที่และถือเป็นนักเลงที่มีหน้ามีตาคนหนึ่ง
ฟู่ซินยังดูแลเขาเหมือนน้องชาย แต่บางครั้งก็ลงมือลงไม้หรือด่าเขาเล็กน้อย เขาจึงเก็บกด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาคิดว่าฟู่ซินให้เงินน้อยเกินไป
ตอนเปิดร้านพวกนั้นก็ตกลงกันแล้วว่าจะแบ่งให้เขาส่วนหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ได้แค่ค่าจ้างที่พยายามลงแรงแลกมาแทบตาย แน่นอนว่ารายได้กับรายจ่ายไม่พอดีกัน
ช่วงหลายปีนี้ก็ไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ‘กู๋หว่าไจ๋’ ไปอย่างเปล่าประโยชน์ กฎที่กล่าวถึงในนั้นก็ใช้ไปถึง 6 ข้อ ด้วยเหตุนี้เขาจึงอยากเรียนรู้ฉากในภาพยนตร์คือส่งตัวฟู่ซินเข้าไปในคุก ส่วนตัวเองก็ได้ครองอำนาจเป็นพี่ใหญ่คนใหม่และทำให้ไนท์คลับ ร้านอาหารและร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของฟู่ซินเป็นของตนเอง
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนฟังคำอธิบายนี้จบแล้วก็แทบเป็นลมไปในทันที คราวนี้ไม่ได้เป็นเพราะละอายใจแต่เป็นเพราะโมโห ตอนนี้เธออยากไปตรวจดีเอ็นเอจริง ๆ ว่าตอนนั้นเธอถูกเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นทำไมเธอถึงเข้ากับครอบครัวนี้ไม่ได้ ?
นี่คือสมองของมนุษย์หรือ ? ในความเป็นจริงจะเหมือนในหนังได้อย่างไร ประเภทที่ไล่ฟู่ซินออกไป แล้วเขาก็จะกลายเป็นผู้ครอบครองทุกอย่างเอง
มันไม่ต้องผ่านขั้นตอนโอนย้ายชื่อหรืออย่างไร ? ใครหัวแข็งก็ได้เป็นเถ้าแก่แทนเลยหรือ ? ขโมยแบบหน้าด้าน ๆ โดยไม่รู้อะไรเรียกกฎหมายหรือไง ?
ไร้ยางอายได้ถึงขนาดนี้ เธอก็ไม่เหลือหน้าไปเจอใครอีกแล้ว
“ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง ? ” จางฉุ้ยเหลียนคิดจะไปตบเขาเองสักสองครั้งเพื่อเตือนสติเจ้าคนไร้สมอง
มู่จิ้นหนานตอบตามความจริง “หลังจากซ้อมเสร็จก็ให้คนหามไปส่งที่บ้านแล้ว เดาว่าคงนอนติดเตียงประมาณครึ่งปีได้”
ถ้าจางฉุ้ยเหลียนไม่ตกใจคงเป็นเรื่องโกหก แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือความจนปัญญา สุดท้ายเธอก็ยังไปหาเขาที่บ้านและก็คาดไม่ถึงว่าจะโดนเช่าหวาไล่ออกมาทั้งคนและของเยี่ยม…