เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 550 พ้นทุกข์
ตอนที่ 550 พ้นทุกข์
จางฉุ้ยเหลียนไม่คาดคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวที่ทำให้เธอทนทุกข์มานานถึงสองชาติจะจบลงเช่นนี้
ชาติก่อนเธอเป็นวัวเป็นควายยอมถูกบ้านสามีรังเกียจเพียงเพื่อให้พ่อแม่ใส่ใจและชื่นชม แต่สุดท้ายก็ไร้ประโยชน์ เพราะชะตาชีวิตควรเป็นแบบไหนก็ยังเป็นแบบนั้น
ชาตินี้เธอยังทำตัวเหี้ยมไร้ความรู้สึกไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าชาติก่อนมากแล้ว เพราะเธอแบ่งแยกถูกผิดได้ เข้าใจการจัดการปัญหาอย่างมีขอบเขต รู้ว่าตนควรให้ใจกับใคร แม้จะไม่ดีต่อพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่สนใจว่าคนอื่นจะตำหนิตัวเองอย่างไร เห็นผลประโยชน์จนลืมคุณธรรมบ้างล่ะ ถือตนว่ามีพ่อบุญธรรมร่ำรวยแล้วทิ้งพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดที่ยากไร้บ้างล่ะ เพราะหากถามใจตัวเองดูก็พบว่าบ้านหลังเก่า เธอก็ออกเงินปรับปรุงมันขึ้นมาใหม่, ภรรยาจางฉุ้ยจวิน เธอก็เป็นคนออกเงินค่าสินสอดแต่งเข้ามา, งานของเขาก็เป็นเธอออกหน้าถึงได้มีงานดีแบบนี้ แม้จะบอกว่าไม่ให้ค่าเลี้ยงดูเช่าหวากับสามี แต่ข้าว แป้ง น้ำมัน เนื้อ ผัก เสื้อผ้าก็ไม่เคยขาด เธอมักปากร้ายเสมอแต่พอจะเข้าโหมดจริงจังก็ทำไม่ได้เสียที
เธอคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว เพียงแค่เทียบกับการดูแลเซี่ยจวินและภรรยาไม่ได้เท่านั้น แต่หัวใจคนเราล้วนมีความรู้สึก คนอื่นคิดว่าบนโลกนี้จะมีใครรักเด็กที่ไม่ใช่ลูกตัวเองสุดหัวใจได้อย่างไร
เช่าหวารักจางฉุ้ยจวินจากใจจริง พอเห็นชายฉกรรจ์แบกเขากลับมาที่บ้านก็ตกใจในทันที ตอนนี้จางฉุ้ยจวินกำลังนอนอยู่บนเตียง เขาอ้าปากหายใจไปพลางด่ามู่จิ้นหนานไปพลาง ตัวหล่อนก็รู้ว่าทำไมลูกชายโดนซ้อมจนมีสภาพเป็นแบบนี้ก็เพราะเขาหักหลังฟู่ซินเท่านั้นเอง
หล่อนคิดว่าหากไม่ได้เป็นเพราะฟู่ซินมีความผิดติดตัวอยู่ แล้วตำรวจจะเอาอะไรมาจับเขาได้ ในโทรทัศน์ก็บอกว่านี่เป็นหน้าที่ของพลเมือง และพวกเขามีสิทธิอะไรมาซ้อมคนอื่น ?
เช่าหวาจะแจ้งความและปากอ้างจะฟ้องมู่จิ้นหนานด้วย ให้ตำรวจจับเขาเข้าคุกจะได้ไปอยู่กับฟู่ซิน ทว่าจางฉุ้ยจวินเห็นว่าไม่มีหลักฐานแล้วจะไปจับมู่จิ้นหนานได้อย่างไร อีกอย่างเรื่องเล็กแค่นี้จะทำให้เขาติดคุกหรือ ? ต่อให้ได้เข้าไปอยู่จริง ๆ พอออกมาแล้วจะไม่จัดการพวกหล่อนหรืออย่างไร
จางฉุ้ยจวินจึงห้ามเช่าหวา “แม่ แม่อย่าก่อเรื่องเพิ่มอีกนะ มู่จิ้นหนานเป็นใคร แม่ก็รู้ ! ไม่ว่าจะกวางตุ้งในปีนั้นหรือตงเป่ยในตอนนี้ เขาก็ปิดฟ้าได้ด้วยมือแค่ข้างเดียว นอกจากพวกเราจะมีเงินหนีออกนอกประเทศ ไม่อย่างนั้นผมต้องโดนสับเป็นชิ้นแน่ ๆ ”
เช่าหวาร้องไห้โฮบอกว่าหล่อนทนไม่ได้ หลังจากร้องไปร้องมาก็นึกถึงจางฉุ้ยเหลียน ปากก็พูดคำสาปแช่งต่าง ๆ นานาออกมาและยังบอกว่าจางฉุ้ยเหลียนต้องเป็นคนออกค่ายาและค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ใครใช้ให้เธอมีเงินล่ะ ถ้าไม่ได้เป็นเพราะเธอแล้ว บ้านหล่อนก็คงไม่ต้องมารู้จักกับคนเลวพวกนี้
จางฉุ้ยจวินมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกล่ะ ช่วงหลายปีนี้เขาเห็นมาเยอะได้ยินมามาก ฟู่ซินเป็นคนอย่างไร แม้แต่ผู้หญิงของตนยังไม่สนใจสักนิด แต่ก็เชื่อฟังจางฉุ้ยเหลียนทุกอย่าง พี่เขยก็ยังเมินใส่ แต่ฟู่ซินกลับยอมรับเขาคนนี้ทำงาน หากบอกว่าทั้งสองคนไม่มีอะไรกันเลย แน่นอนว่าเขาจะเป็นคนแรกที่ไม่เชื่อ
ผู้ชายนิสัยสถุลถ้าไม่ได้มาครองย่อมดีที่สุด ตอนพี่สาวยังไม่ได้แต่งงานก็คึกคะนองยิ่งกว่าอะไร เอาแต่เดินอ่อยไปทั่ว คนพวกนี้จะเคยเห็นผู้หญิงแบบเธอที่ไหนล่ะ ทั้งรู้หนังสือ แต่งตัวเก่ง และยังชอบพูดว่าคนที่บ้านรังแก มีฟู่ซินแล้วไม่พอ ยังไปยั่วยวนกู้จื้อเฉิงอีก ถ้ามีสองต้องเลือกหนึ่งก็ต้องเลือกคนที่มีงานและชาติกำเนิดดีกว่า หลังจากนั้นก็ยังไม่ปล่อยมือจากอีกคน คิดหาวิธีให้อีกฝ่ายทำเงินได้และเธอก็เข้าไปเป็นหุ้นส่วนอย่างสุขสบาย
ไม่ว่าพูดอย่างไรเธอก็มีฝีมือยอดเยี่ยม ลูกไม้แพรวพราวมากจริง ๆ ปกติแม้แต่พูดจาปากหวานก็ยังไม่มี เพียงแค่พูดออกมาตรง ๆ ก็ทำให้ฟู่ซินหย่าภรรยาได้ถึง 2 ครั้งและยังรักเธอหมดใจอีก คราวนี้ฟู่ซินมีปัญหา เธอก็กระโดดออกมาชี้นิ้วสั่งให้ชายโสดอย่างมู่จิ้นหนานออกโรง เขาชื่นชมยัยงูพิษนี่จากใจจริง เธอทั้งเหี้ยมและอำมหิตเกินไปแล้ว
มู่จิ้นหนานสั่งคนซ้อมเขาจนมีสภาพแบบนี้ จางฉุ้ยเหลียนจะไม่รู้เรื่องได้อย่างไร คนพวกนี้โดนจางฉุ้ยเหลียนหลอกจนหัวหมุนหมดแล้ว เรื่องโดนจับเพราะทรยศหัวหน้า แต่ไม่โดนซ้อมจนตายก็ถือว่าเมตตาแล้ว มันก็เป็นเพราะเห็นแก่หน้าจางฉุ้ยเหลียนทั้งนั้น
แต่จางฉุ้ยจวินรู้สึกกลัวจากใจจริง เขาไม่คิดว่าคนพวกนี้จะลงมือโหดเหี้ยม และตอนนี้เขารู้แล้วว่าในสายตาพี่สาวเห็นเขาเป็นตัวอะไร เข้าใจว่าทำไมเธอถึงลังเลไม่ยอมตัดเนื้อก้อนนี้ทิ้งมาโดยตลอด ที่เธอทำไม่ได้เพราะเธออยากรักษาภาพลักษณ์ผู้มีมโนธรรมและแกล้งทำตัวน่าสงสารต่อหน้าพวกผู้ชาย ช่วงหลายปีนี้เขาเฝ้าติดตามฟู่ซินเหมือนหมาตัวหนึ่งไม่มีผิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว หมาตัวนี้เป็นแค่เบี้ยล่างในการแสดงความรักระหว่างหญิงชายเท่านั้น
คิดแล้วเศร้าและก็รู้สึกคลื่นไส้ด้วย
“แม่ ต่อจากนี้เราอย่าไปสนจางฉุ้ยเหลียนอีกเลย เธอต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย ที่พวกมันซ้อมผมจะต้องเป็นคำสั่งของจางฉุ้ยเหลียนแน่นอน ยัยนั่นไม่ให้พวกมันซ้อมผมจนตายเพื่อจะได้ทิ้งบทเรียนไว้ให้ผม” จางฉุ้ยจวินนอนอยู่บนเตียง เขาทานไข่ลวกฝีมือเช่าหวาไปพลางพูดไปพลาง
“หา ? ยัยสารเลวนี่ อีตัวชั้นต่ำอำมหิต ฉันจะต้องฉีกหน้ามันเป็นชิ้น ๆ แล้วถลกหนังมันด้วย ! ” พอได้ยินว่าจางฉุ้ยเหลียนเป็นคนทำ ไฟโทสะในใจของเช่าหวาก็ลุกโชนขึ้นมาทันที
“อย่าไปสนเธอ เรากับเธออยู่กันคนละทาง เธอไม่ใช่พี่สาวผม ผมเองก็ไม่ใช่น้องชายเธออีกแล้ว คนแบบนี้จะผิดใจด้วยไม่ได้ แต่ถ้าหลบยังพอทำได้ แม่คิดดูว่าหลายปีมานี้เธอเห็นแก่ความเป็นญาติไหม ตัวเองมีเงินถึงขนาดนั้น ซื้อบ้านให้ฝั่งนั้นแต่ไม่สนใจใยดีเราเลย ลูกชายเธอออกไปเที่ยวใช้เงินตั้งหลายหมื่น แต่ตอนปีใหม่ให้อั่งเปาลูกผมแค่ 200 หยวน เห็นเราเป็นขอทานหรืออย่างไร ? แม่รู้ไหมว่าเธอให้อั่งเปาลูกฟู่ซินเท่าไหร่? ผมไม่อยากพูดจริง ๆ ว่า 1,000 หยวน คนละ 1,000 หยวน นั่นมันลูกเธอเองหรือไง ? ”
จางฉุ้ยจวินรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าและปวดใจสิ้นดี ช่วงหลายปีนี้จางฉุ้ยเหลียนเย็นชากับบ้านเขามากและยังฉลาดวางแผนเอาเปรียบสุด ๆ
เช่าหวาสูดหายใจเข้าลึก หล่อนรู้ว่าจางฉุ้ยเหลียนไม่แยแสบ้านตนมาโดยตลอด แต่ก็คิดว่ามีคนแบบนี้สักคนหนึ่งก็ดีกว่าไม่มีเลยสักคน เพราะแม้แต่ขายุงก็ยังเอามาทอดทำเป็นอาหารได้
หล่อนรู้ว่าจางฉุ้ยเหลียนเป็นคนมีเงิน แต่ถึงจะมีเยอะขนาดไหนก็ไม่เอามาใช้ ไม่ว่าอย่างไรถ้าไม่มีเรือลำใหญ่ก็ข้ามแม่น้ำไม่ได้ แต่ตอนนี้หล่อนเข้าใจทุกอย่างแล้วว่าสุดท้ายก็ยังเป็นประโยค ‘สร้างภาพตบตาผู้คน’
“ฉันขอเงินจากเธอแต่ไม่เคยได้กลับมาสักเหมา แถมยังชอบถามฉันว่าจะเอาไปทำอะไร เงินพันหยวนต่อปีฉันเอาไปเล่นหมดแล้ว ฉันรู้ว่าเธอเก็บใบรับรองการโอนเงินไว้หมด” หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งหล่อนก็เผยสีหน้ารำคาญใจออกมาเล็กน้อย “ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ส่งข้าว แป้ง ธัญพืชหรือน้ำมันมาให้ พอถึงเวลาฉลองปีใหม่ก็ซื้อเสื้อผ้าให้นิดหน่อย ของพวกนั้นจะสักกี่หยวนเชียว ? ฉันอยากซื้อของให้ตัวเองหน่อยแต่มีเงินไหมล่ะ ? ของพวกนี้คือแสดงให้คนอื่นดูทั้งนั้น แสดงให้เห็นว่าเธอกตัญญูมากแค่ไหน ฮึ ก็แค่อยากสร้างชื่อเสียงในตนเองเท่านั้นแหละ”
ดังนั้นเพื่อนบ้านในละแวกนี้จึงมักบอกว่าหล่อนมีลูกสาวที่ดี มักส่งพวกของกินและเสื้อผ้ามาให้บ่อย ๆ ทุกคนเห็นเต็มสองตาและบอกว่าลูกสาวกตัญญู แต่ใครจะรู้บ้างว่าจางฉุ้ยเหลียนขี้เหนียวไม่ให้เงินเลยสักเหมา แม้หล่อนจะป่วยก็ได้แต่ออกค่าใช้จ่ายร่วมกันกับลูกชายคนละครึ่ง คนแบบนี้จะฟ้องก็ฟ้องไม่ได้เพราะชอบเอาหลักฐานกองใหญ่ออกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนมีความรับผิดชอบขนาดไหน
ตอนที่จางฉุ้ยเหลียนมาถึง สองแม่ลูกกำลังวางแผนว่าจะใช้ชีวิตในอนาคตอย่างไร เช่าหวาเข้าใจดีว่าตอนนี้ยังทำอะไรยัยลูกเวรไม่ได้ อีกฝ่ายดีกับคนนอกยิ่งกว่าครอบครัวผู้ให้กำเนิด เห็นแก่ผลประโยชน์จนลืมคุณธรรม ถือเป็นคนเนรคุณที่สุด
จางฉุ้ยจวินหวาดกลัวขึ้นสมอง หลังจากโดนซ้อมแล้วถึงได้เข้าใจว่าตนอยู่ในฐานะอะไร เขาไม่สามารถเป็นจระเข้ตัวใหญ่ได้อย่างมู่จิ้นหนาน เดิมทีพี่สาวก็ไม่สนใจอยู่แล้ว หากเขาอยากขึ้นเป็นใหญ่ย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน ส่วนเป็นเพราะอะไร เขาก็เข้าใจได้คือเธอกลัวว่าพอเขามีอำนาจแล้วจะไปฆ่าเธอนั่นเอง
จางฉุ้ยจวินยอมรับชะตาเพราะเขาเองก็หมดหนทาง ตอนนี้เขาถือเป็นคนมีหน้ามีตาในเมือง Q อยู่บ้าง หากทำธุรกิจเล็ก ๆ ก็คงพอหาเลี้ยงชีพได้แล้ว
“แม่ หลายปีนี้ผมเก็บเงินได้เยอะพอสมควร ต่อไปพวกเราจะไม่พึ่งพาจางฉุ้ยเหลียนแล้ว เราเองก็ใช้ชีวิตได้เหมือนกัน รอให้ผมหายดี แล้วผมจะหาทำเลเหมาะ ๆ เปิดร้านขายเนื้อย่าง คนฝั่งเราชอบทานเนื้อย่างเตาถ่าน ถ้าขายอย่างอื่นคงไปไม่รอด” เช่าหวาย่อมตามใจลูกชาย ในเมื่อเขาคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองทำงานสร้างรายได้ก็ต้องตามมาด้วยผลกำไรแน่นอน
จางฉุ้ยเหลียนมาเคาะประตูพร้อมของเยี่ยมจึงพบว่าไม่มีคนอยู่ที่ห้องชั้นบนเลยเดินกลับลงมาที่ชั้นล่าง หลังจากเช่าหวาเปิดประตูมาเห็นว่าเป็นจางฉุ้ยเหลียนก็ทำหน้าเหมือนเห็นศัตรูรีบเอื้อมมือออกมาผลักทันที
เพราะไม่ทันตั้งตัว เธอจึงโดนผลักจนเกือบล้มและยังไม่ทันได้ตอบโต้ก็เห็นเช่าหวายื่นมือจะตบหน้ากันแล้ว
“แกมันหน้าไม่อายรู้จักแต่รังแกน้อง ฉันจะตบแกให้ตาย ตบแกให้ตาย ! ” เดิมทีก็รักลูกชายละเลยลูกสาวอยู่แล้ว ช่วงหลายปีนี้ยังโดนจางฉุ้ยเหลียนใช้วิธีต่าง ๆ นานาทรมานไม่น้อย คิดว่าอีกฝ่ายจะให้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ กับตนบ้าง แต่ตอนนี้ลูกชายมาโดนพรรคพวกของยัยนี่ซ้อมจนมีสภาพปางตาย หล่อนจึงอยากฉีกยัยนี่ออกเป็นชิ้น ๆ ไปเลย
จางฉุ้ยเหลียนโดนตบด้วยความมึนงง หลังได้สติกลับมาก็เข้าไปจับมือเช่าหวาไว้ “แม่คิดจะทำอะไร ! ”
“ฉันจะทำอะไรอย่างนั้นหรือ ? แกยังไม่รู้แก่ใจอีกหรือไง ? ฉันจะบอกแกนะ จางฉุ้ยเหลียน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเราเดินกันคนละทาง แกทำร้ายจางฉุ้ยจวินจนกลายเป็นแบบนี้ คิดว่าฉันจะปล่อยแกไปหรือ ! ” เช่าหวาตะคอกด่ายกใหญ่จนจางฉุ้ยเหลียนไม่มีช่องให้เถียงกลับ
“พวกนั้นจะซ้อมเขาโดยไม่มีเหตุผลหรือไง ? แม่คงรู้แล้วสิว่าเขาไปทำอะไรไว้ ไม่ซ้อมให้ตายก็คือว่าเมตตาแล้ว” สีหน้าของจางฉุ้ยเหลียนเต็มไปด้วยความเฉยชา เธอโยนของเยี่ยมที่อยู่ในมือกระแทกลงพื้น
“อย่าพูดเรื่องไร้ประโยชน์พรรค์นั้น วันนี้ฉันบอกแกไว้เลยว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปบ้านเรากับแกไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก แกมีเงิน พวกเราไม่ขอ แกตายแล้ว ฉันก็จะไม่ไปเยี่ยมหลุมศพ คิดเสียว่าฉันไม่ได้คลอดแกออกมา เวลาออกไปไหนก็อย่าบอกใครว่าฉันเป็นแม่ของแก ! ” เช่าหวาพูดแบบนี้ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แน่นอนว่ามันทำให้จางฉุ้ยเหลียนปวดใจได้เสียทุกครั้งไป
ทว่าคราวนี้จางฉุ้ยเหลียนรู้สึกโล่งอก นี่มันแตกต่างจากตอนชนะคดีและได้ย้ายชื่อมาอยู่ในทะเบียนบ้านของเซี่ยจวินมากนัก จางฉุ้ยเหลียนรู้ว่าคราวนี้ครอบครัวเช่าหวาจะต้องปล่อยมือจากเธออย่างแท้จริง
“ก็ดี ! เรื่องนี้จะได้จบลงเสียที ! ฉันกลับล่ะ ! ” จางฉุ้ยเหลียนหันหลังและรีบสาวเท้ามาที่บันไดทันทีเพราะกลัวจะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีก
ต่อจากนั้นประมาณสิบวินาทีกว่า ๆ จางฉุ้ยเหลียนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเช่าหวาเดินตามหลัง เธอกังวลว่าเช่าหวาจะเกิดเสียใจภายหลังจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าเดิม เมื่อมาถึงหน้าประตูชั้นหนึ่งเธอก็ถอนใจด้วยความโล่งอก
“เอาของเน่า ๆ ของแกไปด้วย ฮึ ! ” จางฉุ้ยเหลียนเงยหน้ามองต้นเสียงก็เห็นเช่าหวายืนอยู่บนบันไดชั้นสองและกำลังโยนของเยี่ยมที่เธอซื้อมาลงจากบันได…