เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 551 กลับบ้าน
ตอนที่ 551 กลับบ้าน
สุดท้ายฟู่ซินก็ได้ออกมา แม้ว่าระหว่างนั้นจางฉุ้ยเหลียนจะต้องจ่ายไปเยอะมากและมู่จิ้นหนานยังต้องติดต่อกับผู้คนอีกจำนวนมากก็ตาม ความเสียหายที่มหาศาลทำให้ฟู่ซินเสียหน้าไปมากโข แต่การที่เขาไม่ต้องติดคุกหลายปีจึงถือได้ว่าในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดี
ไนต์คลับถูกสั่งปิดกิจการ แต่ร้านอื่น ๆ ของเขาไม่ต้องปิดกิจการตามไปด้วย ปัญหาเลี่ยงภาษีก็คลี่คลายแล้วโดยเปลี่ยนเป็นการค้างชำระค่าธรรมเนียมล่าช้าเท่านั้น แต่เพราะบัญชีบริษัทไม่มีเงินเหลือแล้ว จางฉุ้ยเหลียนจึงควักเงินออกมาเติมให้
หลังจากฟู่ซินออกมาก็ไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที ส่วนเรื่องข้ามเตาหรือเซ่นไหว้เทพเจ้ากวนอูก็ไม่ได้ทำสักอย่าง ทว่าเขาไปพบทนาย จางฉุ้ยเหลียน กู้จื้อเฉิงและมู่จิ้นหนานก่อน เขารู้ว่าคนทรยศคือจางฉุ้ยจวินและรู้ว่ามู่จิ้นหนานได้สั่นสอนจางฉุ้ยจวินแทนตนแล้ว
“เรื่องนี้จะโทษเสี่ยวจวินหมดก็ไม่ได้ ในนี้มีคนใส่สีตีไข่เยอะจะตายไป เขาก็แค่โดนคนอื่นหลอกใช้เท่านั้นเพราะอาศัยแค่เขาคนเดียวจะกล้าลงมือหรือ ? ” มู่จิ้นหนานช่วยพูดแทนจางฉุ้ยเหลียน ทว่ามันก็คือเรื่องจริง
ช่วงสองปีนี้ฟู่ซินก้าวหน้าเร็วเกินไป ผิดใจกับคนในที่แจ้งและที่ลับมากมาย ถึงแม้จะไม่ใช่การแก้แค้นโดยการลอบวางเพลิงหรือฆ่าคน แต่ช่วงดวงซวยของเขาก็มีคนเข้ามาผสมโรงอย่างมีความสุขอยู่หลายคนทีเดียว
ฟู่ซินพยักหน้าเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี “ผมเข้าใจ ที่จริงผมโดนคนจ้องเล่นงานมานานแล้ว ถ้าไม่ได้แล่เนื้อเถือหนังบ้างคงไม่ยอมปล่อยผมไปแน่ คิดจะตรวจสอบผม แต่จะตรวจเจออะไรได้”
จางฉุ้ยเหลียนถอนหายใจ “ไม่มีบัญชีของหน่วยงานไหนสะอาดหมดจด 100% แม้จะเป็นสำนักงานบัญชีก็เช่นเดียวกัน โลกมันเป็นแบบนี้ แล้วเราจะทำอะไรได้”
ทนายได้อธิบายขั้นตอนการแก้ปัญหาให้ฟู่ซินฟังทีละขั้นและถือโอกาสรับค่าธรรมเนียมที่จางฉุ้ยเหลียนต้องจ่ายให้เต็มจำนวน หลังได้ยินเรื่องนี้ สีหน้าฟู่ซินก็แย่เข้าไปใหญ่ เมื่อรอให้ทนายอธิบายเรื่องราวทั้งหมดและกำหนดเวลานัดพบกันอีกครั้งก็ให้ทนายกลับไปก่อน
ทนายคนนั้นรู้ดีว่ามีบางเรื่องต้องอาศัยคนกันเองพูดให้ชัดเจน นอกจากนี้เขายังเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมืออาชีพจึงออกจากสำนักงานฟู่ซินพร้อมเอกสารต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว
ในสำนักงานจึงเหลือเพียงมู่จิ้นหนาน จางฉุ้ยเหลียนและสามี ฟู่ซินไม่กลัวขายหน้าเพราะว่าเรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะถามความสงสัยในใจออกมา “ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกว่าแช่แข็งแค่บัญชีไนท์คลับหรือ ? แล้วทำไมเธอยังต้องจ่ายภาษีที่ขาดดุลของร้านอาหารด้วย ? เงินที่ใช้เปิดบริษัทขนส่งในต่างเมืองของพวกเธอก็อยู่ในช่วงวิกฤตแล้วยังจะเอามาทำแบบนี้ ฉันรู้สึกแย่มากเลย”
จางฉุ้ยเหลียนกระแอมเบา ๆ ใบหน้าแฝงด้วยความลำบากใจหลายส่วน “เอ่อ คือเงินที่นายให้ฉันเป็นไพ่ใบสุดท้ายนั่นเป็นเงินที่เก็บไว้ให้เด็กทั้งสองคน แล้วฉันจะกล้าแตะต้องมันได้อย่างไร”
ฟู่ซินยกมือขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ “เมื่อครู่ฉันอยากถามเธอว่าในบัญชีฉันยังมีเงินก้อนอื่นอยู่นี่นา ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ไม่น้อย มันทำเงินมาโดยตลอด เงินไหลเข้าตลอดจนถอนใช้ไม่ทัน หรือเงินเก็บบ้านฉันก็ได้นะ เธอแค่เอาตราชื่อของฉัน ตราทางราชการแล้วก็หนังสือมอบฉันทะไปให้ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้วนี่”
จางฉุ้ยเหลียนจึงเล่าท่าทีของผูซูเฟินและคนอื่นในบ้านฟู่ซินออกมา ขณะเดียวกันก็พยายามเพิ่มความคิดของตนลงไปให้มากที่สุดและพยายามทุกวิถีทางเพื่อความยุติธรรมและความสันติ
แต่เธอก็ยังทำไม่สำเร็จอยู่ดีเพราะหลังจากเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นจบ เธอก็ไม่แยแสในการปรามของกู้จื้อเฉิงและอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา “ฉันไม่รู้ว่าในช่วงสองปีนี้นายไปทำให้อะไรให้แม่ผิดหวัง คนในครอบครัวถึงได้ทิ้งนายแบบนี้ ไม่ไปเยี่ยมที่สถานคุมตัว ไม่ถามไถ่ด้วยซ้ำ”
เธอหยุดไปพักหนึ่งแล้วพูดต่อ “ตอนฉันไปที่บ้านนายแล้วบอกว่าจะพาตัวนายออกมาต้องใช้จ่ายเท่าไหร่ แม่เฒ่ากลับไม่เห็นด้วยและบอกว่าพอร้านพวกนั้นปิดก็จะไม่มีรายได้เข้าบัญชี หล่อนบอกว่าจะเก็บเงินไว้เลี้ยงหลานทั้งสองและยังกังวลว่าพอนายออกมาจะหาเงินเลี้ยงชีพไม่ได้อีก เฮอะ ฉันก็เข้าใจได้อยู่นะ แต่พี่ชายกับพี่สะใภ้ใหญ่ของนายหมายความว่าอย่างไร ถ้าพูดให้แย่หน่อยก็คงเนื้อเต้นอยากให้เกิดเรื่องกับนายเร็ว ๆ ”
กู้จื้อเฉิงทนฟังไม่ได้จึงรีบดุจางฉุ้ยเหลียน “พอได้แล้ว หยุดพูดเรื่องไม่มีมูลเสียที”
จางฉุ้ยเหลียนโมโห “ฉันพูดผิดหรือไงคะ? คนเป็นเพื่อนอย่างพวกเราวิ่งไปโน้นไปนี่เพื่อช่วยเขา แต่คนในครอบครัวไม่แม้แต่จะออกเงินแถมยังบอกฉันว่าอย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน คุณรู้ไหมว่าฟู่เฉียงกับเมียพูดอะไร? บอกฉันว่าอย่าคิดมากกับเรื่องพวกนี้ ถ้าสงสารเขาจริง ๆ ก็เอาเวลามาห่วงใยเด็กจะดีกว่า คุณว่ามันใช่คำพูดของคนไหม ? ยิ่งสงสารเด็กก็ควรช่วยพ่อเด็กออกมาไม่ถูกหรือ ? ”
กู้จื้อเฉิงคว้ามือจางฉุ้ยเหลียนมาจับไว้แล้วออกแรงบีบใต้โต๊ะ จางฉุ้ยเหลียนขมวดคิ้วด้วยความเจ็บและหันไปมองเขา “คุณทำอะไร ? ”
“แต่ละบ้านมีความทุกข์เป็นของตนทั้งนั้น คุณอธิบายทุกอย่างให้ชัดเจนก็พอแล้ว โชคดีที่เหล่าฟู่สนิทกับพวกเรา ไม่อย่างนั้นคงเข้าใจผิดคิดว่าคุณมาที่นี่เพราะเอาหน้าและยังไม่ลืมยุแยงตะแคงรั่วด้วย เงินก้อนนั้นใครจะออกก็ไม่เหมือนกันหรือ ? เหล่าฟู่กลับมาแล้ว แค่เขาเอาเงินมาคืนเราก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือไง ? ” หลังจากพูดจบก็ไม่ลืมที่จะปลอบฟู่ซิน “นายอย่าไปฟังเธอพูด บางครั้งผู้หญิงก็คิดไม่เป็น ฉันเองก็มองออกว่าถึงจะฉลาดแค่ไหนก็ยังมีช่วงที่เลอะเลือนกันได้ ตอนนี้เธอยังไม่ตื่นจากฝันเลยน่ะ”
ฟู่ซินฝืนยิ้มพักหนึ่ง เขารู้ว่ากู้จื้อเฉิงกลัวตนจะคิดมากเลยจงใจพูดให้ฟัง ในเวลานี้จางฉุ้ยเหลียนก็เริ่มคิดได้แล้วว่าพูดเกินไปหน่อย เธอก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิดและไม่พูดอะไรออกมาอีก
พวกเขานั่งกันได้พักหนึ่งก็แยกย้ายไปคนละทิศละทาง ฟู่ซินกลับไปที่ร้านอาหารเพื่อประชุมตรวจบัญชี ต่อจากนั้นก็ค่อยไปจัดการธุรกิจร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วสุดท้ายถึงได้จัดการความยุ่งเหยิงในไนท์คลับ
พอกู้จื้อเฉิงกลับถึงบ้านก็ตำหนิพฤติกรรมในวันนี้ของจางฉุ้ยเหลียนอย่างแรง คิดว่าจางฉุ้ยเหลียนทำตัวไม่ดี เนื่องจากนั่นเป็นเรื่องของครอบครัวคนอื่น พวกเขายังไม่รู้แน่ชัดว่านั่นคือสถานการณ์อะไรหรือสาเหตุแบบไหน ฟู่ซินไม่ใช่เด็กน้อยก็ย่อมรับมือได้อยู่แล้ว
“ก็ฉันโมโหนี่คะ ในช่วงหลายปีมานี้ฟู่ซินไม่เคยเอ่ยปากต่อว่าหรือบ่นเรื่องครอบครัวเลยสักคำ คุณคิดดูสิ เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่พวกเขาเลือกปกป้องตัวเอง ฉันก็เข้าใจนะ แต่ทำไมเอาเงินฟู่ซินมาช่วยชีวิตฟู่ซินไม่ได้ ? พวกเขาสองผัวเมียมีสิทธิอะไรไม่พอใจ พวกเขามีสิทธิอะไร ? นี่ถ้าฟู่ซินเป็นอะไรขึ้นมาแล้วเหลือทิ้งไว้แค่ลูก 2 คน พวกเขาจะทำอย่างไรคะ ? เห็นแก่เงินที่มากหน่อยเลยรับเลี้ยงไว้อย่างนั้นสิ ไม่มีเงินก็โยนทิ้งออกไปดื้อ ๆ หรือไง ยังมีมโนธรรมกันอยู่หรือเปล่า ! ฉันกลัวฟู่ซินจะโดนครอบครัวหลอกจริง ๆ นะคะ ! ”
จางฉุ้ยเหลียนมั่นใจ พูดเสียงดังฟังชัดและมีพลังราวกับคนที่ไม่ได้ยืนอยู่ตรงจุดนั้นไม่มีทางรู้หรอกว่ารสชาติมันเป็นอย่างไร
กู้จื้อเฉิงอดไม่ได้ที่จะเตือน “ผมถามคุณหน่อย ตอนที่คุณสอบมัธยมเสร็จแล้วรู้ว่าหนังสือรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยโดนทำลาย ทุนการศึกษาโดนขโมย ผู้ใหญ่ไม่มีขอบเขต คุณโมโหจนอยากตัดความสัมพันธ์กับพวกเขา ทว่าตอนนี้ก็อยู่กันมาได้ตั้งหลายปีไม่ใช่หรือ ? ถ้าไม่ได้เป็นเพราะทางนั้นเลือกตัดเอง แล้วตอนนี้คุณก็ไม่รู้จะทำอย่างไรถูกไหม”
เอาใจเราไปวัดใจคนอื่น เรื่องที่จางฉุ้ยเหลียนทำไม่ได้มาหลายสิบปีแล้ วฟู่ซินจะใจเด็ดตัดสินได้เพียงเพราะเหตุการณ์นี้แล้วทำเรื่องที่โหดร้ายออกมาหรือ ?
จางฉุ้ยเหลียนแอบเสียใจ หลังจากทบทวนแล้วเธอก็คิดว่าทำผิดไปจริง ๆ
ส่วนทางฝั่งฟู่ซินพอกลับถึงบ้านก็ทำให้พ่อแม่ พี่ชายและพี่สะใภ้ที่ไม่รู้เรื่องตกใจทันที
“กะ แกแหกคุกออกมาหรือ ? ” ฟู่เฉียงชี้หน้าน้องชายและร้องเสียงหลง “สวรรค์ ทำไมแกถึงหนีออกมา ? ”
“แหกคุก ? ” ผูซูเฟินถามลูกสะใภ้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้ามึนงง “อะไรคือแหกคุก ? ”
เจิ่งช่านช่านตกใจจนตัวสั่นไปหมด หล่อนตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “กะ ก็คือนักโทษที่หนีออกมาจากคุก น้องรอง นายหนีออกมาแล้วตำรวจจะมาจับนายนะ แล้วนายจะกลับมาทำไม ? ”
แม่เฒ่าผูตกใจจนทำอะไรไม่ถูกจึงร้องไห้ออกมาทันทีและอดด่าเขาไม่ได้ “แกมันสัตว์เดรัจฉาน แกจะกลับมาทำไม ? ถ้าแกหนีไปแล้วก็อย่ากลับมาอีก ยังอยากทำให้ครอบครัวลำบากไปด้วยหรือไง ? ฉันรู้ว่าแกมันอวดดี แกอยากฆ่าพวกเราทุกคนสินะ ! แกจะให้ลูกทั้งสองคนมีชีวิตต่ออย่างไร ! ”
พ่อฟู่รีบเข้าไปห้ามภรรยา “พูดจาเหลวไหลอะไร ? ฟังก่อนว่าเขาจะอธิบายอย่างไร อย่าคิดเพ้อเจ้อ ฟู่ซินพูดมาเร็ว มันเกิดอะไรขึ้น ! ส่วนเจ้าใหญ่ก็หุบปากแล้วฟังน้องรองพูด”
ฟู่ซินมองท่าทางตกตะลึงของครอบครัว ใบหน้าฟู่เฉียงสั่นเทา มารดาเท้าสะเอวด่าเหมือนเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้ ส่วนบิดาดูสงบนิ่งและเชื่อมั่น
เมื่อเห็นเจิ่งช่านช่านหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า ฟู่ซินก็เดาออกทันทีว่าพี่สะใภ้อยากโทรแจ้งตำรวจ เขาจึงยิ้มออกมาอย่างขมขื่นและเดินไปนั่งตรงโซฟาด้านหน้า “อาซ้อ ไม่ต้องโทรแจ้งตำรวจหรอก ที่ผมกลับมาได้เป็นเพราะตำรวจปล่อยตัวผมเอง คดีของผมคลี่คลายแล้วตอนนี้ผมไม่มีคดีติดตัว ไม่มีปัญหาอะไรอีกแล้ว ! ”
เจิ่งช่านช่านเงยหน้ามองฟู่ซินด้วยความประหลาดใจ โทรศัพท์ในมือหล่นกระแทกพื้น ส่วนแม่เฒ่าผูตะโกนออกมาด้วยความดีใจ “ว่าอะไรนะ ? ไม่มีอะไรแล้วจริงนะ ? ปล่อยแกออกมาแล้วจริงนะ ? ” ขณะพูดมือทั้งสองข้างก็ประสานกันและบ่นพึมพำออกมาว่า “อมิตาพุทธ ขอบคุณพุทธองค์ที่คุ้มครอง ! ”
ใบหน้าหล่อนเต็มไปด้วยความดีใจและลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่ด่าลูกชายอย่างไรบ้าง หล่อนแสดงความดีใจออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ “ช่วงหลายวันนี้แม่ไม่ได้นอนหลับดี ๆ เลยสักวัน คอยสวดอ้อนวอนขอให้พุทธองค์คุ้มครองลูก สวรรค์คงสงสารแม่ สุดท้ายก็ปล่อยแกออกมา ! ”
สีหน้าฟู่ซินเรียบนิ่ง ร่างกายที่เอนพิงโซฟาซูบผอมกว่าก่อนหน้านี้หลายกิโลกรัม ใบหน้าก็ดูแก่ขึ้นมาก บนศีรษะยังมีสีขาว ๆ เทา ๆ แซมอยู่จำนวนมาก
“เถ้าแก่มู่สั่งงานลูกน้อง ฉุ้ยเหลียนและสามีออกเงิน ทุ่มแรงไปไม่น้อยถึงจะเอาตัวผมออกมาได้ ! บนโลกนี่น่ะ ขอทวยเทพไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เวลาจัดการปัญหาต้องพึ่งเงิน เพราะเงินจัดการได้ทุกอย่าง ! ”
สีหน้าแม่เฒ่าผูด้านชาขึ้นมาทันที หล่อนนึกถึงเรื่องที่จางฉุ้ยเหลียนมาคุยด้วยในวันนั้น ในเมื่อคนพวกนี้สามารถพาตัวลูกชายออกมาได้ ถ้าเช่นนั้นเรื่องที่มาขอเงินจากที่บ้านก็ต้องปกปิดไว้ไม่อยู่แล้วแน่นอน
หลังจากครุ่นคิดก็พูดกับลูกชายว่า “นั่นมันคนกันเอง บ้านเขาจ่ายไปเท่าไหร่เดี๋ยวบ้านเราจ่ายคืนให้ จะให้อีกฝ่ายลงทั้งกายทั้งใจและยังเสียเงินอีกได้อย่างไร ? พอพูดถึงเรื่องนี้ ที่จริงแล้วจางฉุ้ยเหลียนก็เคยมาคุยกับแม่เหมือนกัน แม่เป็นคนแก่คนหนึ่งไม่เข้าใจอะไร คิดว่าในเมื่อลูกเข้าไปแล้วก็ออกมาไม่ได้หรอก ดังนั้นสู้เก็บเงินในบ้านไว้ให้เด็ก ๆ ดีกว่า แม่เลยไม่ให้เงินเธอไป ถ้ารู้ว่าเธอจะทำสำเร็จแบบนี้ แม่ก็คงให้เงินไปแล้ว”
แต่ฟู่ซินแสดงท่าทางเหมือนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก เขาหลับตาและโบกมืออย่างเหนื่อยล้า “มันผ่านไปแล้วครับ เดี๋ยวผมค่อยเอาเงินไปใช้คืนพวกเขาก็ได้แล้ว เฮ้อ…” เขาถอนหายใจยาว ๆ “ถือว่าฟาดเคราะห์ก็แล้วกัน ! ”
ฟู่เฉียงพูดด้วยรอยยิ้มเปี่ยมคำขอโทษ “รอดพ้นจากทุกข์มาได้ก็ต้องมีสุขตามมาแน่นอน น้องรอง ต่อไปนายต้องมีลาภก้อนโตแน่ ๆ ”
เขายังบ่นจางฉุ้ยเหลียน มู่จิ้นหนานและคนอื่นอีกว่า “คนพวกนี้ก็จริง ๆ เลย ไม่บอกบ้านเราสักคำ ทำจนเราคุมสติไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นตอนที่นายกลับมา เราจะตกใจกันได้อย่างไร จริงไหม ? ถ้ารู้แบบนี้ฉันคงไม่ทำงานแล้วขับรถออกไปรับนายมาแล้ว ! ”
ฟู่ซินเพียงหลบตาและนั่งเงียบ ๆ เจิ่งช่านช่านและสามีจึงหันมาสบตากันแล้วพูดกับฟู่ซินด้วยความระมัดระวัง “น้องรอง ทานอะไรมาหรือยัง ? ถ้ายังไม่ได้ทาน อาซ้อจะไปทำบะหมี่ให้นายสักชาม ! ”
“ไม่ต้องหรอกอาซ้อ ! ” ฟู่ซินลืมตา ท่าทางแสนเย็นชา “ช่วงหลายวันนี้ต้องขอบคุณพี่ใหญ่กับอาซ้อที่ช่วยดูแลบริษัทกับร้านอาหารให้ผม งานในงานนอกคงทำให้พวกพี่เหนื่อยกันมากพอแล้ว !”