เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 552 ใจมนุษย์!
ตอนที่ 552 ใจมนุษย์!
ทันใดนั้นสีหน้าของฟู่เฉียงและภรรยาก็เปลี่ยนไปทันที เจิ่งช่านช่านยังพอแสร้งทำใจเย็นได้ ทว่าฟู่เฉียงแทบนั่งไม่ติดอีกต่อไป
เขาทำเสียงดุขึ้นมาทันที “แกหมายความว่าอย่างไร ? เราทำความสะอาดเรื่องเน่า ๆ พวกนั้นให้แก แต่แกมาว่าเรา ไหนบอกมาสิว่าช่วงหลายปีนี้แกทำอะไรลงไปบ้าง ? ทำให้พ่อแม่ทุกข์ขนาดไหน ! ”
ฟู่ซินเงยหน้ามองพี่ชายที่กำลังถลึงตาใส่และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ คนเราเปลี่ยนไปตามกาลเวลาจริง ๆ ผลประโยชน์ทำให้พี่น้องทะเลาะกันเอง และยิ่งคิดไม่ว่าพี่ชายจะกลายเป็นคนชั่วที่บิดเบือนความจริงก่อนแบบนี้
พอเจิ่งช่านช่านเห็นแบบนั้นก็รู้สึกแย่ขึ้นมา หล่อนฝืนยิ้มและพูดว่า “ทะเลาะอะไรกันคะ พูดกันดี ๆ ไม่ได้หรือ ? ”
ฟู่เฉียงกลัวภรรยา เมื่อเห็นภรรยาส่งสายตาให้เขาก็รีบหยุดและเป็นเด็กดีนั่งลงโซฟาทันที แต่แล้วก็ยังบ่นอย่างอารมณ์เสีย “พ่อแม่พูดเองเถิดว่าเขาทำตัวอย่างไร ! ฮึ ผมว่ารัฐยังสั่งสอนเขาไม่พอด้วยซ้ำ น่าจะส่งเข้าไปอีกรอบจะได้รู้ความเสียบ้าง”
คำพูดนี้ค่อนข้างแรงไปหน่อยเพราะฟู่ซินเพิ่งจะได้กลับบ้าน ผูซูเฟินเลยทนฟังต่อไม่ไหวจึงตะโกนด่าในทันที “หุบปากเน่า ๆ ของแก อีกาบนโลกก็เป็นสีดำเหมือนกันนั่นแหละ พวกแกสองคนไม่มีใครว่าใครได้ทั้งนั้น ! ”
ยามที่เจิ่งช่านช่านสังเกตสีหน้าฟู่ซิน หล่อนก็ถามด้วยความระมัดระวัง “น้องรอง เราทำไม่ถูกตรงไหนหรือเปล่า ? นายคิดดูนะ เราเองก็ไม่เข้าใจงานในบริษัทของนาย พอเกิดเรื่องขึ้นทีก็ตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเลยคิดแค่ว่าต้องเอาเงินออกมาก่อน จะปล่อยให้คนในบริษัทขโมยไปไม่ได้ พวกเรากังวลว่าแม้คนเบื้องล่างจะไม่แตะต้องเงินก้อนนี้ แต่หากทางการมาตรวจสอบแล้วปิดกิจการของนาย จะไม่หมายถึงเสียแรงเปล่าหรือ ? ”
ตอนพูดก็สะกิดแม่สามีเพื่อกระตุ้นให้ช่วยพูดสร้างความยุติธรรมหน่อย “แม่คะ ตอนนั้นพวกแม่ก็ไม่เห็นด้วยที่ทำแบบนี้ แต่เราก็ทำเพื่อลูกของนายทั้งนั้น นี่เราไม่ได้แตะต้องเงินสักเหมาเลยนะ ! ”
ผูซูเฟินก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่ใช่ใช่ มันเป็นแบบนี้ พี่ชายพี่สะใภ้ไม่ได้ทำผิดอะไร ลูกอย่าไปฟังคำพูดเหลวไหลของคนอื่น พวกเราต่างหากที่เป็นครอบครัวเดียวกัน”
ฟู่ซินลูบสันจมูก รู้สึกเพียงตัวเองเจ็บไปทั้งกายและใจ “ช่วงหลายวันนี้เด็ก ๆ สบายดีใช่ไหม ? ”
เจิ่งช่านช่านรีบตอบ “สบายดี สบายดี พวกเราไม่ได้พูดอะไรต่อหน้าเด็กทั้งสิ้น พวกเขารู้แค่ว่านายไปทำงานต่างเมือง เอ่อ คือ น้องรอง นายว่าเงินนี่…”
ทันใดนั้นฟู่ซินก็ลืมตาและพูดกับมารดา “คราวนี้ใช้เงินไม่น้อยและจางฉุ้ยเหลียนยังเป็นคนออกทั้งหมด แม่เอาเงินออกมาแล้วผมจะนำไปชดเชยที่มันขาดดุลไปก่อน นอกจากนี้ร้านอีกสองแห่งของผมก็ปิดกิจการแต่ยังต้องจ่ายค่าเช่าเหมือนเดิม ค่าใช้จ่ายในนี้มีเยอะแยะเต็มไปหมด ! ”
ผูซูเฟินขมวดคิ้ว “ปิดร้านแล้วยังต้องจ่ายค่าเช่าอะไรอีก ? เลิกทำก็จบเรื่อง ประเทศยังไม่ให้ลูกทำแล้วยังจะอวดดีอะไรอีก” หลังจากพูดจบก็บ่นต่อทันที “ลูกน่ะดื้อ ถ้าตอนนั้นทำธุรกิจเล็ก ๆ ที่มั่นคง แล้วจะต้องมาทุกข์ทรมานกับโทษนี่ได้อย่างไร ลองคิดว่าถ้าตัวเองติดคุก แล้วแม่กับพ่อจะออกไปสู้หน้าคนอื่นอย่างไร ตอนนี้แม่ไม่กล้าออกไปเดินตลาดเพราะกลัวคนอื่นจะถามว่าลูกเข้าไปได้อย่างไร”
เมื่อครู่ยังพูดอยู่เลยว่ากังวลจนนอนไม่หลับ แต่ตอนนี้บอกว่ากลัวขายหน้าจนไม่กล้าออกจากบ้าน ฟู่ซินจึงเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกในช่วงหลายปีนี้ของจางฉุ้ยเหลียนมีรสชาติอย่างไร
“ถ้าหาเงินไม่ได้จะทำให้กิจการใหญ่โตขนาดนี้ได้หรือ ? ถ้าหวังพึ่งโรงงานก๋วยเตี๋ยวของครอบครัวจะซื้อบ้านซื้อรถได้ไหม ตอนนี้แม่ออกไปเล่นไพ่ใช้เงิน 5 หยวน เมื่อก่อนใช้แค่ 1 เหมา คันเบ็ดของพ่อราคาสองพันกว่าหยวน ถ้าเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อนพวกแม่จะกล้าซื้อไหม ! ”
ฟู่ซินยิ้มอย่างเย็นชา “อาซ้อใช้สร้อยทองสร้อยเงิน พี่ใหญ่ก็ซื้อซื้อเสื้อโค้ทขนมิงค์ให้ในราคา 20,000 หยวนโดยไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ ถ้าไม่มีผม แล้วในบ้านจะใช้ชีวิตได้อย่างหรูหราขนาดนี้ไหม ? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม่บ้านที่ทำความสะอาด ซักผ้าและทำอาหารให้พวกพ่อแม่เลย ! ตอนนี้ใช้ชีวิตจนพอแล้วใช่ไหม ? อยากกลับไปมีชีวิตแบบเมื่อก่อนแล้วสินะ”
ผูซูเฟินโบกมือแล้วด่าด้วยความหงุดหงิด “ได้ได้ได้ แกเก่ง แกมีปัญญา พอใจไหม ? แกมีปัญญาถึงขนาดนั้น ทำไมเกือบเข้าไปอยู่ในคุกล่ะ ? ถ้าฉันรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ก็ไม่มีทางปล่อยให้แกทำเรื่องผิดกฎหมายแน่”
ฟู่ซินสูดหายใจเข้าลึกและพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “แม่ครับ ผมเพิ่งออกมาก็ไปจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่บริษัทและยังคุยกับทนายเรื่องคดี นอกจากนี้ยังต้องจัดการตามผลต่าง ๆ ให้ชัดเจนอีกต่างหาก พวกเราเหนื่อยกันจนแทบจะเป็นลม ผมกลับมาบ้านก็อยากนอนพัก ช่วยเลิกคุยเรื่องไร้สาระพวกนี้ได้ไหม ? ”
ผูซูเฟินตาโต “ทำไม คำพูดฉันไม่น่าฟังหรือ ? อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าแกทำอะไรไปบ้าง แกกลับมาเพื่อเอาเงินล่ะสิ แกจะเอาเงินไปทำอะไร ? ยังคิดใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย อยากเอาไปก่ออาชญากรรมอีกหรือไง”
หล่อนเท้าสะเอว น้ำเสียงเด็ดขาด “ฉันจะบอกแกเลยนะ คราวนี้ฉันไม่ให้เงินแกสักเหมา ฉันจะไม่ปล่อยให้แกทำลายครอบครัวนี้ ! ”
ฟู่ซินฉีกยิ้มพร้อมความโมโห “นั่นเงินของผม เป็นเงินในบัญชีบริษัท ศาลก็บอกไว้แล้วว่าผมต้องคืนเงิน แม่ไม่ให้เงินแล้วผมจะคืนเขาอย่างไร ? ”
พูดถึงตรงนี้ผูซูเฟินก็เริ่มลังเล คิดว่าตรงตามหลักการนี้จริง ๆ ในที่สุดพ่อฟู่ก็เข้าใจเลยอดต่อว่าภรรยาไม่ได้ “ใช่ ยังติดหนี้ชาวบ้านอยู่ คุณรีบไปเอาเงินออกมา เขาจะได้เอาไปคืน”
เจิ่งช่านช่านเข้าไปห้ามพ่อสามีและถามฟู่ซินด้วยใบหน้าห่วงใย “น้องรอง ใช่ว่าพี่อยากพูดนะ แต่นายบอกว่าจางฉุ้ยเหลียนจ่ายเงินให้ นั่นไม่มีบันทึกในบัญชีหรือรายละเอียดใด ๆ เลยนะ จ่ายไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แถมจ่ายที่ไหนบ้างล่ะ นายไม่คิดบ้างหรือ ? ฉันรู้ว่าช่วงหลายปีนี้ความสัมพันธ์ของพวกนายดีมาตลอด แต่พี่น้องแท้ ๆ ยังมีบัญชีเลย นายจะสับสนไม่ได้นะ”
ฟู่ซินเลิกคิ้ว “เงินก้อนนี้เถ้าแก่มู่และทนายเป็นคนดำเนินการ จางฉุ้ยเหลียนเป็นคนออกเงิน สามคนสามบัญชี ก็สอดคล้องกัน ทว่าแรงกายแรงใจที่พวกเขาทุ่มเทไปยังมากกว่าเงินก้อนนี้ ! ”
“ใช่ ใช่!” เจิ่งช่านช่านย่อตัวนั่งลงอย่างเศร้าสร้อยและพูดด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ “ก็จริง คนพวกนี้เก่งกว่าพวกเรา คราวนี้พวกเขาก็ช่วยนายไว้ ถ้าจะสนิทกับพวกเขาก็สมควรแล้ว”
ฟู่ซินไม่สนใจและไม่อยากนึกถึงความคิดลึกล้ำในนั้น หลังจากลุกขึ้นเขาก็เดินไปที่ห้องขณะเดียวกันก็พูดกับทุกคนว่า “ผมจะเข้าไปนอน แม่เอาเงินออกมา แล้วพรุ่งนี้ผมจะเอาไปคืนเขา แล้วไปประชุมต่อที่บริษัท ! ”
ไม่ว่าก่อนหน้านี้คนในครอบครัวจะวางแผนอย่างไร ฟู่ซินก็คิดแต่ในทางที่ดี มีบางเรื่องที่ปล่อยผ่านได้ก็ปล่อยผ่านไป ครอบครัวปรองดองถึงจะเจริญรุ่งเรือง
หลังได้รับเงินคืนจากฟู่ซิน จางฉุ้ยเหลียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ คนไม่ใช่พืชที่จะไร้อารมณ์ความรู้สึก ถึงจะเป็นคนแบบฟู่ซินก็ยังใจแข็งไม่ลง แต่ไม่รู้ว่าเขาจะปล่อยวางได้ไหม…
กู้จื้อเฉิงย้ายงานไปที่เมืองใหญ่แล้ว ในเวลาปกติเขาจะติดต่อกับมู่จิ้นหนานและน้องสาวอยู่บ่อยครั้ง ส่วนจิ้นเหวินได้เข้ารับราชการในมณฑลนานแล้วยังก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ จนมีงานยุ่งกว่าเขาแล้ว
หลังได้รับความสนับสนุนจากมู่จิ้นหนานและจิ้นเหวิน บริษัทขนส่งของกู้จื้อเฉิงจึงสามารถตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว หลังจับมือกับนายน้อยสกุลซือถู กู้จื้อเฉิงก็ได้รับออเดอร์ใหญ่เป็นครั้งแรก
กลุ่มบริษัทยาที่ใหญ่สุดในเมืองหลวงกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ร้านขายยารายใหญ่ในตลาดแทบทุกแห่งได้สั่งยาจำนวนมากจากกลุ่มเภสัชกรรม M การได้ทำสัญญาขนส่งทางการแพทย์นี้เพียงพอที่จะเอาชนะผลงานในช่วงห้าปีที่ผ่านมาได้เลย
นี่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี สำหรับกู้จื้อเฉิงคือกำลังใจยิ่งใหญ่ เมื่อมีสัญญานี้แล้วเขาก็ตัดสินใจพาคนในครอบครัวมาอยู่ในเมืองหลวง เหตุผลแรกคือคุณภาพการศึกษาของเมืองหลวงสูงกว่า สองคือมีศักยภาพด้านกำลังซื้อมากกว่า สามคือครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า เขารู้สึกสบายใจกว่า
แต่ตอนนี้ไม่ใช่โอกาสดีที่สุดหรอก และไม่ใช่แค่จางฉุ้ยเหลียนคิดเท่านั้นเพราะพ่อแม่บุญธรรมก็ยังคิดแบบนี้ ธุรกิจร้านซ่อมรถของเซี่ยจวินเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด การโอนหรือปิดกิจการเป็นอะไรที่ทำให้กังวลจริง ๆ ธุรกิจของจางฉุ้ยเหลียนก็เพิ่งเติบโต เธอเลยไม่อยากปล่อยมือตอนนี้ อีกอย่างพวกเธอก็เพิ่งซื้อบ้านหลังนี้ไม่นาน แถมยังจ่ายเงินก้อนโตเพื่อปรับปรุงใหม่ นี่เพิ่งอยู่ไปได้เท่าไรเอง สรุปคือไม่ว่าจะมองด้านไหนก็เป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น
กู้จื้อเฉิงอยากส่งของได้ปริมาณมาก ๆ แถมตัวเขาเองก็ประเมินธุรกิจนี้แล้ว ตอนนี้ในประเทศยังมีบริษัทขนส่งแบบนี้น้อยมาก เขาจึงคิดว่ามันดูมีอนาคตสุด ๆ
จางฉุ้ยเหลียนรู้ว่าเขาได้รับประสบการณ์จากการประมูลสัญญาครั้งก่อนจึงคิดว่าการเดินไปข้างหน้าด้วยช่องทางลัดจะดีกว่า นักธุรกิจมักชอบอยู่ประโยคหนึ่งคือของที่ยังไม่มีในท้องตลาด จะสร้างความได้เปรียบให้ตัวเอง แต่น้ำในนี้ค่อนข้างลึก ในระหว่างนั้นก็ยังมีปัญหามากมายเกิดขึ้นได้
ที่เรียกว่าการขนส่งจำนวนมาก โดยทั่วไปหมายความว่ารถขนส่งนั้นยาว สูงและหนักเพราะความพิเศษของสินค้าที่ขนส่ง การอนุมัติเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการขนส่งแต่ละครั้ง นี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมบริษัทโลจิสติกส์ดังกล่าวถึงมีค่อนข้างน้อย เช่นการขนส่งพัดลม ใครก็ตามที่ทำงานด้านโลจิสติกส์จะรู้ว่าสิ่งนี้ทำเงินได้มากทีเดียว
ค่าขนส่งแต่ละสัญญาจะมีราคามากกว่า 20 ล้านหยวน มีโครงการใหญ่บางชิ้นต้องจ่ายขั้นต่ำถึง 50 ล้านหยวน สัญญาแบบนี้ไม่ต้องมีเยอะ ปีหนึ่งเซ็นสักหนึ่งอันสองอันก็สามารถหาเลี้ยงบริษัทขนาดใหญ่ได้แล้ว ปกติเวลาขนของน้อยก็ได้เงินมากแล้วทำไมจะไม่ทำใหญ่ ๆ ล่ะ
ทว่าในความเป็นจริงมันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ? บุคคล A จะต้องเป็นรัฐวิสาหกิจส่วนคุณสมบัติฝ่าย B คือผู้ขนส่งนั้นไม่ได้หมายถึงเพียงขนาดทุนจดทะเบียนของบริษัท แต่ยังรวมถึงอำนาจของผู้ขนส่งด้วย
ก็เหมือนเอกสารประมูลราคาที่เธอเห็นก่อนหน้านี้ ฝ่าย A คือหัวเหนิงกรุ๊ป การเซ็นสัญญากับบริษัทใหญ่ขนาดนี้หากไม่มีเหตุที่สมเหตุสมผลและเส้นสายจะทำสัญญาได้หรือ ?
จิ้นเหวินยกระดับสังคมให้กู้จื้อเฉิงอีกหนึ่งขั้นซึ่งสิ่งที่คาดหวังคือความทะเยอทะยานและทัศนคติของเขา นี่ถือเป็นเรื่องดีเพราะแสดงให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตกู้จื้อเฉิงมีการเปลี่ยนแปลงไป ทว่าสิ่งที่จางฉุ้ยเหลียนกังวลคือนิสัยของกู้จื้อเฉิงไม่เหมาะกับสังคมแบบนี้ที่สุด การเข้าร่วมสังคมและการเจรจาธุรกิจจะอยู่ควบคู่กัน สองฝ่ายต้องเจรจากันไปมา บอกว่าจะให้ผลประโยชน์อย่างไรบ้างซึ่งกู้จื้อเฉิงไม่เก่งเรื่องนี้และดูจากพลังภายนอกแล้วเขาไม่มีทางต้านทานไหวแน่นอน ด้วยนิสัยของเขาการนำหยกไปเผารวมกับหินก็ยังไม่รู้ว่ามันแปลกเลย
จากการตัดสินด้วยสายตาและใจของเธอจึงเห็นว่าแทนที่จะสัมผัสกับก้อนเมฆที่คาดไม่ถึง สู้ทำอะไรที่มันง่ายกว่า จับต้องได้มากกว่า เช่น ส่งสินค้าด่วนให้ประชาชนธรรมดายังจะดีเสียกว่าร่วมมือกับบริษัทใหญ่เสียอีก…