เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 554 เจอหลี่หมิงหยู่อีกครั้ง
ตอนที่ 554 เจอหลี่หมิงหยู่อีกครั้ง
เฉินเซี่ยวเซี่ยวและหยูเซินตะลึงในทันที ฟางลี่เองก็ตกใจ หลี่หมิงหยู่เดินเข้ามาข้างกายฟางลี่แล้วออกแรงตบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ “เจ้าเด็กนี่ ในที่สุดก็มีลูกเสียทีนะ พวกเราติดธุระเลยมาสายหน่อย นายคงไม่ถือสาหรอกนะ ! ”
ฟางลี่ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว เขาหัวเราะฮ่าฮ่าแล้วพูดว่า “นายมาได้ฉันก็ดีใจแล้ว ไอ้โยว นี่คงเป็นอาซ้อสินะ มาอาซ้อ ผมจะหาที่นั่งให้”
หลี่หมิงหยู่เหลือบมองกู้จื้อชิวแล้วเค้นเสียง ฮึ อย่างเย็นชา “ไม่ต้องหรอก พวกเรานั่งโต๊ะนี้แหละ คนกันเองทั้งนั้นจะได้พูดจาถูกคอหน่อย”
ฟางลี่คาดไม่ถึงว่าวันนี้หลี่หมิงหยู่จะให้เกียรติขนาดนี้ ถึงกับมางานครบรอบหนึ่งเดือนของลูกสาว เมื่อมองไปที่ใบหน้าสุดแสนจะเย็นชาของกู้จื้อชิว เขายังมีอะไรไม่เข้าใจอีก จึงฉีกยิ้มและลากตัวหลี่หมิงหยู่ไปด้านใน ขณะดึงก็กล่อมด้วยว่า “ตรงนี้มีที่นั่งที่ไหนล่ะ ทางนั้นมีคนที่นายรู้จักทั้งนั้น เป็นคนในที่ทำงานนายหมด ทุกคนจะได้ดื่มฉลองด้วยกันพอดี”
หลี่หมิงหยู่ดึงมือฟางลี่ออกแล้วเดินไปข้าง ๆ กู้จื้อชิว จากนั้นก็พูดกับผู้หญิงคนที่นั่งข้างหล่อนว่า “พี่สาว ผมขอนั่งตรงนี้ได้ไหม ? ”
ทันใดนั้นหยูเซินก็รีบตะโกนขึ้นมาทันที “นายกล้าดีอย่างไรมาบอกให้ผู้หญิงลุกให้ ? จริง ๆ เลย ถ้านายจะนั่งก็มานั่งตรงที่ฉันนี่” หลังจากพูดจบก็พาตัวภรรยาหลี่หมิงหยู่มานั่งแทนที่ตนและพูดกับผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ ไปอีก
ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะรู้จักหยูเซินและคนอื่น ๆ เหมือนกัน ที่น่าสนใจคือหล่อนลุกขึ้นและพาลูกไปนั่งโต๊ะข้าง ๆ ส่วนสถานการณ์ในตอนนี้ คือบางคนในโต๊ะเดียวกันเริ่มมองออกว่าสถานการณ์ไม่ดีเลยเลือกลุกออกไป แต่ก็มีบางคนที่รู้ทั้งรู้ก็ยังแสร้งทำไม่เข้าใจและยังนั่งทานอาหารเพื่อรอดูละครฉากเด็ด
ตอนนี้คนที่นั่งข้างกู้จื้อชิวคือเฉินเซี่ยวเซี่ยว ส่วนคนที่นั่งข้างเฉินเซี่ยวเซี่ยวคือภรรยาของหลี่หมิงหยู่ ต่อจากนั้นก็คือหลี่หมิงหยู่ ถัดจากเขาคือหยูเซิน ส่วนฟางลี่นั่งอยู่อีกทางด้านหนึ่งของกู้จื้อชิวพร้อมกระซิบขอโทษเบา ๆ “เสี่ยวชิว ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาจะมา ต้องขอโทษด้วยนะ”
กู้จื้อชิวหันหน้ามาหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เมื่อก่อนเขาเอาชนะฉันไม่ได้และตอนนี้ก็เหมือนกัน”
ไม่รอให้พูดจบก็ได้ยินหลี่หมิงหยู่ถามด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ “คุณหนูใหญ่กู้ ตอนนี้ไปรับตำแหน่งสูงอยู่ที่ไหนล่ะ ? ได้ยินว่าคุณทำได้ไม่เลวนี่ ทำเงินได้ก้อนใหญ่เลยใช่ไหม ? ”
กู้จื้อชิวพูดด้วยความใจเย็น “พูดอย่างไรดีนะ มันก็ต้องดูว่าเงินก้อนนั้นสำหรับใครเรียกใหญ่หรือเปล่าน่ะ ในสายตานายเงินสองสามหมื่นหยวนก็ถือว่าเป็นก้อนโตแล้ว แต่ในสายตาฉันการมีเงินสองสามหมื่นหยวนไม่นับว่าเป็นคนมีเงิน”
เพิ่งเปิดปากตอบโต้กันครั้งแรก หลี่หมิงหยู่ก็หาเรื่องให้ตัวโดนตบหน้าแล้ว ทว่าหลี่หมิงหยู่จะยอมแพ้ง่าย ๆ ได้หรือ
สีหน้าหลี่หมิงหยู่เปลี่ยนไปอย่างที่คาด เขาเงียบในทันทีแต่แล้วในเสี้ยววินาทีต่อมาก็ถามตรง ๆ ว่า “ทำไม ได้กับคนที่สูงกว่าแล้วล่ะสิ ? หาเด็กโง่รวย ๆ เจอแล้วสินะ ถ้ามีเงินขนาดนั้นเธอจะวิ่งมาอยู่ที่ห่างไกลความเจริญนี่ทำไม น่าสนุกหรือไง ? ”
หลังจากพูดจบก็ไม่ให้กู้จื้อชิวเถียงกลับ เขาหันไปพูดกับภรรยาต่อทันที “ทานอะไรหน่อยเถิด อย่าเอาแต่นั่งเฉย ๆ ลูกชายอยู่บ้าน แม่เราต้องทำของอร่อยให้เขาทานอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลนะ”
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังพูดให้กู้จื้อชิวฟัง เพื่อจะบอกว่าตอนนี้เขามีลูกชายแล้ว ไม่ใช่คนหาเช้ากินค่ำที่ไม่มีอะไรเหมือนในอดีตอีกต่อไป พอแยกจากหล่อนแล้วก็มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม
เพื่อนไม่กี่คนหันไปมองสีหน้ากู้จื้อชิวที่ยิ้มและถามว่า “มีลูกชายคนหนึ่งแล้วหรือ? น่าอิจฉานายจริง ๆ ถ้าแบบนั้นบ้านนายก็มีคนสืบสกุลแล้วสิ”
หลี่หมิงหยู่เผยสีหน้าได้ใจ แต่แล้วเขาก็ได้ยินกู้จื้อชิวพูดว่า “พวกนายยังอยู่ในสลัมหรือย้ายออกมาแล้ว ? ”
หลี่หมิงหยู่ไม่ส่งเสียงอีกต่อไป กู้จื้อชิวจึงหันไปมองภรรยาเขา ฉีกยิ้มอย่างได้ใจ และพูดว่า “ไม่ต้องระแวงไปหรอก พวกเราเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกันทั้งนั้น ฉันไม่ได้กลับมาหลายปี ไม่รู้ว่าตอนนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เมื่อก่อนอยู่ที่ถนนจินเจีย ตอนนี้บ้านเธอยังอยู่ที่เดิมไหม ? ”
ขณะพูดก็มองสำรวจภรรยาหลี่หมิงหยู่อย่างจริงจัง ได้ยินมาว่าเป็นผู้หญิงที่คนบ้านเดิมแนะนำให้ เป็นผู้หญิงดีมีคุณธรรมและใช้ชีวิตเป็น กู้จื้อชิวคิดว่าหล่อนน่าจะมีอายุประมาณ 22-23 ปี ตอนนี้ดูใสซื่อหวาดระแวง ค่อนข้างหวาดกลัวและคุมสติไม่อยู่ แค่ดูก็รู้แล้วว่าได้ออกมาเจอโลกน้อยมาก
เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นของตกยุคมาสองสามปีแล้ว แต่สภาพดูค่อนข้างใหม่และมีรอยพับเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านี่เป็นชุดที่เอาไว้ใส่ออกงาน เมื่อนึกย้อนถึงความตระหนี่ของครอบครัวหลี่หมิงหยู่ก็รู้แจ้งขึ้นมาทันที
ภรรยาหลี่หมิงหยู่ไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือกู้จื้อชิวที่ครอบครัวเกลียดขี้หน้า เพียงคิดว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากและมีความเป็นผู้หญิงเก่งสุด ๆ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายออกมาไม่ถูก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แตกต่างจากตัวเอง
หล่อนตอบกลับด้วยความเขินอาย “ยังอยู่ที่ถนนจินเจียไม่ได้ย้ายไปไหน”
“อ้อ” กู้จื้อชิวตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นก็มองหลี่หมิงหยู่ด้วยความมุ่งร้าย “หลี่หมิงหยู่ นายก็มีลูกชายแล้ว โตขึ้นก็ต้องเข้าเรียน แม้นายจะประหยัดแค่ไหนหรือไม่สนใจว่าอะไรเรียกคุณภาพชีวิต แต่ก็ควรให้ลูกมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีนะ”
ทันใดนั้นสีหน้าของหลี่หมิงหยู่ก็เปลี่ยนไป เขาหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง “บ้านเราทนลำบากและขยันทำงานหนักอยู่แล้ว อีกอย่างฉันก็ไม่เห็นบ้านหลังนั้นจะไม่มีดีตรงไหน กลับกันคือไม่ชินกับชีวิตบนตึกด้วย”
กู้จื้อชิวแกล้งถอนหายใจและพูดกับภรรยาหลี่หมิงหยู่ว่า “ใช่สิ เดิมทีบ้านพวกเขาก็ชอบเอาใจตัวเองไปวัดใจคนอื่นอยู่แล้ว มักเห็นความคิดและการใช้ชีวิตของตนดีกว่าคนอื่นเสมอ ไม่สนว่าคนอื่นจะพอใจไหม แต่ว่านะ ถ้าเธอมีความสามารถพาตัวเองไปอยู่บนตึกได้ ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาก็ไม่รังเกียจที่จะไปอยู่ด้วยหรอก ฉันจำได้ว่าเป็นคนออกเงินปรับปรุงบ้านหลังนั้นเมื่อไม่กี่ปีก่อน ถ้าไม่โดนแม่เขาห้ามไว้ ฉันคงได้สร้างห้องน้ำในบ้านไปแล้ว”
พูดมาถึงตรงนี้ ผู้หญิงคนนั้นถึงเพิ่งเข้าใจ ที่แท้สาวสวยตรงหน้าก็คือกู้จื้อชิวอดีตภรรยาที่หลี่หมิงหยู่กัดฟันพูดถึงและลูกสะใภ้จอมล้างผลาญจากปากแม่สามี
แม้หล่อนไม่รู้อะไรมาก แต่ด้วยความละเอียดอ่อนของผู้หญิงก็ทำให้รู้ดีว่าในใจนักศึกษาอย่างหลี่หมิงหยู่ยังรู้สึกไม่ชอบในตัวภรรยาคนใหม่สุด ๆ แม้ปากไม่พูดแต่พฤติกรรมที่แสดงออกมาก็มากพอแล้ว
เช่นเขาไม่เคยพูดเรื่องงานกับหล่อนมาก่อน บางครั้งรู้สึกเหมือนเขาจะรำคาญที่หล่อนถามเขาเพียงสองสามประโยค และเขาก็ชอบตำหนิหล่อนโดยไม่ใช้ความอดทนใด ๆ และเยาะเย้ยหล่อนว่าไม่รู้ความ เอาแต่ทำตัวเป็นผู้หญิงดีมีคุณธรรมตามคนอื่นสั่ง
ตอนแต่งงานใหม่ ๆ หล่อนดีใจมาก คิดว่าได้แต่งงานกับคนเรียนจบมหาวิทยาลัยคนแรกของหมู่บ้าน แต่เมื่อย้ายมาอยู่ทางนี้จึงได้พบว่ามีการใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบที่หล่อนไม่เคยชิน บางครั้งทำตามความต้องการเขาไม่ได้ก็จะโดนดูถูกว่า ‘สถุล’
มีสองสามครั้งที่หน่วยงานเขาจัดงานเลี้ยง แม่สามีถามเขาว่าทำไมไม่พาภรรยาออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง จ่ายเงินค่าของขวัญขนาดนั้น ไปสองคนจะได้ทานเยอะหน่อย เขากลับบอกว่าหล่อนบ้านนอกไม่เคยเห็นโลกมาก่อน แต่งตัวแต่งหน้าไม่เป็นดังนั้นจึงไม่พาไปด้วย
ต่อมาหล่อนลองถามจากแม่สามีถึงได้รู้ว่าภรรยาเก่าของหลี่หมิงหยู่เป็นคนเมือง ได้ยินว่าในตู้มีเสื้อผ้ามากมายจนปิดไม่ได้และต้องขัด ๆ ถู ๆ ทำตัวให้หอมก่อนถึงจะออกจากบ้านได้
ดูจากผู้หญิงในวันนี้แล้ว หล่อนก็แอบเจ็บใจ สูงต่ำสามารถแยกได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะท่าทางแบบนั้นหล่อนไม่กล้าใช้กับหลี่หมิงหยู่มาก่อน ถ้าครั้งไหนเสียงสูงขึ้นหน่อยก็จะโดนเขาด่ากลับทันที
หล่อนเงยหน้ามองหลี่หมิงหยู่พบว่าเขาโมโหจนหน้าแดงคอแดงแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ราวกับเมื่อเผชิญหน้าผู้หญิงคนนี้แล้ว ความดุร้ายและความสามารถที่เคยแสดงออกมาในอดีตก็เลือนหายไปทันที
“เฮ้ย ฮ่าฮ่า นาน ๆ ทีเสี่ยวชิวจะกลับมา ทุกคนมาเจอหน้ากันทั้งที ฉันดื่มก่อนแก้วหนึ่ง มามามา ทุกคนก็มาดื่มด้วยกัน” ฟางลี่ลุกขึ้นด้วยความลำบากใจพร้อมยกแก้วพูดกับทุกคน
หยูเซินก็ลุกขึ้นยืนและพูดกับทุกคนว่า “มามามา ดื่มด้วยกัน ดื่มด้วยกัน ! ”
หลังดื่มเสร็จทุกคนก็นั่งลงอีกครั้ง หลี่หมิงหยู่ยังคงหันหน้าไปทางกู้จื้อชิว มุมปากยกยิ้มอย่างเย็นชาแล้วถามด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ “ได้ข่าวว่าตอนนี้เธอได้ดีอยู่ในตัวเมือง แถมยังทำงานกับบริษัททัวร์ รายได้เยอะกว่าพวกเราทางนี้สุด ๆ บริษัททัวร์แบบนั้นคงมีแต่คนรวยสิท่า เธอจะแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะ ฉันจะได้เอาของขวัญไปแสดงความยินดี”
กู้จื้อชิวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วหันไปหัวเราะเบา ๆ ใส่เฉินเซี่ยวเซี่ยว “เธอดูสิ เป็นอย่างที่ฉันพูดไม่มีผิด เขาคิดว่ามีเงิน แต่ในสายตาของฉันกลับธรรมดาสุด ๆ บริษัททัวร์จะมีคนรวยอะไร คนมีเงินที่ไหนจะมาเที่ยวกับบริษัททัวร์ ? การเที่ยวแบบกลุ่มกับบริษัททัวร์ก็เพราะมันถูกไม่ใช่หรือไง ! ”
หล่อนเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก หลี่หมิงหยู่เห็นแล้วก็โมโหจนต้องกัดฟัน แต่เขายังเข้าใจตัวกู้จื้อชิวดี ที่หล่อนไม่พูดประเด็นหลักจะต้องมีสาเหตุแน่นอน
พอคิดได้แบบนี้เขาก็เลิกคิ้วแล้วถามว่า “อย่าบอกนะว่าตอนนี้ยังไม่มีแฟนอีก ? ทำไมหรือ ? หลังหย่ากับฉันแล้วก็ไม่คิดจะมีแฟนอีก คิดจะเป็นหญิงแกร่งหรือไง ? ” ขณะพูดเขาก็หัวเราะแห้ง ๆ น้ำเสียงหยาบคายพอสมควร “หรือคนจนอย่างพวกเราทำให้เธอกลัวขึ้นมาเลยคิดจะหาเลี้ยงตัวเองคนเดียว ฉันจะบอกเธอให้นะ ผู้หญิงที่คิดจะสู้ชีวิตเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง หากไม่จ่ายอะไรสักหน่อยก็ไม่มีทางทำได้แน่นอน”
จ่ายอะไรสักหน่อยแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องลามก สีหน้าของกู้จื้อชิวจึงเปลี่ยนไปทันที หล่อนพูดอย่างเย็นชา “ประเทศชาติพัฒนาง่าย แต่สันดานคนเปลี่ยนยากจริง ๆ ผ่านไปนานขนาดนี้นายก็ยังเป็นคนใจแคบเหมือนเดิม ฉันเป็นคนพึ่งพาเรื่องอย่างว่าหรือ ? ตอนแต่งงานกับนาย เรามีจุดเริ่มต้นเท่ากัน แต่ฉันอาศัยความสามารถจึงได้อยู่สูงกว่านายครึ่งหนึ่ง”
ต่อจากนั้นกู้จื้อชิวก็ฉีกยิ้มเย็นชา “ช่วงวันหยุดฉันออกไปทำงานแปลภาษารัสเซียได้เงินกลับมาเยอะกว่าเงินเดือนนายเสียอีก ถ้าใช้คำพูดนายคือผู้หญิงสวยหน่อยก็ทำอะไรได้หมด แต่ฉันไม่คิดว่าแค่อาศัยความสวยแล้วคนต่างประเทศจะคุยกันรู้เรื่อง ! ”
หลี่หมิงหยู่กระแทกแก้วเบียร์กับโต๊ะ ทันใดนั้นกู้จื้อชิวก็ตาโตและพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “นายกระแทกแก้วใส่ใครมิทราบ ? นายมีปัญหากับฉันหรือไง ? ต้องให้ฉันพูดไหมว่าทำไมถึงหย่ากับนาย นายเป็นผู้ชายแต่เอาเรื่องของฉันพูดไปทั่ว ฉันก็ไม่ถือสาเอาความ ตอนนี้ยังคิดจะทำตัวอวดดีต่อหน้าฉัน นายลองดูสิ ดูว่าฉันจะกล้าจัดการนายต่อหน้าคนตั้งมากตั้งมายขนาดนี้ไหม ! ”
ภรรยาหลี่หมิงหยู่ตกตะลึงในทันที หล่อนมองกู้จื้อชิวอย่างไม่อยากเชื่อสายตา คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดกับสามีหล่อนโหดขนาดนี้ ต่อจากนั้นก็หันไปมองหลี่หมิงหยู่ แต่แล้วก็ตกใจยิ่งกว่าเพราะหลี่หมิงหยู่ไม่กล้าระเบิดออกมาด้วยซ้ำ เขาเพียงเงยหน้าแล้วกระดกเบียร์เข้าปาก หลังจากลุกขึ้นยืนแล้วก็ชี้หน้ากู้จื้อชิว “เธอมันเหี้ยม ! ”
หลังจากพูดจบก็หมุนตัวจะเดินออกไป เมื่อภรรยาได้สติก็รีบวางตะเกียบและซอยเท้าวิ่งตามไปทันที…