เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 555 ลนลาน
ตอนที่ 555 ลนลาน
กู้จื้อชิวเข้าใจผิดว่าเรื่องจบลงเพียงเท่านี้ ตนกับหลี่หมิงหยู่ก็ถือว่าเป็นคู่ที่เลิกกันไปนาน แม้ว่าบรรยากาศในการพบกันอีกครั้งจะค่อนข้างอึดอัด แต่หล่อนไม่มีทางกลัวนิสัยน่ารังเกียจอย่างเขาแน่นอน
มีคำกล่าวประโยคหนึ่งว่า แม้ภูผาไม่เคลื่อนแต่สายธารยังไหลริน กู้จื้อชิวยังอยู่ที่นี่อีกระยะหนึ่ง แน่นอนว่าสวรรค์ไม่มีทางปล่อยหล่อนไป แม้ไม่วิ่งหาความซวย ทว่าปัญหาก็วิ่งใส่ถึงที่
ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้วต้องได้พบปะและทานข้าวกับคนคุ้นเคย ต่อจากนั้นกู้จื้อชิวก็ค่อย ๆ ได้รู้เรื่องราวของหลี่หมิงหยู่
“ตั้งแต่เธอจากไป หลี่หมิงหยู่ก็ติดต่อทุกคนน้อยลง นอกจากงานเลี้ยงที่ต้องร่วมเช่นงานมงคล งานขาวดำแล้วเขาแทบไม่โผล่หน้ามาให้เห็น” เฉินเซี่ยวเซี่ยวพูดกับกู้จื้อชิว “พวกเราถึงได้รู้ว่าพวกเธอหย่ากันก็ตอนนั้นเอง”
พูดถึงตรงนี้เฉินเซี่ยวเซี่ยวก็เผยสีหน้าดูถูกเหยียดหยามออกมา “ทุกคนถามเขาเพราะหวังดี ไม่มีใครคิดจะเยาะเย้ยเขาเลย แต่เขากลับหัวร้อนบอกว่าถ้าไม่ได้เป็นเพราะพวกเราเสี้ยมสอน เธอคงไม่จากไป เธอว่ามันเกี่ยวอะไรกับพวกเรา ? ”
กู้จื้อชิวเข้าใจความหมายของหลี่หมิงหยู่จึงพูดต่อด้วยความหดหู่ “เขาหมายความว่าถ้าพวกเธอไม่พูดว่าตรงนี้มีบ้านดี ๆ ขาย ฉันก็คงไม่อยากซื้อบ้านตลอดเวลา ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันออกไปหาเงินเพิ่มจากการแปลภาษา แต่เขาไปหาพวกเธอเพื่อให้มาพูดกล่อมฉันไม่ใช่หรือ ? ”
เอาแต่คิดอย่างโน้นอย่างนี้และมักเอาคำสอนโบราณจากบ้านเกิดมาสอนคนอื่น สิ่งที่กู้จื้อชิวไม่ชอบก็คือความพอใจของเขาที่มักรู้สึกว่าแค่มีชีวิตดีกว่าวัยเด็กก็ถือว่าดีมากแล้ว ในเวลาเดียวกันก็คิดว่าความก้าวหน้าของคนอื่นเป็นเพราะพวกเขามีหนทาง อาศัยทางลัดค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปข้างหน้า
ในความเป็นจริงก็มีคนประเภทนี้ แต่คนที่สร้างตัวจากมือเปล่าล่ะ ? เขามีวิธีสามารถปีนขึ้นไปอยู่จุดที่สูงกว่าได้ อย่างน้อยพวกเขาก็ควรพยายามเพื่อขึ้นไปอยู่จุดตรงกลางก็ยังดี สรุปคือก็ดีกว่าในจุดต่ำสุดไม่ใช่หรือ ?
แต่หลี่หมิงหยู่ไม่อยากคิดถึงเรื่องพวกนี้หรือแม้แต่พยายามดิ้นรนอีกต่อไป ในสายตาของเขา งานดี ๆ มั่นคงงานหนึ่งก็พอให้เขาไม่ต้องดิ้นรนอีกแล้ว
เขายินดีเป็นพ่อบ้าน กู้จื้อชิวเองก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่จะมาถ่วงมาดึงกันแบบนั้นคงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันต่อไม่ได้แล้ว ดังนั้นหนทางกว้างใหญ่จึงต่างคนต่างเดิน เมื่อหย่ากันแล้วก็ไม่มีใครมาถ่วงใครอีก
หลังจากหย่ากัน หลี่หมิงหยู่ก็หาผู้หญิงที่เหมาะสมเจออย่างรวดเร็ว หล่อนเป็นคนขยันและเรียบง่าย อาศัยอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลี่หมิงหยู่ ตั้งแต่เล็กก็วิ่งมาทำงานกับญาติแล้ว หล่อนเคยเป็นคนซ่อมรองเท้าและพนักงานขาย พอได้ยินว่าคนที่ผู้ใหญ่แนะนำให้คือหลี่หมิงหยู่ ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบตกลงโดยไม่คิดสักนิด
คราวนี้สกุลหลี่ยังคงไม่ต้องจ่ายเงินสักเหมา ทั้งสองคนเชิญแม่สื่อและครอบครัวฝั่งมารดามาทานอาหารร่วมกันหนึ่งมื้อและในวันนั้นผู้หญิงที่ชื่อหวังหยูก็หอบเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้มาที่บ้านสามี
หวังหยูก็เป็นคนมีโชค ต่อจากนั้นไม่นานก็ตั้งครรภ์และในปีถัดมาก็คลอดเด็กอ้วนคนหนึ่ง ทันใดนั้นพ่อแม่หลี่หมิงหยู่ก็มีเรื่องพูดทันที เมื่อเจอใครก็พูดว่าลูกสะใภ้กตัญญูและยังบอกว่าได้แต่งลูกสะใภ้ดีเข้าบ้าน สุดท้ายคนบ้านเดียวกันก็ดีกว่า
พูดถึงตรงนี้เฉินเซี่ยวเซี่ยวก็อดไม่ได้ที่จะโมโห “พวกเขาพูดไปทั่วว่าจะแต่งลูกสะใภ้คนตงเป่ยเข้าบ้านไม่ได้เด็ดขาด ลูกสะใภ้ตงเป่ยอารมณ์ร้ายเกินไป ว่าไม่ได้แตะไม่ได้ แค่ทะเลาะกันไม่กี่ประโยคก็หย่าขาดกันได้แล้ว แถมคนบ้านแม่ยังสนับสนุน ถ้านี่เป็นหมู่บ้านของพวกเขา ผู้หญิงที่แต่งออกไปแล้วถึงจะโดนซ้อมที่บ้านสามีทุกวันก็ยังมีสิทธิได้แค่ดู ถ้าหย่าละก็ บ้านแม่จะรู้สึกขายหน้าจนไม่ยอมให้กลับเข้าบ้านเลยล่ะ”
กู้จื้อชิวไม่รู้ว่าได้ยินคำพูดประโยคนี้มากี่ครั้งแล้ว เมื่อก่อนตอนคิดจะหย่าแม่สามีก็จะมาเตือนสติแบบนี้ตลอดและให้นึกถึงฐานะของตน
หลังรับประทานอาหารเสร็จ กู้จื้อชิวก็เดินกลับโรงแรม ระหว่างทางมีร้านขายผลไม้ตั้งอยู่จึงเดินเข้าไปซื้อ หล่อนเลือกส้มสองสามผลหลังจากครุ่นคิดแล้วก็เลือกซื้อแอปเปิลอีก 2 ลูก แต่ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นตรงหน้าประตูมีร่างใครสักคนเดินผ่านไป หล่อนรับรู้ได้ว่าร่างนั้นเหมือนแม่ของหลี่หมิงหยู่นั่นเอง
หล่อนยังคิดว่าตัวเองตาลายไป ต้องเป็นเพราะคุยเรื่องครอบครัวนี้ตลอดบ่ายจึงเกิดภาพหลอน
หลังจากเลือกผลไม้และจ่ายเงินเสร็จแล้ว กู้จื้อชิวก็เดินออกมาจากร้านผลไม้ ระหว่างทางมีคนขายมันเผา หล่อนเป็นเหมือนจางฉุ้ยเหลียนคือสิ่งโปรดปรานที่สุดคือมันเทศ แต่ในขณะกำลังจะเลือกก็ได้ยินคนพูดอยู่ข้าง ๆ “ฮึ ใช้เงินมั่วซั่ว”
กู้จื้อชิวจึงหันไปมองและก็พบว่าเป็นอดีตแม่สามีจริง ๆ ในอ้อมอกของอีกฝ่ายยังมีตุ๊กตาตัวอ้วนหนึ่งตัวซึ่งมีช่วงคิ้วเหมือนหลี่หมิงหยู่ 5-6 ส่วน
ต่อจากนั้นหล่อนก็หันไปพูดกับพ่อค้าว่า “ช่วยห่อมันเทศที่ทั้งใหญ่ทั้งหวานให้ฉันหน่อยค่ะ ฉันเอาหมดเลย”
เป็นธรรมดาที่พ่อค้าคนนั้นจะมีความสุข เขาแสดงออกเหมือนได้เจอลูกค้ารายใหญ่ รีบขานรับและพูดประจบว่า “ได้เลยครับ ผมจะเลือกอันที่ทั้งหวานทั้งใหญ่ให้คุณ ไม่ต้องห่วงนะครับ มันเทศของผมอร่อยแน่นอน ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่ ! ”
กู้จื้อชิวยกยิ้มที่มุมปากและจงใจพูดเสียงสูง “คนเราต้องดีกับตัวเองหน่อย อยากทานอะไรก็ทาน อยากซื้ออะไรก็ซื้อ อย่าเอาแต่ประหยัดเพราะเรื่องเล็กน้อยแล้วทำผิดกับตัวเอง”
พ่อค้าคนนั้นยิ้มด้วยความเคารพ ลูกค้าแบบนี้ควรมาวันละ 8-10 คน เขาพูดคล้อยตามกู้จื้อชิวทันที “ทำไมคุณพูดได้ถูกขนาดนี้นะ ผมเองก็คิดแบบนี้ แต่ผมน่ะไม่มีเงิน ไม่อย่างนั้นผมคงได้เพลิดเพลินบ้างแล้ว”
กู้จื้อชิวทำปากยู่แล้วพูดต่อ “ฉันเองก็เพิ่งมีชีวิตสุขสบายมา 2 ปีเองค่ะ ไอ้หยา ชีวิตเมื่อก่อนมันช่าง…จุ๊จุ๊จุ๊ ไม่พูดแล้ว น้ำตาทั้งนั้น ! ”
ทันใดนั้นแม่หลี่ก็โมโหขึ้นมาทันที หล่อนพุ่งเข้าไปตะโกนว่า “เธอหมายความว่าอะไร ? ใครให้เธอมีชีวิตไม่ดี ? เป็นเธอ ! เป็นเธอต่างหากที่ไม่รู้จักใช้ชีวิตให้มีความสุขเอง”
พ่อค้ามันเผาตกใจกับการพุ่งเข้ามาตะโกนอย่างกะทันหัน เขามองผู้หญิงสองคนด้วยสีหน้ามัวหมอง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนคนรู้จักกันสักนิด
หญิงชราสวมเสื้อผ้าธรรมดา ผ้าสีขาวสะอาดผมหงอกแล้วครึ่งหัว ในอ้อมอกมีเด็กหนึ่งคน ในมือถือถุงห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ส่วนผู้หญิงวัยรุ่นคนนี้แต่งตัวดูดีมีสไตล์ มองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่ามาจากครอบครัวฐานะดี
“ไอ้โยว นี่มันป้าหลี่ไม่ใช่หรือ ? ไม่ได้เจอกันนานแต่ทำไมป้าแก่ขึ้นขนาดนี้ล่ะ ชีวิตไม่มีความสุขหรือ ? ” กู้จื้อชิวปากกล้า ไม่ปรานีแม้อีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่กว่าเลย
“ฮึ ! ฉันมีความสุขยิ่งกว่าอะไร ดูสิ นี่คือหลานชายของฉัน หลังจากลูกชายฉันหย่ากับตัวซวยอย่างเธอแล้วก็ได้แต่งกับสาวน้อยและยังคลอดลูกชายตัวอ้วนออกมาอีก” แม่หลี่เข้ามามองกู้จื้อชิวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ผู้หญิงจอมปลอมและสุรุ่ยสุร่ายอย่างเธอยังแต่งตัวเหมือนหมาอยู่นะ แถมยังหาแฟนไม่ได้ด้วย ได้ยินว่ายังไม่ได้แต่งงานใหม่นี่ ! ”
ไปได้ยินมาจากไหน ? เรื่องนี้ไม่ต้องคิดเลยสักนิดเพราะต้องเป็นหลี่หมิงหยู่อยู่แล้ว
กู้จื้อชิวรับมันเทศมาจากพ่อค้า หลังจากจ่ายเงินแล้วก็หมุนตัวจะเดินจากไป ทว่าแม่หลี่อุ้มหลานเข้ามาขวางไว้เสียก่อน
แล้วพูดต่อด้วยความภาคภูมิใจ “ทำไมฮะ ตอนนี้คิดว่าขายหน้าแล้วหรือไง ? ฮึ ฉันบอกเธอนานแล้วว่าพอลูกชายหย่ากับเธอก็ยังได้แต่งกับสาวแรกรุ่น ส่วนเศษดอกไม้อย่างเธอไม่มีใครเอา”
กู้จื้อชิวยิ้มด้วยความโมโห หล่อนพยักหน้าพร้อมมองหญิงชราด้วยสายตาดูถูก “ป้าพูดถูกแล้ว หลี่หมิงหยู่ได้แต่งกับสาวน้อยคนหนึ่งจริง ๆ แต่ฐานะแบบเธอในประเทศจีนมีเป็นร้อยล้านคนหรือไม่ก็สักแปดสิบล้านคนได้มั้ง”
หญิงชราตกตะลึงไม่เข้าใจว่ากู้จื้อชิวพูดอะไร ได้แต่ฟังหล่อนพูดต่อ “ไม่ต้องคิดก็รู้แล้วว่าลูกสะใภ้ป้ามีฐานะอะไร ฐานะทางบ้านแย่มาก หน้าตาก็ธรรมดาสุด ๆ ห่างจากคำว่าอัปลักษณ์ขึ้นมานิดหน่อย ตัวคนก็ไม่ได้มีพรสวรรค์ ประถมเรียนไม่จบ ตัวอักษรยังรู้ไม่หมด นอกจากอายุน้อยก็ไม่มีข้อดีอะไร ดังนั้นจึงไม่รังเกียจที่ลูกชายป้าไม่มีเงิน ไม่มีบ้าน ไม่มีความสามารถและยังเป็นพ่อหม้ายไงล่ะ คนแก่คนหนุ่มถ่วงมันทั้งครอบครัวแล้วยังกล้าแต่งกับเขาอีก”
เมื่อเห็นหญิงชราโมโหจนดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ หน้าอกยกขึ้นลงราวกับจะสลบล้มพับ กู้จื้อชิวก็ตระหนักได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นแบบนี้มาโดยตลอด ชอบทำท่าทางแบบนี้ ตอนแรกหล่อนยังเข้าใจผิดว่าทำให้อีกฝ่ายโมโหจนจะเป็นลม ทว่าต่อมาก็พบว่าเป็นแค่การเสแสร้งของคนแก่เท่านั้น
กู้จื้อชิวเลิกคิ้ว “ตอนฉันแต่งกับเขาก็แค่คิดว่าเขาดีกับฉัน เดิมทีคิดว่าลูกสะใภ้ไม่ควรทำตัวอวดดีเกินไป มีความสามารถเยอะไปจะทำให้แม่ผัวไม่เหลือหน้า ความหมายของบ้านแม่ฉันคือรอให้ฉันคลอดลูกแล้วจะซื้ออพาร์ทเมนต์ขนาด 3 ห้องนอนของที่นี่ แบ่งให้พวกป้าห้องหนึ่ง พวกเราห้องหนึ่งและลูกฉันอีกห้อง รอให้หลี่หมิงหยู่มั่นคงอีกหน่อยก็ค่อยจ่ายเงินให้เขาขยับขยาย ทำให้เขาได้รับความช่วยเหลือเพิ่มในอาชีพ แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นโคลนที่ปั้นไม่ติดมือ ครอบครัวป้ามันสายตาสั้น คนเป็นแม่อย่างป้าก็รู้แต่เดินรอบเตา”
ขณะพูดก็มองสำรวจตัวหญิงชราตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาดูถูกและมุ่ยปากพูดว่า “แต่นี่มันคือชีวิตของป้า ปล่อยมือจากชีวิตดี ๆ แล้วเลือกชีวิตขื่นขม คนอื่นก็ทำอะไรไม่ได้ มีลูกสะใภ้ซื้อทองซื้อเงินให้ป้าก็ไม่รู้จักหวงแหน ดูเสื้อผ้าที่ป้าใส่สิ จิ๊จิ๊… ลูกสะใภ้ให้ป้าได้ทานเนื้อบ้างไหม ลูกสะใภ้กตัญญูถึงขนาดนั้น แล้วทำไมป้ายังใส่เสื้อผ้าที่ฉันซื้อเมื่อหลายปีก่อนอยู่เลย”
กู้จื้อชิวเผยรอยยิ้มแสนเย็นชาออกมา หลังจากนั้นก็สาวเท้าเดินออกไปทันที
หญิงชราเห็นพ่อค้ามันเผาหัวเราะเลยด่าเขาด้วยความโมโห “แกขำอะไร ? อย่างน้อยลูกชายฉันก็รับราชการ ดีกว่าคนขายมันเน่าอย่างแกหลายเท่า ! ”
หลังจากพูดจบก็ตะโกนตามหลังกู้จื้อชิว “พูดจาสวยหรู ใครเขาจะทำไม่เป็น ถ้าเก่งจริงก็หาคนที่ดีกว่าลูกชายฉันให้ได้สักคนสิ ! ”
ในใจของหญิงชรายังรู้สึกชนะสุด ๆ ยังไม่พูดถึงเรื่องอื่น ตอนนี้ตนกำลังอุ้มหลานชายตัวหนักอยู่ในอ้อมแขน เพียงแค่จุดนี้ก็ดีกว่าผู้หญิงคนนี้แล้ว มีเงินแล้วได้อะไรขึ้นมา สุดท้ายก็ไม่มีใครเอาอยู่ดี
ต่อจากนั้นอีกสองสามวัน หยูเซินก็เชิญทุกคนมาทานอาหาร ถือเป็นการรวมเพื่อนร่วมสาขาและเพื่อนร่วมงานที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เขาเรียกหลี่หมิงหยู่มาด้วย แต่ก่อนหน้านั้นยังกำชับว่าอย่าหาเรื่องกู้จื้อชิวอีก หากทำให้เรื่องใหญ่ทุกคนจะรู้สึกแย่เอาได้
ทว่าหลี่หมิงหยู่จะปล่อยโอกาสนี้ไปได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อรู้เรื่องราวในวันนั้นจากปากมารดา คราวนี้เขาตั้งใจพาภรรยาไปทำผมที่ร้านเสริมสวยหน้าบ้านจากนั้นก็ซื้อเสื้อโค้ทจากห้างมาให้อีกหนึ่งตัว ส่วนด้านในยังเลือกเสื้อสเวตเตอร์ลายดอกบัวที่ทันสมัยมากด้วย
ต่อจากนั้นสองสามีภรรยาก็เดินทางไปร้านอาหารอย่างมีความสุข ลั่นกลองรบเพื่อเตรียมฉีกหน้ากู้จื้อชิวอย่างเต็มกำลัง…