เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 557 เล่นละคร
ตอนที่ 557 เล่นละคร
ระหว่างทางกลับกู้จื้อชิวก็หัวเราะเสียงดังลั่นและพูดกับมู่จิ้นหนานว่า “ขอบคุณพี่มากที่มาช่วยเล่นละครให้ฉัน ไม่อย่างนั้นฉันคงระบายความแค้นออกมาไม่ได้”
มู่จิ้นหนานนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ เขาหันไปมองหน้ากู้จื้อชิวที่กำลังเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ตอนนี้ใบหน้าของหล่อนมีสีแดงระเรื่อ หลังจากดื่มเข้าไปเล็กน้อยน้ำเสียงก็อ่อนหวานขึ้นมาจนสัมผัสได้
ต่อจากนั้นเขาก็เบือนหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่างเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่แล้วแกล้งล้อกู้จื้อชิวว่า “ถ้าแม่เธอรู้ว่าพวกเราแกล้งเป็นคู่รักในงานรวมรุ่นก็คงหัวร้อนแน่นอน พอถึงเวลานั้นอย่ามาให้ฉันรับผิดชอบอีกรอบล่ะ”
กู้จื้อชิวตกตะลึงและต่อจากนั้นก็คลี่ยิ้มออกมาทันที เมื่อนึกถึงท่าทางประหม่าในตอนนี้ของมารดา หล่อนก็ทั้งปวดใจ ซึ้งใจ จนปัญญาและรู้สึกเสียดาย
ตั้งแต่รู้ว่าหล่อนจะออกไปทำงานต่างเมืองพักใหญ่ อันหลงก็เริ่มกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของกู้จื้อชิว กลัวถ้าหลี่หมิงหยู่รู้ว่ากู้จื้อชิวกลับมาแล้วจะทำทุกทางเพื่อทำร้ายลูกสาว
ทางฝั่งนั้นมีแค่มู่จิ้นหนานคนเดียวที่เชื่อใจได้เพราะใช้เวลาอยู่ที่นั่นหลายปีก็ย่อมมีคนรู้จักอยู่บ้าง เมื่อมีการคุ้มครองจากมู่จิ้นหนานแล้ว อดีตสามีต้องไม่กล้าทำอะไรอดีตภรรยาอีก
หลังจากที่อันหลงนอนหลับฝันดีได้สองวันก็นึกขึ้นได้ว่ามู่จิ้นหนานครองตัวเป็นโสดมานานจึงไม่รู้ว่าหากเขาได้ใกล้ชิดกับลูกสาวแล้ว ทั้งสองจะคิดอะไรกันหรือเปล่า
อันหลงคิดว่ามู่จิ้นหนานมีฐานะดี แต่ไม่มีทางที่เขาจะหลงรักลูกสาวอย่างแน่นอน หากคุณชายเช่นนี้คิดเล่นกับความรู้สึกคนอื่นขึ้นมาก็เป็นเหมือนการปอกกล้วยเข้าปากนี่เอง และการที่เขาไม่แต่งงานมาหลายปีขนาดนี้ก็ต้องมีปัญหาอะไรบางอย่าง
เมื่อลองคิดว่าจนกระทั่งตอนนี้ยังไม่ยอมแต่งงาน เรื่องนี้ต้องแย่ยิ่งกว่าอะไร เพราะแม้แต่น้ำลายของญาติที่เฝ้ากดดันก็ยังทำให้เขาสละโสดไม่ได้
ปีนี้มู่จิ้นหนานอายุ 40 ปีแล้ว หากลูกสาวต้องแต่งด้วยก็ไม่รู้ว่าเขาจะมีน้ำยาอยู่หรือเปล่า ถ้ามีลูกไม่ได้ มันก็แปลว่าหล่อนจะต้องมีชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวอีกแล้วหรือ ?
กู้จื้อชิวรู้ว่ามารดารักตนดุจแก้วตาดวงใจ ก่อนหน้านี้ก็กังวลในตัวหนุ่มเจ้าชู้คนนี้มาโดยตลอด ต่อมาพบว่าผู้ชายคนนี้ต้องเดินทางไปทั่วประเทศและไม่มีเวลามาเจอลูกสาวสักเท่าไรก็เลยวางใจได้ในที่สุด แต่แล้วเมื่อรู้ว่าทั้งสองได้มาอยู่ในเมืองเดียวกัน หัวใจของอันหลงก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง…
“แม่ไม่มีปัญหาอะไรหรอกน่า แต่กลัวคุณนายน้อยของพี่จะเข้าใจผิดมากกว่า ถ้าต้องไปอธิบายถึงที่ก็สามารถตายกันได้เลยนะ” กู้จื้อชิวพูดติดตลก น้อยมากที่จะเห็นมู่จิ้นหนานโดนกำราบ หล่อนจึงรู้สึกเพลิดเพลินกับมันมาก
เมื่อนึกถึงคุณนายน้อยที่บ้าน มู่จิ้นหนานก็อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มและส่ายศีรษะ คาดไม่ถึงว่าคนมีอำนาจยิ่งใหญ่อย่างมู่จิ้นหนานจะมาตายอยู่ในกำมือสาวน้อยคนนั้น
“จะว่าไปแล้วพี่ไปรู้จักสาวน้อยคนนี้ได้อย่างไร ไม่อยากพูดเลย แต่ต้องยอมรับว่าหล่อนน่าสนใจจริง ๆ ” ครั้งแรกที่เห็นผู้หญิงคนนั้น กู้จื้อชิวก็รู้ทันทีว่ามู่จิ้นหนานจบเห่แน่ ผู้ชายอย่างเขาโดนกินจนไม่เหลือซากหรือแม้แต่ทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนก็ว่าได้
“หลัวฮั่นเป็นครูสอนเต้น มีครอบครัวที่ใช้ได้และไม่เคยพบกับความพ่ายแพ้ตั้งแต่เด็ก ดังนั้นนิสัยจะออกมาเหมือนที่เธอเห็นคือไร้เดียงสาเกินไปและเชื่อไปหมดทุกอย่าง ครั้งแรกที่เราเจอกันคือตอนอยู่ในลานจอดรถ เทคนิคจอดรถแบบแมวสามขาของหล่อนทำให้รถฉันเป็นรอย รถคันนั้นเป็นรถที่ฉันเพิ่งซื้อมาใหม่และตอนเห็นรถฉัน หล่อนก็ตกใจจนร้องไห้โฮทันที” เมื่อนึกถึงการพบกันครั้งแรกมู่จิ้นหนานก็รู้สึกเหมือนกินน้ำผึ้งเข้าไปไม่มีผิด
บรรยากาศในรถอบอวลไปด้วยความหวานฉ่ำจนทำให้กู้จื้อชิวรู้สึกขนลุก หล่อนลูบแขนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงขอร้อง “พี่ชาย ฉันขอร้องล่ะ อย่าพูดเสียงอ่อนเสียงหวานขนาดนี้เพราะมันน่ากลัวและรับไม่ได้สุด ๆ พี่เอาความอ่อนโยนนั่นให้หลัวฮั่นเพลิดเพลินคนเดียวเถิด ฉันเพลิดเพลินด้วยไม่ไหวหรอก”
พูดถึงโจวโฉว โจวโฉวก็มา เพราะทันใดนั้นโทรศัพท์มู่จิ้นหนานก็ดังขึ้นและเมื่อกดรับสายก็มีเสียงคุณหนูหลัวฮั่นพูดด้วยความเอาแต่ใจว่าอยากทานส้มดังออกมาทันที ส่วนมู่จิ้นหนานก็รีบตอบกลับเบาๆ ทันที “ได้สิ อยากทานอะไรอีกไหม ? สตรอเบอร์รี่ลำไยพวกนี้ชอบไหม ? อ่อ ไม่ทานลำไยแต่จะทานลิ้นจี่ ได้ได้ได้ เดี๋ยวฉันซื้อไปให้นะ ! ”
กู้จื้อชิวเห็นร้านขายผลไม้อยู่ข้างทางจึงจอดรถที่หน้าร้านแล้วทั้งสองคนก็เดินลงไปเลือกซื้อผลไม้ด้วยกัน ในเวลาเดียวกันนั้นกู้จื้อชิวก็ถามด้วยความสงสัย “พี่อายุมากกว่าหล่อนหลายสิบปีแล้วจะกล่อมให้พ่อตาแม่ยายเห็นด้วยอย่างไร ? คงไม่ได้กำลังบีบบังคับหรอกนะ”
มู่จิ้นหนานเลือกสตรอเบอร์รี่อย่างละเอียดราวกับบนนั้นมีดอกไม้บานอยู่ จริงจังเสียจนทำให้กู้จื้อชิวสงสัยว่าผู้ชายคนนี้บ้าไปแล้วหรือเปล่า
“แน่นอนว่าต้องใช้ตัวตนไปพิสูจน์ให้พวกท่านเห็นอยู่แล้ว ! ให้เห็นว่านอกจากฉันแล้วพวกท่านจะหาผู้ชายที่รักลูกสาวมากถึงขนาดนี้ไม่ได้อีก” ความมั่นหน้าของมู่จิ้นหนานทำให้กู้จื้อชิวถึงกับเค้นเสียงออกมาทางจมูก แต่พอเห็นท่าทางของเขาก็ทำให้หล่อนนึกถึงพี่ชายที่บ้าน
เวลาที่ผู้ชายเจอผู้หญิงที่ชอบก็มักกลายเป็นแบบนี้หมดหรือเปล่า ปกติแล้วเวลาคนไม่เอาไหนมาเจอคนที่ชอบก็มักรอไม่ไหวที่จะทำทุกอย่างเพื่อหล่อน หรือเวลาผู้ชายสูงสง่าได้เจอกับผู้หญิงที่ถูกลิขิตไว้ เขาก็จะกลายเป็นม้าเชื่องทันที
กู้จื้อชิวอดถามไม่ได้ “แล้วเมื่อไรจะได้ดื่มเหล้ามงคลของพี่ ? แม่เฒ่ามู่คงร้อนใจจะตายแล้ว พี่คิดดูสิ ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ พี่กลับไม่เคยแต่งเมียเข้าบ้านสักครั้ง”
มู่จิ้นหนานยื่นผลไม้ให้พนักงานขายแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “ฉันก็กังวลจะตายอยู่แล้ว เธอว่าทำไมยัยเด็กคนนี้ถึงเรื่องเยอะขนาดนี้ล่ะ ? ถ้ายังไม่แต่งแล้วท้องโตขึ้นมาจนใส่ชุดเจ้าสาวไม่ได้ ต่อไปเกิดรู้สึกผิดขึ้นมาแล้วจะไม่มาบ่นฉันอีกหรือ ? ”
“ทำไมไม่ยอมแต่งล่ะ ? เพราะอยากได้พิธีแต่งงานแบบพิเศษหรือเปล่า ? ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็จดทะเบียนก่อนได้นี่ ไม่ว่าอย่างไรพี่ก็เป็นคนมีฐานะและมีชื่อเสียงนะ” ใครจะไปคิดว่ามู่จิ้นหนานก็มีวันร้อนใจเรื่องจดทะเบียนสมรสเหมือนกัน ชื่อเสียงกับฐานะของเขาถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็คงล้มเลิกไปนานแล้ว
ทว่าตอนนี้เขามีจุดอ่อนแล้วจึงไม่แข็งแกร่งเหมือนเมื่อก่อน
“เอ๊ะ หรือพี่ยังไม่ได้ขอหล่อนแต่งงาน ? ” พอกลับขึ้นรถ อยู่ ๆ กู้จื้อชิวก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ แน่นอนว่าในหัวของมู่จิ้นหนานกำลังเต็มไปด้วยเมฆหมอก
“ขอแต่งงาน เหมือนในภาพยนต์ที่มีดอกไม้ ดินเนอร์ใต้แสงเทียน แหวนเพชรและคุกเข่าอะไรพรรค์นั้นน่ะหรือ ? ”
กู้จื้อชิวพยักหน้ารัว “สาวน้อยแต่งงานเร็วขนาดนี้ก็ต้องรู้สึกไม่พอใจกันบ้างแหละ พี่คิดดูว่าเดิมทีหล่อนสามารถมีแฟนหนุ่มได้ แม้พี่จะดูดีมากก็ตาม แต่อายุสามสิบกว่าย่างสี่สิบแล้ว ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกเสียดายทั้งนั้น พี่ลองขอแต่งงานแบบโรแมนติก ทำให้หล่อนซึ้งใจจนมึนหัวแล้วก็ตอบตกลงเองไม่ใช่หรือไง ? ”
มู่จิ้นหนานคิดว่าหล่อนพูดมีเหตุผลจึงรีบพยักหน้าและสามารถทำได้ทันที จากนั้นก็เริ่มคิดว่ากู้จื้อชิวเองก็เป็นคนอาบน้ำร้อนมาก่อน หล่อนรู้ว่าพวกผู้หญิงคิดอะไรในใจ หลังจากคิดได้แบบนั้นเขาก็ฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย “ช่วงหลายปีนี้เธอติดหนี้บุญคุณฉันไม่น้อยนะ คราวนี้เธอต้องคิดวิธีขอแต่งงานให้เรียบร้อย ถ้าฉันทำสำเร็จก็จะถือว่าเธอตอบแทนบุญคุณฉันแล้วกัน”
กู้จื้อชิวตะลึงแล้วโวยวายออกมาด้วยความโมโห “พี่ยังมีหัวใจอยู่ไหม ? แม่ม่ายวัยกลางคนอย่างฉันจะรับการกระตุ้นแบบนี้ได้หรือ ? พี่คงไม่ได้จงใจโรยเกลือลงบนแผลใจฉันหรอกนะ ? อีกอย่างมันก็เป็นเรื่องของพวกพี่สองคน แล้วทำไมต้องลากตัวซวยอย่างฉันเข้าไปด้วย ฉันไม่ทำหรอก ! ”
มู่จิ้นหนานขู่กู้จื้อชิวต่อทันที “ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปอธิบายให้หลี่หมิงหยู่ฟังว่าฉันเป็นแค่คนดูแลเธอ ต่อจากนั้นก็บอกแม่เธอว่าที่จริงพวกเราสองคนคบกัน พอถึงเวลานั้นใครหัวร้อนใครขายหน้า ฉันจะไม่สนแล้วนะ”
“ถือว่าพี่โหด ! ” กู้จื้อชิวโมโหจนกัดฟัน คิดว่าในชีวิตตนมีเพื่อนนิสัยเสียเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งก็ได้
หลังจากที่หลัวฮั่นและมู่จิ้นหนานคอนเฟิร์มสถานะคนรักแล้ว ‘ตาเฒ่า’ คนนี้ก็หลอกล่อให้สาวน้อยออกมาจากบ้าน และใช้โอกาสจากการทำงานต่างเมืองพาหล่อนออกไปเที่ยวโน้นเที่ยวนี่
ตอนแรกหลัวฮั่นกังวลว่าทั้งสองคนจะทำเรื่องอะไรผิดศีลธรรม ต่อมากลับพบว่ามู่จิ้นหนานทำตามหน้าที่และไม่ทำอะไรออกนอกลู่นอกทาง ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความรู้สึก เมื่อเห็นบอสใหญ่อย่างมู่จิ้นหนานดูแลลูกสาวราวกับเด็กน้อยไม่มีผิด พวกท่านก็เริ่มวางใจและยอมรับเขาเป็นว่าที่ลูกเขยในที่สุด
ในเวลาต่อมามู่จิ้นหนานก็หาโอกาสทำลายกำแพงหัวใจสาวน้อย เฒ่าเจ้าเล่ห์กล่อมให้หลัวฮั่นออกมาจากบ้านแล้วย้ายมาอยู่กับตน นับแต่นั้นเป็นต้นมาไม่ว่าจะไปที่ไหนหรือแม้แต่ออกไปต่างประเทศก็แทบพาหลัวฮั่นไปด้วย ต่อมาหลัวฮั่นตั้งครรภ์ ฝ่ายมู่จิ้นหนานก็เข้าใจผิดว่าชีวิตคู่จะออกมาราบรื่น แต่คาดไม่ถึงว่าช่วงนี้ยัยตัวน้อยจะทำตัวมีปัญหา เพราะไม่ว่าพูดอย่างไรก็ไม่ยอมแต่งงานกับเขา
ทางฝั่งกู้จื้อชิวกำลังวางแผนขอแต่งงานให้เขา ฝั่งมู่จิ้นหนานก็แอบรับว่าที่พ่อตาแม่ยายมาอยู่ด้วย ต้องการขับเคลื่อนความรักตามหลักเหตุผล และหวังว่าเมื่อได้รับการสนับสนุนจากว่าที่พ่อตาแม่ยายแล้ว เขาจะขอแต่งงานสำเร็จ
ท้ายที่สุดคนที่นำทีมขอแต่งงานก็กลายเป็นพ่อแม่หลัวฮั่น กู้จื้อชิวกลายเป็นเด็กวิ่งงาน ในฐานะคนรุ่นเก่า แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องขอแต่งงานให้มันคึกโครมขนาดนี้ แต่ก็มองออกว่าลูกเขยในอนาคตให้ความสำคัญต่อลูกสาวจริง ๆ และแม้จะไม่พอใจที่ทำให้ลูกสาวตั้งครรภ์สักเท่าไร แต่คิดว่าไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้ต้องเกิดอยู่ดี พวกท่านกังวลว่าความลับจะเปิดเผยตอนแต่งงาน ดังนั้นดีที่สุดคือแต่งงานก่อนที่จะเห็นหลักฐานได้ชัด ส่งผลให้การขอแต่งงานต้องใช้ใจยิ่งกว่าเดิม เหมือนเป็นการสร้างของขวัญให้ลูกสาวชิ้นหนึ่ง
มู่จิ้นหนานเหมาโรงฉายภาพยนต์ เขาให้หลัวฮั่นเข้าไปดูหนังที่อยากจะดู ตอนเข้าไปในโรงหนังทั้งสองคนถือไปแค่ป๊อปคอร์น น้ำผลไม้ เมล็ดแตงโมและขนมอย่างอื่น โดยมองไม่ออกสักนิดว่าคนที่นั่งข้างหลังคือกู้จื้อชิว พ่อแม่และยังมีพี่น้องอีกหลายคนของหลัวฮั่นที่มาจากต่างเมือง
ตอนที่หนังใกล้ฉายจบ มู่จิ้นหนานบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ ส่วนหลัวฮั่นดูหนังอย่างออกรสโดยไม่สังเกตเลยสักนิด เมื่อหนังจบแล้วถึงนึกได้ว่าผู้ชายของตนพลาดตอนจบไปอย่างน่าเสียดาย
เดิมทีเมื่อหนังจบแล้วไฟในโรงจะสว่างขึ้นทันที แต่ที่แปลกคือไฟไม่สว่างและหลัวฮั่นก็ไม่กล้าลุกไปไหนจึงได้แต่นั่งอยู่ที่เดิมเงียบ ๆ
ทันใดนั้นเอง บนหน้าจอขนาดใหญ่ก็มีวิดิโอใหม่ฉายขึ้น ตอนแรกหลัวฮั่นยังลุกยืนขึ้นและพูดออกมาอย่างโอ้อวด “เอ๊ะ ! วันนั้นฉันเพิ่งได้เห็นทะเลครั้งแรกเลยนะ สวยจัง ! ”
หลัวฮั่นจำฉากนี้ได้เพราะมันเป็นตอนที่มู่จิ้นหนานพาตนไปต่างเมือง เมื่อเขาทำงานเรียบร้อยแล้วก็พาหล่อนไปที่เซียะเหมิน นั่นเป็นครั้งแรกที่หล่อนได้เห็นทะเลสีครามด้วยตา และในคราวนั้นมู่จิ้นหนานก็เดินเข้ามาพร้อมกล้องถ่ายวิดิโอ เขาบอกว่าจะบันทึกทุกช่วงเวลาที่สวยงานของพวกเราไว้
ทว่าในเวลานี้หล่อนค่อนข้างสับสน ทำไมวิดิโอส่วนตัวของพวกหล่อนจึงมาฉายในโรงภาพยนต์ได้…