เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 558 ขอแต่งงาน
ตอนที่ 558 ขอแต่งงาน
หลัวฮั่นยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หล่อนยังคงนั่งดูวิดิโอที่มู่จิ้นหนานบันทึกไว้ต่อไป
ต่อจากนั้นก็มีคนอื่นโผล่เข้าออกมาบนหน้าจอ ใครคนนั้นคือเพื่อนสนิทของหล่อนเอง สาวน้อยกล่าวคำอวยพรมากมายและหวังว่าหล่อนจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับมู่จิ้นหนานตลอดไป แล้วก็ยังมีเพื่อนสนิทอีกสองสามคน เพื่อนรวมชั้นและเพื่อนร่วมงานอีกเล็กน้อย ทุกคนต่างอวยพรหล่อนทั้งสิ้น จนถึงตอนนี้หลัวฮั่นก็เริ่มเข้าใจแล้วว่านี่คือเซอร์ไพรส์จากมู่จิ้นหนาน
สุดท้ายคนที่ออกมาพูดเป็นพ่อแม่ตนเอง สองสามีภรรยาเฒ่าพูดในขณะนั่งอยู่เคียงข้างกัน ตอนแรกเป็นความคาดหวังที่พวกท่านมีต่อมู่จิ้นหนาน พวกท่านหวังว่าเขาจะดีกับลูกสาว หลังจากนั้นแม่หลัวก็เริ่มร้องไห้และพูดออกมาอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่ “ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าลูกสาวเรากลายเป็นของคุณไปแล้วนะ ? ” หลัวฮั่นที่มองอยู่ก็ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ ซาบซึ้งใจสุด ๆ
หลังจากพ่อแม่อวยพรเสร็จแล้วก็เป็นรูปคู่ของทั้งสองคน ในท้ายที่สุดมู่จิ้นหนานก็ปรากฎตัวต่อหน้ากล้องและพูดกับหลัวฮั่นด้วยสีหน้าเขินอายเล็กน้อย “หลัวฮั่น ฉันคิดมาตลอดว่าชาตินี้จะไม่แต่งงานแล้ว แต่หลังจากได้พบเธอ ฉันก็รู้แล้วว่าชาตินี้ต้องแต่งกับเธอเท่านั้น ฉันอายุมากกว่าเธอหลายปี น่าเบื่อ นิสัยเสียและพูดคำหวานไม่เป็น แต่ฉันมีหัวใจที่ซื่อสัตย์และอดทน ฉันหวังว่าเธอจะเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์กับฉัน มาทำให้ชีวิตเราสุขสมบูรณ์ที่สุดกันเถิด หลัวฮั่น เธอจะแต่งงานกับฉันไหม ? ”
ทันใดนั้นวิดิโอก็หยุดโดยกะทันหัน ภาพบนจอขนาดใหญ่หยุดอยู่ตรงนี้ ตรงที่หน้าตามู่จิ้นหนานเต็มไปด้วยความจริงใจและมีคำบรรยายบนนั้นว่า ‘หลัวฮั่น เธอจะแต่งงานกับฉันไหม ? ’
ต่อจากนั้นไฟในโรงหนังก็สว่างขึ้นและมู่จิ้นหนานก็เดินไปกลางหน้าจอพร้อมกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ แล้วอยู่ ๆ ก็มีเสียงเชียร์จากคนรอบข้าง ส่วนหลัวฮั่นเอามือปิดปาก ขณะที่เห็นพ่อแม่กำลังวิ่งเข้ามาหาผ่านม่านน้ำตา
“พ่อแม่คะ” หลัวฮั่นคิดว่าตัวเองกำลังจะสลบ หลังจากเช็ดน้ำตาเสร็จก็เห็นพวกพี่น้องที่อยู่รอบ ๆ ที่แท้คนที่ดูหนังอยู่กับตนก็คือคนพวกนี้ แต่หล่อนไม่เคยสังเกตมาก่อน
แม่หลัวเข้ามาดึงมือหล่อนเดินลงไปข้างล่าง พาลูกสาวมาอยู่ตรงหน้ามู่จิ้นหนาน ส่วนหลัวฮั่นไม่สังเกตเห็นเลยว่ารอบกายมีทั้งตากล้องและช่างบันทึกวิดิโอมากมายมาบันทึกช่วงเวลาดีที่สุดในชีวิตเอาไว้
ต่อจากนั้นมู่จิ้นหนานก็หยิบกล่องแหวนสีแดงออกมาจากกระเป๋าหน้าอก เขาเปิดด้วยมือข้างเดียวเผยให้เห็นแหวนเพชรเม็ดโต จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองหลัวฮั่นและถามพร้อมรอยยิ้มว่า “เธอยินดีแต่งงานกับฉันไหม ? ”
หลัวฮั่นเงยหน้าร้องไห้โฮในเวลาแบบนี้ แม่หลัวจึงหัวร้อนขึ้นมา “ไอ้หยา ไอ้หยา เลิกร้องได้แล้ว อย่าตื่นเต้นเกินไป ต้องระวังร่างกายหน่อย ระวังร่างกายด้วย ! ”
ทว่าจิตใจจะถูกควบคุมง่าย ๆ ได้อย่างไร หล่อนซาบซึ้งใจมาก มากมาก มากจริงจริง หล่อนได้เจอพ่อแม่ที่ไม่ได้เจอกันนาน ได้เห็นเพื่อนเก่าอวยพร แค่นั้นก็พอใจมากแล้ว เพราะมู่จิ้นหนานพยายามอย่างหนักเพื่อไปบันทึกวิดิโอให้หล่อน แค่นี้ก็ถือเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดแล้ว
คาดไม่ถึงว่าพอไฟสว่าง คนพวกนี้ก็เข้ามาล้อมวงยินดีทำให้หล่อนตะลึงและสูญเสียสติไปในทันที
หล่อนรู้ว่ามู่จิ้นหนานรักตนมาก แต่หล่อนไม่แน่ใจว่าเขารักเพราะหล่อนอายุยังน้อยหรือรักจากใจจริง
ถูกแล้ว แม้หล่อนจะไร้เดียงสา อ่อนต่อโลกแต่ก็ไม่โง่ หล่อนจึงอยากแยกแยะให้ชัดเจนว่าต้นเหตุของความรักครั้งนี้มาจากที่ไหนและต่อไปจะเป็นอย่างไร
ทว่าตอนนี้หล่อนไม่สนอะไรอีกต่อไป หลัวฮั่นร้องไห้จนพูดไม่ออก คำพูดพันหมื่นสำลักในลำคอได้แต่ก้มหน้าก้มตาพยักหน้าและยื่นมือซ้ายออกไปให้มู่จิ้นหนานสวมแหวนที่นิ้วนางของตน
มู่จิ้นหนานลุกขึ้นยืน หลัวฮั่นทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงโผเข้าโอบกอดเขาทันที ขณะที่กอดมู่จิ้นหนานก็ร้องไห้โฮไม่หยุด มู่จิ้นหนานก็ตบหลังหล่อนเบา ๆ และปลอบด้วยความอดทน “ไม่ต้องร้องนะ ไม่ต้องร้อง เด็กโง่จะร้องไห้ทำไม ควรดีใจถึงจะถูก ! ”
แม้ปากจะพูดแบบนั้น ทว่าดวงตาของมู่จิ้นหนานก็แดงเหมือนกัน เขาไม่ได้ซาบซึ้งใจกับวิธีขอแต่งงาน แต่เพราะเขาฟังออกว่าในเสียงร้องไห้ของหลัวฮั่นมีความรู้สึกมากเพียงใด นั่นคือความเชื่อใจ ความคาดหวังและสิ่งที่มากไปกว่านั้นคือความสุข ความสุขจากก้นบึ้งหัวใจได้กระจายไปรอบตัวหล่อน
ผู้ชมที่อยู่รอบๆ น้ำตาตก พวกสาว ๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงานก็ทั้งซาบซึ้งและอิจฉา พวกเธอก็เพ้อฝันมาโดยตลอดว่าถ้ามีผู้ชายยอมขอตนแต่งงานแบบนี้ก็คุ้มแล้วชาตินี้…
ผู้หญิงคนไหนไม่เคยมีความฝันแบบนี้บ้าง ตอนพวกเรายังเด็กก็ชอบตุ๊กตาสวย ๆ น่ารัก พอเห็นตรงไหนมีเจ้าสาวอยู่ก็จะวิ่งเข้าไปดูด้วยความตื่นเต้น
ตอนนั้นพวกเราไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง แต่เราก็ชอบมองเจ้าสาวป้ายแดงและเข้าใจแค่ว่าเจ้าสาวถือเป็นผู้หญิงสวยที่สุดบนโลกนี้ มีเพียงเจ้าสาวเท่านั้นถึงจะเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด
พวกเราใส่เสื้อผ้าให้ตุ๊กตาเป็น หยิบผ้าปูที่นอนมาม้วนทำเป็นเสื้อผ้าตัวเอง เล่นกับเพื่อนคนอื่นและมักทำให้ตัวเองเป็นแม่หรือภรรยาของใครสักคน หากมีผ้าขนหนูที่พอดีก็จะเอามาคลุมศีรษะแล้วเลียนแบบตัวละครในโทรทัศน์พวกนั้น ทำเป็นเจ้าสาวที่รอเจ้าบ่าวมาเปิดผ้าคลุมหน้า
ผู้หญิงคนไหนไม่อยากมีความรักบ้าง ? ใครไม่ใจเต้นแรงกับเจ้าชายขี่ม้าขาวในเทพนิยายบ้างเล่า ? มีใครไม่อิจฉาซินเดอเรลล่าสวมรองเท้าแก้วคนนั้นบ้าง ?
เวลาเจอผู้ชายทั้งหล่อทั้งสูงบนท้องถนน ผู้หญิงคนไหนไม่หันไปมองบ้างล่ะ ตอนเข้าเรียนมีใครไม่เดาว่าเพื่อนผู้ชายที่ปล่อยออร่าออกมาตลอดเวลาจะต้องการผู้หญิงแบบไหน ใครถึงจะคู่ควรกับการเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวในใจตน
ถ้าเห็นผู้ชายคนไหนย่อตัวผูกเชือกรองเท้าให้แฟนสาวก็จะกลับบ้านพร้อมความอิจฉาและนอนไม่หลับไปหลายวัน เวลาฝนตกแล้วมีคนกางร่มให้ช่วยต้านลมต้านฝนให้ เวลาเจอปัญหาก็มีใครคนหนึ่งคอยหนุนหลังให้อย่างเอาเป็นเอาตาย แบบนั้นเป็นอะไรที่วิเศษมาก วิเศษมากจริง ๆ
ในเวลานี้หลัวฮั่นก็กำลังอยู่ในอ้อมกอดผู้ชายที่ทั้งประสบความสำเร็จ มีเสน่ห์ น่าหลงใหลและมีบุคลิกที่สง่างามด้วย กอปรกับท่าทางทะนุถนอมกลัวทำให้หล่อนบอบช้ำนั้น มีใครไม่อิจฉาบ้าง ?
กู้จื้อชิวยืนอยู่นอกวงฝูงชน ขณะมองช่างภาพถ่ายวิดิโอและเก็บภาพช่วงเวลาที่แสนสวยงามนี้ไว้ หล่อนฟังเสียงแสดงความยินดีจากทุกคนก็รู้สึกปวดใจ น้ำตาไหลอาบหน้าไม่หยุด
ในวัยนี้ตนเองก็คิดว่าความรักคือสิ่งสวยงามที่สุด ทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อถ่ายทอดความรัก ใช้ความกระตือรือร้นที่สุดมอบความรักให้อีกฝ่าย แบ่งปันสิ่งดีที่สุด ชอบที่สุดให้ชายในดวงใจคนนั้น
ทว่าตอนนี้ข้างกายเขามีเด็กอ้วนกลมอยู่และเขาก็กลายเป็นคนไร้ยางอายที่สุดสำหรับหล่อน ความสง่างามและจิตวิญญาณที่ไม่ธรรมดาในอดีตได้หายไปแบบไม่อาจหวนคืน สภาพในชุดกีฬาสีขาวและรองเท้าผ้าฝ้ายทอมือที่ไม่อาจซ่อนความมั่นใจของเด็กหนุ่มนั้น หรือจะเป็นเด็กหนุ่มที่อวดความสำเร็จหลังจบการศึกษาก็ล้วนหายไปเช่นเดียวกัน
เหลือไว้เพียงความทุเรศของสันดานมนุษย์ แม้แต่ชุดที่สง่างามของเขาก็แทบปิดวิญญาณอันเน่าเฟะไม่ไหว
กู้จื้อชิวร้องไห้แด่ความรักของตน ร้องให้อดีตอันไร้ค่าและหัวใจที่พลาดวัยที่ควรเพลิดเพลินกับความรักมากที่สุดไป
หล่อนสูดหายใจเข้าลึกขณะมองรอยยิ้มที่ปราศจากความเกลียดชังของมู่จิ้นหนาน หล่อนก็เริ่มมึนงงเล็กน้อย จำไม่ได้แล้วว่าตอนพบกันเมื่อปีนั้นตนเคยหวาดกลัวผู้ชายคนนี้มากขนาดไหน อยู่ไกลถึง 3 เมตรก็ยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจแสนอันตราย นั่นเรียกว่าการเตือนภัยจากสัญชาตญาณแบบหนึ่ง
ความรักสามารถเปลี่ยนแปลงคนได้จริง ๆ มันสามารถเปลี่ยนเราให้มีจุดอ่อน รู้จักยอมรับและกลายเป็นคนรักสงบ
หลังจากเห็นผลลัพธ์ดีที่สุดแล้ว กู้จื้อชิวก็รู้ว่าหน้าที่เสร็จสิ้นจึงเลือกเดินออกมาจากโรงภาพยนต์และกลับมาที่โรงแรมด้วยความมึนงง เมื่อล้มตัวนอนบนเตียงก็พบว่าร่างกายไร้เรี่ยวแรง เห็นได้ชัดว่าเหนื่อยขนาดไหน ทว่าอาการปวดเอวปวดหลังก็ทำให้หล่อนไม่มีอารมณ์นอนเลยสักนิด
หล่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรไปหาพี่สะใภ้หรือจางฉุ้ยเหลียนนั่นเอง บอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้จางฉุ้ยเหลียนฟัง หลังจากได้ยินว่ามู่จิ้นหนานขอแฟนแต่งงานสำเร็จ จางฉุ้ยเหลียนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งก็ดีใจมากเหมือนกัน
พอคุยไปคุยมา จางฉุ้ยเหลียนก็เริ่มจับสังเกตกู้จื้อชิวได้จึงรีบซักถามถึงสถานการณ์ของหล่อนทันที กู้จื้อชิวพูดกับพี่สะใภ้คนนี้ได้ทุกเรื่องมาโดยตลอด ในใจมีเรื่องอะไรก็ระบายให้ฟังได้หมด ราวกับมีเพียงเธอเท่านั้นที่ตนสามารถระบายและทำให้รู้สึกสบายใจได้
จางฉุ้ยเหลียนฟังอีกฝ่ายระบายเงียบ ๆ ส่วนกู้จื้อชิวนอนพูดพล่ามไร้สาระเรื่องต่าง ๆ อยู่บนเตียง จางฉุ้ยเหลียนจึงค่อยฟังออกว่ามันเกิดอะไรขึ้น เห็นได้ชัดว่าคราวนี้กู้จื้อชิวโดนโจมตีเพราะเห็นหลี่หมิงหยู่มีชีวิตแต่งงานสุขสมจึงรู้สึกอึดอัด ไม่พอใจ ไม่อยากยอมรับว่าตนตาบอดเลือกคนผิด เมื่อเห็นมู่จิ้นหนานกับหลัวฮั่นก็เริ่มท้อถอยกับความรัก ความพอใจและความคาดหวัง
ก่อนหน้านี้ ตอนที่จางฉุ้ยเหลียนอยู่ที่วิลล่าก็ได้เจอกับชายชราคนหนึ่ง ชายชราคนนั้นมาทานข้าวแต่ไม่ได้พกเงินมาด้วย ทว่าจางฉุ้ยเหลียนก็แค่ปล่อยเขาไป ในเวลาต่อมาพวกเขายังมีวาสนาร่วมกันอยู่ เพราะบริษัทของกู้จื้อเฉิงได้รับความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายอย่างมากมาย
ชายชราคนนั้นมีหลานชายหนึ่งคน เขาตัวสูง หล่อ เก่งและยังนิสัยดี เดิมทีจางฉุ้ยเหลียนคิดว่าหากกู้จื้อชิวรู้จักคนเพิ่มก็เหมือนมีตัวช่วยเพิ่มด้วย เธอจึงแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกัน ในใจไม่ได้คิดอะไรเพียงอยากให้เสี่ยวชิวรู้จักคนเพิ่มเท่านั้น
แต่คาดไม่ถึงว่าทั้งสองคนจะพัฒนาความสัมพันธ์ ทว่าต่อมาก็โดนครอบครัวฝ่ายชายต่อต้านอย่างเด็ดขาด เนื่องจากตระกูลอย่างพวกเขาไม่มีทางปล่อยให้หลานชายคนโตและทายาทธุรกิจใหญ่โตแต่งงานกับผู้หญิงที่มีภูมิหลังแบบนี้อย่างแน่นอน พวกเขาต้องการคนที่มีชาติตระกูลดีหรือเป็นลูกหลานข้าราชการระดับสูง อย่างน้อยก็ต้องมีความสามารถช่วยในด้านการเมืองหรือธุรกิจได้บ้าง ทว่าครอบครัวกู้จื้อชิวแทบไม่นับว่ามีฐานะดีอะไรเลยด้วยซ้ำ ไม่มีคนหนุนหลังและยังไร้ความสามารถ ดีที่สุดก็มีแค่บุคลิกเท่านั้นที่โดดเด่น ทว่าข้อได้เปรียบนี้ก็โดนความจริงเรื่องที่หล่อนหย่าร้างบดบังไว้ การถูกคนรวยรังเกียจจึงถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว
ในชีวิตจริงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ละทิ้งความรับผิดชอบหรือความเชื่อเพื่อความรัก คนแบบนั้นนอกจากขาดการสั่งสอนจนเกินเยียวยาแล้วก็คงไม่มีใครปลูกฝังความคิดในการทำงานหนักเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของครอบครัวตั้งแต่เด็ก
ตอนนี้ฉันมีความสุขมากแค่ไหนก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากรักษามันไว้ สภาพครอบครัวแบบพวกเขาแค่ประมาทเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เสียทุกอย่างได้แล้ว การที่ครอบครัวล้มละลายไม่เพียงสูญเสียทรัพย์สมบัติ แต่ยังรวมถึงชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนด้วย ไม่เพียงทำให้ชีวิตตัวเองพังทลาย แต่ยังลากลูกน้องและครอบครัวจำนวนไม่น้อยตามไปด้วย
กู้จื้อชิวก็เป็นคนแข็งแกร่ง ชีวิตแต่งงานครั้งแรกเป็นเพราะมุมมองแตกต่างกัน ตนรังเกียจอีกฝ่าย อีกฝ่ายเองก็คิดว่าตนขาดความเอาใจใส่ ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นอีกฝ่ายรังเกียจที่ตนไร้วัฒนธรรม และหล่อนก็ขี้เกียจเกินกว่าจะไปเอาใจหรือให้ความสำคัญกับคนอื่นแล้ว
นี่คือสามสิบปีอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำ สามสิบปีอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำที่กล่าวกัน หลังประสบพบเจอกับเรื่องนี้ กู้จื้อชิวก็ปลงตกสักที หล่อนลองมองตัวเองในความคิดคนอื่นดู การที่ตนโดนรังเกียจโดนดูถูกก็น่าจะเหมือนกับพ่อแม่หลี่หมิงหยู่โดนกระมัง
หลังจากช่วงเวลาโรแมนติกสั้น ๆ นั้น กู้จื้อชิวก็เหมือนคนไร้ความรู้สึกแล้วปิดกั้นตนเอง ไม่ว่าภายนอกจะมีชีวิตชีวาขนาดไหน ทว่าภายในใจกลับว่างเปล่า…