เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 559 ท้อง (1)
ตอนที่ 559 ท้อง (1)
กู้จื้อชิวเช็ดน้ำตา น้ำเสียงเศร้าสร้อย “พี่สะใภ้คะ ฉันไม่คู่ควรถูกรักหรือเปล่า ? ฉันมันน่ารำคาญมากเลยใช่ไหม ใช่ไหม…”
แม้แต่ตัวเองยังตอบไม่ได้ เห็นได้ว่าหล่อนใส่ใจกับมันมากขนาดไหน หล่อนไม่เข้าใจว่าทำอะไรผิดสวรรค์ถึงอยากลงโทษกันแบบนี้ เดิมทีเป็นองค์หญิงน้อยที่ผู้คนต่างอิจฉา เข้าเรียนมหาวิทยาลัยอย่างราบรื่น แต่แล้วก็เดินออกนอกลู่นอกทางอย่างช้า ๆ จนเปลี่ยนเป็นควบคุมทุกอย่างไม่ได้
จางฉุ้ยเหลียนเหมือนโดนมีดบาดใจ ทุกคำพูดของกู้จื้อชิวเปรียบเสมือนการเอามีดแทงมาบนตัวเธอ เข้าใจดีว่าเกิดจากอะไร และก็เข้าใจดีว่าใครเริ่มเรื่องทั้งหมดนี้
ถ้าไม่ได้เป็นเพราะเธอกลับชาติมาเกิดใหม่แล้วเปลี่ยนชะตาชีวิตบางอย่าง เปลี่ยนสิ่งที่ควรเกิดให้ไม่เกิดขึ้น มันจึงสร้างปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีกเป็นทอด ๆ เช่นนี้
ถ้าไม่ได้เป็นเพราะเธอตาบอดวิ่งไปผสมโรงอย่างมั่วซั่ว กู้จื้อเฉิงคงไม่ต้องเปลี่ยนสายงานก่อนมีการเลื่อนขั้นและไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ถ้าไม่ได้เป็นเพราะเธอตอนนี้ กู้เต๋อไห่คงเหลือแต่เถ้ากระดูกและถูกฝังไว้ในหลุมศพบรรพบุรุษนานแล้ว ไหนเลยจะมีชีวิตดีเหมือนตอนนี้และคงไม่หย่าร้างกับอันหลง ถ้าไม่ได้เป็นเพราะเธอเข้าไปผสมโรง ตอนนี้อันหลงคงไม่ถูกสามีทิ้งตอนแก่ แล้วลูกชายลูกสาวก็ไม่อยู่ข้าง ๆ ด้านอดีตสามีคงไม่มีคนใหม่และปล่อยให้อันหลงใช้ชีวิตอย่างเดียวดาย
ถ้าเรื่องพวกนี้ไม่เกิดขึ้น กู้จื้อชิวก็จะมีชีวิตเหมือนชาติก่อน ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา ยังเป็นผู้หญิงจอมหยิ่งยโสคนเดิม ได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดี มีครอบครัวเล็ก ๆ เป็นของตนเอง และได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสม
จางฉุ้ยเหลียนคิดว่าตนมีส่วนรับผิดชอบในการสร้างสถานการณ์เหล่านี้สุด ๆ ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของกู้จื้อชิว เธอก็รู้สึกปวดใจ ทว่าความรักไม่ใช่งาน และเธอไม่สามารถช่วยน้องสามีได้จริง ๆ
เธอจึงได้แต่ปลอบกู้จื้อชิวว่า “ไม่มีชีวิตใครราบรื่นตลอด สวรรค์ให้โอกาสทุกคนเท่ากัน กำหนดว่าชาตินี้มีรอยยิ้มเท่าไหร่ น้ำตาเท่าไหน กำหนดว่าต้องทนรับอารมณ์หรือความทุกข์เท่าไร เธอดูอย่างฉันสิ ก่อนอายุสิบแปด ฉันถือเป็นคนที่ต้องทนทุกข์บนโลกนี้เหมือนกัน ตั้งแต่เธอรู้จักจนฉันแต่งงานกับพี่ชายเธอ ก็เห็นว่ามีปัญหาเกิดขึ้นกับฉันขนาดไหน ทำไมฉันต้องแอบแต่งงาน และเธอก็รู้ว่าแม้แต่เรื่องย้ายทะเบียนบ้าน ฉันยังต้องหลอกอีกบ้านเลย”
เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นทางปลายสายเบาลง จางฉุ้ยเหลียนก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ดังนั้น ฉันทนทุกข์มาจนพอแล้ว เธอดูสิ ตอนนี้ฉันใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่ใช่หรือ ? ตอนพี่ชายเธอยังเด็กและต้องไปอยู่ที่บ้านนอกก็ต้องทนรับอารมณ์ตั้งเท่าไร ข้าวบูดกับหมั่นโถวเขาทานไปตั้งเท่าไหร่ ตอนนี้ล่ะ ? ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดีครอบครัวสงบสุข ดังนั้นที่ให้เธอลิ้มลองความผิดหวังนิดหน่อยก็เพื่อให้เธอได้มีชีวิตดีกว่าเดิมไงล่ะ”
คำพูดนี้ทำให้คนฟังสบายใจขึ้นมา หล่อนก็ไม่อยากร้องไห้อีกต่อไปแล้วจึงขยี้ตาที่แดงก่ำแล้วพูดว่า “ถะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะได้เจอคนดีกว่าเดิมใช่ไหมคะ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนพูดด้วยรอยยิ้ม “เธอดูมู่จิ้นหนานสิ ตอนหนุ่มเขาก็ลำบากไม่น้อย ลองนึกถึงพ่อแม่หูจิ่นเหมิง น้ามู่เป็นม่ายตั้งหลายปี เธอก็รู้ว่ากว่ามู่จิ้นหนานจะหาเมียได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเธอยังสาวจะกังวลอะไร ! ”
พอได้ยินถึงตรงนี้ กู้จื้อชิวก็หัวเราะออกมาทันทีแล้วพูดด้วยเสียงแหบพร่า “พี่พูดถูก ฉันเองก็คิดแบบนี้เหมือนกันค่ะ พี่ดูสิ กว่าเขาจะหาแฟนได้ก็ตั้งหลายปี ฉันก็ต้องทำได้เหมือนกัน พี่คงไม่รู้ว่าเถ้าแก่มู่เปลี่ยนไปแล้วนะ โดยเฉพาะเวลามองหลัวฮั่น ดวงตาคู่นั้นมีทั้งประกายและน้ำตา นี่ถ้าใครมาสร้างปัญหาให้หล่อน เขาคนนั้นต้องไม่พบจุดจบที่ดีอย่างแน่นอน”
จางฉุ้ยเหลียนฟังแล้วก็คิดว่านี่เหมือนตัวละครในตำนานไม่มีผิด ทว่าคราวนี้เธอยังพูดอย่างอ่อนโยน “ดูสิ เธอเข้าใจทุกอย่างแล้ว เธอก็แค่คิดไม่ตกไปชั่วขณะเท่านั้น ไม่ต้องกังวลหรอกนะ เธอไม่เห็นหรือว่าชีวิตกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีประสบการณ์ในตอนนั้น เธอก็คงคิดไม่ตกเช่นในวันนี้หรอกนะ”
กู้จื้อชิวครุ่นคิดตามก็พบว่ามันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ถ้ายึดตามนิสัยในสมัยก่อน งานในปัจจุบันจะต้องไม่ออกมาราบรื่นอย่างแน่นอน ถ้าไม่แปลภาษาหรือค้าไม้อยู่ที่นี่ หล่อนก็คงไม่ฝึกพูดภาษารัสเซียได้ชำนาญและมีมาตรฐานะขนาดนี้ หูดีมากจนแปลเป็นภาษารัสเซียได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นตอนอยู่ที่นี่จึงสามารถเลื่อนระดับได้ถึงสามขั้นและเดินมาถึงตำแหน่งนี้ได้
ในเวลานี้กู้จื้อชิวนึกถึงคำหนึ่ง ชายชราสูญเสียม้าแต่กลับเป็นโชคอันยิ่งใหญ่ ใครจะไปรู้หากตนมีชีวิตอย่างราบรื่นแล้วจะต้องเจออะไรบ้าง บางทีการเป็นแบบนี้อาจดีกว่าชีวิตแบบมารดาที่อายุห้าสิบกว่าปีแล้วต้องหย่าขาดกับสามี
( ชายชราสูญเสียม้าแต่กลับเป็นโชคอันยิ่งใหญ่ แปลว่า การสูญเสียอาจไม่ใช่เรื่องไม่ดีทว่าอาจนำไปสู่เส้นทางใหม่ ๆ อีกมากมาย )
ลองคิดดูว่าตนทุ่มเทให้กับความสัมพันธ์มากขนาดไหน และมารดาจ่ายให้ครอบครัวนี้มากเท่าไหร่ ถ้าเปลี่ยนเป็นกู้จื้อชิวแล้วไม่กลายเป็นบ้าก็ถือว่ามีสภาพออกมาดีที่สุดแล้ว เรื่องที่ตามมาเป็นชุด ๆ ต่อจากนั้นมันก็สมควรเช่นกัน ทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของมารดา ทว่าในช่วงสองปีนี้หล่อนกลับเอาความโชคร้ายของตนไปโยนใส่หัวมารดาและบีบบังคับจนหญิงชราพูดไม่ออก
ตอนนี้มาลองคิดดูแล้วก็รู้สึกอยากขอโทษมารดามาก ๆ เนื่องจากแผลบนกายลูกย่อมทำให้ใจแม่เจ็บ หล่อนได้รับความอยุติธรรมและหย่าร้าง แน่นอนว่าอันหลงที่เป็นคนชักนำให้เกิดการแต่งงานนี้คงเจ็บอยู่ทุกวันคืน
ทันใดนั้นกู้จื้อชิวก็คิดว่าตนเห็นแก่ตัวเกินไป คิดแค่ว่าตนน่าสงสารโดยไม่นึกถึงความรู้สึกของคนรอบข้าง คิดแค่ว่าคนอื่นอารมณ์ร้ายและบีบบังคับตนเท่านั้น
กู้จื้อชิวเริ่มคิดถึงมารดาแล้วจึงถามจางฉุ้ยเหลียนว่า “ช่วงนี้แม่หนูเป็นอย่างไรบ้างคะ ? อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่าแม่สบายดีไหม”
จางฉุ้ยเหลียนตอบพร้อมรอยยิ้ม “แม่อันสบายดี หลังจากพี่ชายเธอไปอยู่ต่างเมือง ฉันก็รับแม่มาอยู่ที่บ้านด้วยกัน เพิ่งไปรับมาอยู่เมื่อวานนี้เอง ตอนแรกแม่อันไม่พอใจหรอก ต่อมาฉันบอกว่าเหล่ากู้ไม่อยู่บ้านแล้ว ฉันต้องดูแลลูก 2 คนจึงไม่สะดวกออกไปหาแม่ อีกอย่างถ้าแม่ไม่มา เหล่ากู้ก็เป็นห่วงลูกทั้งสองคน แม่อันเลยย้ายเข้ามาอยู่แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ตอนนี้หล่อนอยู่ห้องเดียวกับคังคังน่ะ”
กู้จื้อชิวถอนหายใจ หลังเงียบไปนานสองนานก็พูดกับจางฉุ้ยเหลียนว่า “พี่สะใภ้คะ พี่กตัญญูต่อแม่แทนฉันหน่อยนะ แล้วฉันจะตอบแทนพี่แน่นอน ! ”
จางฉุ้ยเหลียนรู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายลืมความคับแค้นใจระหว่างแม่ลูกแล้ว บาดแผลหายไปกว่าครึ่ง ส่วนที่เหลือก็มีเพียงความน้อยใจเท่านั้น จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตอบแทนอะไรกัน นี่เป็นเรื่องที่สมควรทำ ถ้าเธอกลับบ้านมาหาได้บ่อย ๆ ก็ดียิ่งกว่าอะไรแล้ว”
หลังจากวางสาย จางฉุ้ยเหลียนก็เพิ่งคิดออกว่ากู้จื้อชิวไม่ได้ถามถึงบิดาเลย ส่วนเธอก็ไม่ได้ไปหาพ่อสามีนานแล้ว ในฐานะภรรยาจึงจะทำให้กู้จื้อเฉิงกังวลไม่ได้ โดยไม่รอให้คนอื่นถาม เธอก็วิ่งออกไปหาก่อนแล้ว
จางฉุ้ยเหลียนออกไปซื้อผลไม้และยังมีไวน์อีก 2 ขวด แม้ว่าแบบนี้จะดูจงใจและเชยไปหน่อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ มีลูกสะใภ้ที่ไหนมีความสัมพันธ์อันดีมากกับพ่อสามีล่ะ
เมื่อมาถึงประตูบ้าน จางฉุ้ยเหลียนก็เคาะสองสามที คนที่ออกมาเปิดประตูคือเด็กผู้…ผู้ชายคนหนึ่งทำให้จางฉุ้ยเหลียนประหลาดใจเล็กน้อย เด็กคนนั้นมีอายุประมาณ…ขวบ มีรูปร่างผอมบาง ผิวดำคล้ำ ตาตี่เหลือเป็นเส้นตรง เสื้อผ้าค่อนข้างเลอะเทอะ กางเกงขายาวถูกหุ้มด้วยถุงเท้ายาวถึงน่อง
“เธอเป็นใคร ? มาทำอะไร ? ” เด็กน้อยเพิ่งเปิดปากก็ทำให้จางฉุ้ยเหลียนตกใจและแอบประหลาดใจด้วยเช่นกัน หรือเด็กในวัยนี้จะน่ารังเกียจแบบนี้อยู่แล้ว ? หรือมีแค่เธอคนเดียวที่คิดว่าลูกชายดีมาก ? หรือคนอื่นก็เห็นลูกของเธอเป็นแบบนี้ ?
“เหมยเหมย แกคุยกับใครอยู่ ? ” หญิงชราเดินออกมาจากด้านใน หล่อนอายุประมาณห้าสิบกว่าพอ ๆ กับตงลี่หวา เพียงแต่มีหน้าตาที่ดุมาก
เมื่อเห็นจางฉุ้ยเหลียนก็ยืนนิ่งทันที โทนเสียงแข็งยิ่งกว่าเด็กคนนั้นเสียอีก “มาหาใคร ? ”
จางฉุ้ยเหลียนถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อดูบ้านเลขที่ ต่อจากนั้นก็ถามด้วยความสงสัย “นี่ไม่ใช่บ้านของกู้เต๋อไห่หรือคะ ? ”
หญิงชรามองจางฉุ้ยเหลียนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอยู่พักหนึ่งแล้วตะโกนออกมา “หงเอ๋อร์ แกมาดูสิว่ารู้จักไหม หรือจะให้เข้าบ้านไหม ? ”
เย่หงเดินออกมาเห็นจางฉุ้ยเหลียนจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “ไอ้โยว นี่ไม่ใช่ฉุ้ยเหลียนหรือไง รีบเข้ามาสิ รีบเข้ามา”
จางฉุ้ยเหลียนจึงมั่นใจว่านี่คือบ้านพ่อสามี แม้ว่าจะคุ้นเคยกับที่นี่มากเนื่องจากเคยอยู่มาหลายสิบปี ทว่าหลังจากศึกระหว่างสกุลกู้กับสะใภ้ในเวลานั้นก็ทำให้เธอไม่คุ้นชินไปพักหนึ่ง
“นะ นี่พี่ท้องหรือคะ ? ” เมื่อเดินเข้ามาในบ้าน จางฉุ้ยเหลียนก็เห็นท้องของเย่หงนูนขึ้นมาเล็กน้อย ในตอนแรกเธอยังไม่แน่ใจว่าจะใหญ่ถึงขนาดนั้น แต่หลังจากเห็นเย่หงประคองเอวและท้องค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าทีละน้อย แค่ดูจากด้านหลังก็เหมือนจะมีอายุครรภ์ 7-8 เดือนแล้ว เธอถึงได้ถามออกมา
เย่หงยิ้มด้วยความเขินอาย มันเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่นไม่มีผิด หลังจากนั่งบนโซฟาแล้วก็ชี้ไปยังหญิงชราที่ไร้มารยาทเมื่อครู่ “นี่คือป้าของฉันเอง หล่อนมาดูแลฉันน่ะ ส่วนนี่คือหลานสาวของป้าฉันชื่อเหมยเหมย ! ”
หลานสาว ? จางฉุ้ยเหลียนอดหันไปมองเด็กคนนั้นอีกครั้งไม่ได้ นอกจากชื่อแล้วไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมหรือการแต่งกายก็ไม่เหมือนเด็กผู้หญิงเลยสักนิด
“เธอคิดว่าเป็นเด็กผู้ชายล่ะสิ ? ” เย่หงหัวเราะคิกคัก “ไอ้โยว ป้าเลี้ยงหล่อนเหมือนหลานชายมาโดยตลอด เด็กคนนี้เลยเหมือนผู้ชายมาก”
จางฉุ้ยเหลียนหัวเราะแห้งสองครั้ง “อื้อ น่ารักมาก ท่าทางแข็งแรงน่าเอ็นดู” หลังจากพูดจบก็ถามด้วยความสงสัย “แล้วพี่เริ่มตั้งครรภ์ตั้งแต่เมื่อไรหรือ ? ”
เย่หงก้มหน้าด้วยความเขินอาย “ฉันเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน เธอคิดดูว่าอายุปูนนี้แล้วจะท้องได้อีกหรือ ? ฉันอายุสี่สิบกว่าแล้ว ลูกชายฉันโตขนาดนั้นแล้วด้วย ไอ้โยว พ่อเธอเองก็จนปัญญาแต่ก็ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก”
จางฉุ้ยเหลียนพูดในใจ ‘นี่ฉันยังไม่รู้จะทำอย่างไรเลย ลูกชายคนโตของชายชราอายุมากกว่าน้องชายคนเล็กไปเท่าไหร่แล้ว มีลูกตอนแก่จริง ๆ แล้วฉันจะบอกกับกู้จื้อเฉิงและแม่สามีอย่างไรเล่า’
อีกทั้งรู้สึกว่าตนไร้เดียงสาเกินไปแล้ว บอกว่าจะมาก็มา คิดแค่ว่าจะมาเยี่ยมพ่อสามีและให้เงินเขาหน่อยแค่นั้น
เย่หงเห็นท่าทางของจางฉุ้ยเหลียนไม่เหมือนดีใจสักเท่าไร จึงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ตอนนั้นเพราะเรื่องจะเก็บเด็กหรือไม่เก็บไว้ดีก็ทำให้หล่อนกับกู้เต๋อไห่ทะเลาะกันอยู่หลายวัน ตัวหล่อนรู้ว่านี่จะเป็นภาระใหญ่ แต่การท้องได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หล่อนคิดไม่ตกและนี่ก็ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ดังนั้นทำไมจะคลอดออกมาไม่ได้ ? !
การตั้งครรภ์ในช่วงวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องคลอดอีก ดังนั้นหล่อนจึงรีบติดต่อบ้านมารดา ทางมารดาอายุมากแล้วดูแลไม่ไหว จึงเชิญป้าอารมณ์ร้ายและแข็งกร้าวคนนี้มาดูแล
ทว่าอายุของป้าคนนี้น้อยกว่ากู้เต๋อไห่ 2 ปี ตอนแรกเขายังรับไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ยอมรับชะตากรรมจึงยอมให้คนมาดูแลเย่หง
จางฉุ้ยเหลียนเพียงรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าเป็นระลอก ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพ่อสามีจึงไม่บอกเรื่องนี้ให้ลูกทั้งสองได้รับรู้บ้าง ?