เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 560 ท้อง ( จบ )
ตอนที่ 560 ท้อง ( จบ )
จางฉุ้ยเหลียนไม่รู้ว่าควรทำหน้าอย่างไรและไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อดี เธอนึกถึงของที่นำมาด้วยจึงรีบนำมันวางบนโต๊ะรับแขกและพูดด้วยรอยยิ้ม “ระหว่างทางฉันผ่านร้านผลไม้เลยซื้อมาฝากนิดหน่อย ฉันไม่รู้ว่าพี่ท้องจึงไม่ได้ซื้อของบำรุงครรภ์มาด้วย”
เย่หงโบกมือแล้วฉีกยิ้ม “เธอแค่มาหาพวกเราก็ดีใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อของอะไรมาหรอก”
ทว่าหญิงชราไม่เห็นด้วย “มีอะไรต้องเกรงใจ มันสมควรแล้วไม่ใช่หรือไง ? ถึงแกจะเป็นแม่เลี้ยง แต่ก็เป็นคนสกุลกู้ของพวกเขา ลูกสะใภ้กตัญญูต่อผู้ใหญ่ก็ถือว่าสมควรแล้วไม่ใช่หรือ ? ”
หล่อนถามจางฉุ้ยเหลียนอย่างหยิ่งยโส “ถ้านับตามลำดับขั้นแล้ว เหมยเหมยก็ถือเป็นน้องสาวเธอ มานี่เหมยเหมย มาเรียกอาซ้อสิ ! ”
เหมยเหมยเดินเข้ามาแล้วตะโกนด้วยเสียงหยาบคาย “อาซ้อ ! ” หลังจากนั้นก็ถามว่า “อาซ้อไม่ได้ซื้อของอร่อยมาให้ฉันกินหรือ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนอึดอัดสุด ๆ จึงรีบหยิบเงิน 100 หยวนออกมาจากกระเป๋าแล้วพูดกับเด็กด้วยรอยยิ้ม “อาซ้อไม่รู้ว่าเธออยู่ด้วยเลยไม่ได้ซื้ออะไรมาให้ นี่เป็นของขวัญพบหน้า เธอเอาไปซื้อของอร่อยทานนะ”
หลังหญิงชราเห็นเงินร้อยหยวนสีหน้าก็แย่ยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา เพียงหิ้วถุงผลไม้เข้าไปในครัวเท่านั้น
จางฉุ้ยเหลียนจึงถามเย่หงว่าตอนนี้ร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง อายุครรภ์เท่าไหร่แล้ว ไปตรวจที่โรงพยาบาลมาหรือยัง
เพิ่งพูดจบ หญิงชราที่ออกมาจากห้องครัวก็พูดว่า “ตอนนี้ไปโรงพยาบาลก็ตรวจไม่ได้ว่าเป็นผู้หญิงผู้ชาย ไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา ? เงินเดือนน้อยนิดของพ่อผัวเธอใช้พอที่ไหน นี่ยังไม่รู้เลยว่าต่อไปจะเอาเงินไหนมาคลอดลูก”
จางฉุ้ยเหลียนเริ่มไม่รู้จะพูดอะไรต่ออีกครั้ง เธอจึงหัวเราะแห้งแห้งและพูดกับเย่หง “เดี๋ยวพอกลับไปแล้วฉันจะบอกข่าวดีนี้กับพวกเขาสองพี่น้อง วางใจได้นะ พวกเขาต้องดีใจแน่นอน”
หญิงชราถือจานองุ่นเดินเข้ามา หล่อนเดินถือไปพลางกินไปพลาง ส่วนเด็กเหมยเหมยที่เดินตามหลังก็ถือองุ่นด้วยอีกหนึ่งพวง ยัยตัวน้อยก็กินไปพลางพูดไปพลาง “อ๊า เปรี้ยวจัง เปรี้ยว ! ”
จางฉุ้ยเหลียนไม่ชอบเด็กประเภทนี้ที่สุด อย่างน้อยเวลามีแขกมาบ้านก็ควรมีมารยาทหน่อย เมื่อเห็นคนอื่นจะคุยกันก็ไม่ควรเอื้อมมือไปหยิบผลไม้ทานเอง เวลาแขกมอบของขวัญให้ควรยอมรับอย่างไม่เห็นแก่ตัวและขอบคุณด้วยใจจริง
ท่าทางของเหมยเหมยในตอนนี้ก็อยู่เหนือความคาดหมายโดยสิ้นเชิง เด็กบ้านฝ่ายหญิงคนหนึ่งใจกล้าขนาดนี้ก็ถือเป็นสิ่งหายากมากทีเดียว
หลังจากเย่หงได้ยินว่าองุ่นมีรสเปรี้ยวก็รีบฉีกยิ้มออกมาทันที “ถ้าอย่างนั้นฉันลองชิมหน่อย ตอนนี้ฉันชอบของเปรี้ยวที่สุด ไม่ชอบทานอย่างอื่นเลย ! ”
หญิงชราพูด “ก็ดีน่ะสิ เปรี้ยวลูกชายเผ็ดลูกสาว ท้องนี้ของแกต้องเป็นลูกชายแน่ สกุลกู้ของพวกเขามีคนสืบสกุลแล้ว แกสร้างผลงานใหญ่แล้ว ! ”
เย่หงรีบหันไปสังเกตสีหน้าจางฉุ้ยเหลียนทันที พอเห็นเธอไม่ได้เผยสีหน้าไม่พอใจก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วพูดกับป้าด้วยความหดหู่ “ป้า พูดอะไรออกมา ? สกุลกู้มีคนสืบสกุลนานแล้ว เธอน่ะมีให้ทั้งหลานชายหลานสาว เธอต่างหากถึงจะสร้างผลงานใหญ่ ! ”
หญิงชรามุ่ยปาก น้ำเสียงแฝงด้วยความดูถูกเหยียดหยาม “ฉันรู้ เธอมีลูกตอนแรก มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วย ดังนั้นก็ถือว่าสร้างผลงานใหญ่เหมือนกัน แกว่าไหมล่ะยัยหลานสาว ! ”
จางฉุ้ยเหลียนตกใจเสียงตะโกนของหญิงชรา พอผ่านไปพักใหญ่จึงคิดได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดกับตน เอาล่ะ ตอนนี้เธอกลายเป็นหลานสาวไปแล้ว อย่างไรก็ต้องเรียกหล่อนว่าป้าสินะ แต่นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย !
เธอนั่งไม่ติดอีกต่อไป รีบพูดกับเย่หงด้วยรอยยิ้มว่า “ที่บ้านฉันยังมีคนแก่และเด็กอยู่ อีกเดี๋ยวจะปลีกตัวออกไปไหนไม่ได้ ฉันต้องไปดูพวกเขาแล้ว นี่ก็ผ่านมาพักหนึ่งแล้ว ฉันกลับก่อนนะ”
เย่หงรีบรั้งจางฉุ้ยเหลียน “จะกลับแล้วหรือ ? อยู่ต่ออีกหน่อยสิ พวกเราไม่ได้คุยกันตั้งนานแล้วนะ ! ”
จางฉุ้ยเหลียนพูดต่อพร้อมรอยยิ้ม “เวลายังมีอีกมาก ไม่ได้ยุ่งอะไรแต่รอให้กู้จื้อเฉิงกลับมาบ้าน แล้วพวกเราจะมาเยี่ยมพวกพี่ใหม่นะ ! ”
หลังจากเดินออกมาเพียงไม่กี่ก้าว จางฉุ้ยเหลียนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงรีบโทรหากู้จื้อเฉิงทันที เธอบอกเขาว่าเย่หงตั้งครรภ์ กู้จื้อเฉิงเองก็แปลกใจมากเพราะไม่รู้ว่ากู้เต๋อไห่อายุปูนนี้แล้วยังมีลูกได้อีก มีพลังจริง ๆ ทว่าเขาไม่มีความเห็นเรื่องนี้ เพียงแต่กังวลว่ากู้เต๋อไห่อายุมากแล้วจะดูแลลูกไม่ไหว สุดท้ายก็คิดได้ว่าเย่หงในเวลาปกติก็ไม่ได้ทำอะไรคงอยู่ดูแลลูกที่บ้านได้อยู่แล้ว
“สองคนนี้ใจใหญ่จริง ๆ เลี้ยงเด็กคนหนึ่งต้องใช้เงินเท่าไหร่ แต่ละเดือนพ่อต้องจ่ายค่าโน้นค่านี่ตั้งเยอะ ตอนนี้ยังมีเด็กเล็กเพิ่มขึ้นมาอีกคน ชีวิตเต็มไปด้วยอุปสรรค ต้องลำบากกันแน่นอน ถ้าคุณว่างก็ซื้อเหล้าหรือบุหรี่ดี ๆ ไปให้เขาหน่อย อย่าละเลยเขาล่ะ”
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มและพูดว่า “วางใจเถิดค่ะ ข้าว แป้ง น้ำมัน ธัญพืชแล้วก็เนื้อ ฉันส่งให้พวกเขาประจำ เหมือนตอนนี้จะไม่ต้องใช้เงินเท่าไหร่ เย่หงเรียกญาติที่บ้านโน้นมาดูแล ฉันก็สอดมือเข้าไปยุ่งไม่ได้ เดี๋ยวฉันจะถามพ่อว่าขาดอะไรบ้างและบอกเขาว่าไม่ต้องเกรงใจค่ะ”
เมื่อมาถึงกู้จื้อชิวกลับไม่มีคำพูดดี ๆ อะไร เนื่องจากคำพูดประโยคแรกคือ “แน่ใจใช่ไหมว่านั่นเป็นลูกของพ่อจริง ๆ ใครจะรับรองได้ว่าเป็นลูกหลานสกุลกู้ ถ้าระหว่างนั้นมีปัญหาขึ้นมาจะทำอย่างไร ? พ่อฉันอายุปูนนี้แล้ว เด็กที่เกิดมาอาจไม่รอดหรือเป็นโรคอะไรก็ได้ ทางที่ดีคือไปตรวจที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ อย่าเอาแต่มีความสุขกับการมีลูกตอนแก่ ต้องคิดถึงความเป็นจริงบ้าง ! ”
กู้จื้อชิวก็คือกู้จื้อชิว เมื่ออยู่ในช่วงเวลาสำคัญก็มักพูดเข้าประเด็น ทว่าลูกสะใภ้อย่างเธอพูดเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอก ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้พวกเขาสื่อสารกันเอง
พอกลับมาถึงบ้านจางฉุ้ยเหลียนก็เล่าเรื่องนี้ให้ตงลี่หวาฟัง ตงลี่หวาก็ตกใจมากเหมือนกัน ทว่าเมื่อนึกย้อนไปถึงตอนอยู่ในชนบทก็จำได้ว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่น้อย หล่อนยกตัวอย่างให้จางฉุ้ยเหลียนฟัง “ในสมัยก่อน ผู้ชายคนหนึ่งเสียภรรยาไป ต่อจากนั้นเขาก็แต่งกับแม่ม่ายหรือสาวใหญ่และมีลูกตอนอายุห้าสิบหกสิบก็เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นลูกดูสิ บางคนมีพี่น้องเป็นสิบ อายุของลูกคนโตกับลูกคนสุดท้องไม่พอดีกัน ลูกพี่ลูกน้องทางบ้านแม่ก็มีลูกคนแรกห่างจากคนสุดท้อง 6 ปี ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องปกติสุด ๆ ”
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่หลานชายกู้เต๋อไห่อย่างคังคังจะมีอายุห่างจากลูกชายของกู้เต้อไห่ 10 ปี !
จางฉุ้ยเหลียนไม่กล้าพูดความจริงกับอันหลง เธอกำชับกู้จื้อชิวว่ายังไม่ต้องบอกอันหลง เดิมทีหญิงชราก็แค้นใจอยู่แล้ว หล่อนคิดว่าต้องทนทุกข์ทรมานมาทั้งชีวิตและยังโดนไล่ออกมาอีกจึงรู้สึกอยุติธรรมสุด ๆ ถ้าตอนนี้รู้ว่าอดีตสามีมีลูกเพิ่มอีกคน จะไม่ไปแลกชีวิตกับกู้เต๋อไห่เลยหรืออย่างไร ?
กู้จื้อเฉิงปลงตก เขาโทรไปคุยกับกู้เต๋อไห่ หลังจากกู้เต๋อไห่กลับมาถึงบ้านก็เล่าเรื่องนี้ให้เย่หงฟัง และยังยืนกรานว่าต้องตรวจครรภ์ทุกเดือน
ป้าเย่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล เย่หงยังไม่ได้จะคลอดลูกเสียหน่อย หล่อนยังพูดอีกว่าโรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่ดีอะไร พอถึงเวลาค่อยส่งไปคลอดหรือผ่าก็ว่ากันไป แค่ปล่อยไปตามบุญตามกรรมก็ได้แล้ว
ทว่าคราวนี้ท่าทีของกู้เต๋อไห่เด็ดขาด เขาพูดกับเย่หงว่า “เธออายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว ช่วงหลายปีนี้ร่างกายก็เสียหายไม่น้อย ไม่ได้แข็งแรงเหมือนตอนสาว ฉันกลัวว่าเวลานั้นเธอจะคลอดไม่ไหวหรือเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ตอนจางฉุ้ยเหลียนคลอดคังคังก็ยังสาวขนาดนั้น ร่างกายดีก็ยังมีภาวะคลอดยากได้เลย เธอคิดดูว่าผ่านมานานขนาดนี้ก็ยังท้องได้อีก หล่อนต้องใช้เวลานานขนาดนั้นถึงจะมีลูกคนที่สอง เธอไม่เคยลำบากเท่าหล่อน ดังนั้นยังต้องให้ความสำคัญในสิ่งที่ผู้ใหญ่เตือนไว้ก่อน ! ” เขาพูดจนเย่หงตาร้อนผ่าว ซึ้งใจยิ่งกว่าอะไร
แน่นอนว่าในสายตาป้าเย่ นี่เป็นแค่แผนชะลอการคลอดลูกของกู้เต๋อไห่เท่านั้น ขอแค่เวลานั้นซื้อเส้นทางในโรงพยาบาลแล้วบอกว่าเด็กไม่สมบูรณ์อย่างโน้นอย่างนี้ก็ไม่ต้องคลอดได้แล้ว หึหึหึ สมองคนรวยมีแผนร้ายเยอะจะตายไป พวกนี้มันชินชากับการหลอกลวงคนเสียแล้ว
ในความเป็นจริง กู้เต๋อไห่แค่เป็นห่วงสุขภาพของเด็กในครรภ์ แม้ร่างกายเขาจะยังแข็งแรง แต่สุดท้ายก็อายุมากแล้วจริง ๆ ปกติสูบบุหรี่ดื่มสุราโดยไม่ควบคุมและไม่ได้ดูแลเรื่องอาหารการกินสักเท่าไร
เหมือนอย่างที่ลูกคนโตพูดคือหวังให้มีเด็กแบบนี้อยู่ในบ้าน เนื่องจากนี่คือวาสนาของบ้านหลังนี้ ฐานะครอบครัวในตอนนี้ถึงจะมีอีกสองหรือสามชีวิตก็ไร้ปัญหาเพราะพี่ชายอย่างเขามีเงินจะเลี้ยงหนึ่งหรือสามมันก็ไม่ต่างกัน
“แม้ในใจผมไม่อยากยอมรับน้องชายคนนี้สักเท่าไร แต่ผมเองก็เป็นพ่อคน ฮวาฮวาอายุยังน้อย มีเพื่อนเล่นก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน ในบ้านมีพี่น้องที่อายุไล่เลี่ยกัน ในอนาคตตอนที่ผมแก่แล้วพวกเขาจะได้ดูแลซึ่งกันและกัน ดังนั้นผมจึงคิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ขอแค่สุขภาพแข็งแรง ผมก็ไม่มีความเห็นอะไรแล้ว”
คำพูดนี้พุ่งเข้าสู่จิตใจของกู้เต๋อไห่ มีเด็กมากย่อมดีกว่า มีเงินกินข้าวไม่มีกินโจ๊ก ตอนเด็ก ๆ เขายากจนถึงขนาดนั้นก็ยังโตมาถึงทุกวันนี้ได้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมจะเลี้ยงไม่ไหว นั่นมันไร้สาระสิ้นดี
แต่ไม่ว่าอย่างไรเด็กต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ถ้าไม่แข็งแรงก็จบกันพอดี แต่เขาไม่ได้พูดเรื่องนี้กับเย่หง เพราะกลัวอีกฝ่ายจะคิดมาก แต่แล้วเขาก็เห็นญาติของเย่หง ยัยเด็กเหมยเหมยคนนี้เป็นคนน่ารำคาญจริง ๆ ไม่เหมือนนิสัยของเด็กน้อยเลยสักนิด เวลาพูดยังชอบถ่มน้ำลาย ไม่พอใจก็ดิ้นไปมากับพื้น นี่มันต่างจากตอนที่ลูกสาวเขายังเด็กโดยสิ้นเชิง หากลูกตัวเองต้องมาติดโรคนี้เข้า สู้ไม่เกิดมายังดีเสียกว่า !
แม้จะพูดแบบนั้น แต่กู้เต๋อไห่ก็ตั้งตารอเด็กที่ยังไม่เกิดคนนี้มาก คนที่ไม่เคยเข้าครัวมาก่อนถึงกับมีวันหนึ่งเข้าไปต้มบะหมี่ใส่ไข่ลวกเพื่อเอาใจภรรยา
เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนจะดีใจ แน่นอนว่าหนึ่งในคนเหล่านั้นคือกู้จื้อชิวและมารดา
กู้จื้อชิวคิดว่าบิดาไร้ความน่าเชื่อถือ อายุมากขนาดนี้ยังกล้ามีลูก ไม่คิดบ้างว่าปีนี้ตัวเองอายุเท่าไหร่แล้ว ตอนเด็กคนนี้อายุ 18 ปี เขาจะได้อยู่ดูด้วยตาตัวเองไหม
“คิดดูสิ ตอนนี้พ่ออายุหกสิบกว่าแล้วนะ ตอนลูกอายุ 18 เขาก็ปาไป 80 แล้ว คนแก่อายุ 80 ปีเดินทางไม่สะดวก รายได้ขึ้นอยู่กับเงินบำนาญ ถ้าเด็กจะแต่งงานสู่ขอเมียเข้าบ้านจะทำอย่างไร ? จะให้พี่ชายหรือพี่สาวอย่างฉันเป็นคนออกหรือไง ? ถ้าเป็นลูกสาวต้องแต่งออก แล้วจะเป็นเหมือนฉันที่ต้องออกไปไกลนับหมื่นลี้หรือเปล่า” กู้จื้อชิวไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมคิดเก็บเด็กคนนี้ไว้ อยู่แบบสงบไปหมื่นปีไม่ดีหรือ ? จำเป็นต้องเอาเวลามาเปลี่ยนผ้าอ้อมชงนมผงและใช้เวลาเช้าบ่ายไปรับส่งลูกที่โรงเรียนอนุบาลหรืออย่างไร
“อีกอย่าง ถ้าเด็กเข้าโรงเรียน แล้วครูจะเห็นเขาเป็นปู่หรือพ่อเด็ก ? จะพูดได้ไม่อายปากหรือไง ! ”