เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 562 มาเยือนถึงถิ่น
ตอนที่ 562 มาเยือนถึงถิ่น
จางฉุ้ยเหลียนเดินตามไปแล้วใส่รองเท้าอยู่ด้านหลังของแม่สามี ส่วนตงลี่หวาเดินตามไปเพื่อโน้มน้าว “พวกเธอจะไปจริงหรือ ? เจ้าตัวอาจจะไม่อยากรับสายก็ได้ มีลูกตอนแก่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีนะ ถ้าพวกเธอไปขวาง มันก็ไม่สำเร็จหรอก”
“ใครจะไปขวาง ? ” อันหลงเงยหน้าขึ้นมายิ้มและพูดว่า “ฉันไม่สนใจหรอกว่าเด็กจะเกิดหรือไม่เกิด ถ้าเก่งจริงก็ให้เขาเกิดมาสิ ตาเฒ่าตายยากอายุหกสิบกว่าปีแล้วจะอยู่ได้อีกกี่ปี ? เด็กที่เกิดมาก็ไม่รู้จะเลี้ยงไหวหรือเปล่า เฮอะ!”
เมื่อพูดจบก็ด่ากู้จื้อชิวทันที “เด็กคนนี้ชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านจริง ๆ พ่อของหล่อนจะมีเด็กเหลือขอ แล้วเกี่ยวอะไรกับหล่อน ? เป็นห่วงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องให้หล่อนเลี้ยงดูเสียหน่อย”
ตงลี่หวายิ้มพร้อมกับเดาได้ “คงรู้สึกว่าการมีน้องชายคนเล็กเป็นเรื่องน่าอาย เสี่ยวชิวเป็นคนหน้าบางมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คงจะเข้าใจไม่ได้ง่าย ๆ ”
อันหลงสบถออกมา สีหน้าบอกบ่งถึงความไม่สบอารมณ์ จากนั้นก็กลับไปมองจางฉุ้ยเหลียนด้วยสีหน้าไม่พอใจ “พวกเธอก็คิดแบบนี้ด้วยใช่ไหม ? หา ? พวกเธอสามคนไม่อยากให้กู้เต๋อไห่มีเด็กคนนี้หรือ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนรีบส่ายหน้าจากนั้นก็ปฏิเสธกลับไป “เปล่านะ เปล่านะคะ ! เราเองก็ตกใจเหมือนกัน จะเก็บเด็กไว้หรือไม่เก็บ เราไม่กล้าตัดสินใจหรอกค่ะ”
อันหลงส่งเสียงเฮอะอย่างเย็นชาแล้วชี้ไปทางจางฉุ้ยเหลียน “ก็เธอสองคนฉลาด แต่ลูกสาวฉันมันโง่” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง นี่กำลังดูถูกว่าจางฉุ้ยเหลียนแอบใส่ไฟอยู่เบื้องหลังใช่ไหม ?
เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของจางฉุ้ยเหลียน อันหลงจึงแบะปากและพูดว่า “หยุดใช้สายตาแบบนั้นมองฉันเดี๋ยวนี้!”
เมื่อนึกถึงความเป็นปรปักษ์กับแม่สามีก่อนหน้านั้น จางฉุ้ยเหลียนจะกล้าพูดอะไรได้ ในตอนนี้หญิงชรามองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่เหมือนกับคนที่ชอบสร้างปัญหาจนชีวิตพังไม่เหลือชิ้นดีในอดีต จางฉุ้ยเหลียนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร แน่นอนว่าเธอเองก็ขี้เกียจคิดให้ปวดหัวแล้ว
เธอขับรถพาอันหลงกลับชุมชนของพ่อสามี เมื่อเจอกับคนรู้จักในชุมชนแห่งนี้ อันหลงไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจสักนิด ตรงกันข้ามคือกลายเป็นคนพวกนั้นแอบซุบซิบนินทาลับหลัง สงสัยว่าหล่อนมาที่นี่ทำไม ยิ่งไปกว่านั้นยังพยายามตามมาดูสงครามระหว่างสะใภ้หลวงกับสะใภ้รองอยู่ด้านหลังอีกด้วย
อันหลงยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านล่างตึกครู่หนึ่ง นี่คือบ้านที่หล่อนเคยอยู่มาเกือบ 20 ปี หญ้าทุกหย่อม ต้นไม้ทุกต้นของที่นี่ก็คุ้ยเคยเป็นอย่างดี หล่อนมองไปยังจางฉุ้ยเหลียนที่หยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาห้องบนตึกก็พบกว่าสายไม่ว่างจึงกลอกตาไปมาและพูดว่า “โทรศัพท์คงถูกตัดไปแล้วล่ะ ต่อให้พวกเธอโทรอย่างไรก็โทรไม่ติดหรอก”
จางฉุ้ยเหลียนประคองอันหลงเดินขึ้นไปข้างบน ก่อนจะพูดด้วยความเป็นกังวล “อาจเกิดเรื่องขึ้นก็ได้นะคะ หนูรู้สึกใจคอไม่ดีเลย”
“ไม่มีทาง ! เธอไม่ได้ยินเสียงตึงตังจากข้างบนหรือ ฉันจำได้เธอเคยบอกว่าพวกเขาพาเด็กคนหนึ่งและหญิงชรามาอยู่ในบ้านด้วย ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริง ๆ พวกป้า ๆ ที่มาดูความสนุกข้างล่างนี้ไม่มาพูดกับฉันแล้วหรือ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนพยักหน้า ก่อนจะพูดเลียแข้งเลียขาโดยการชื่นชม เวลานี้อันหลงยังสังเกตเห็นสถานการณ์รอบตัว นี่เรียกว่าขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่า หรือที่จริงหล่อนไม่วางใจกันแน่
หลังจากเคาะประตูแล้วก็ยังเป็นเด็กผู้หญิงที่ชื่อเหมยเหมยมาเปิดเหมือนเดิม เมื่อหล่อนเห็นจางฉุ้ยเหลียนก็จำได้ทันที หล่อนยืนขวางประตูพร้อมยื่นมือออกไป “อาซ้อซื้อขนมมาให้หนูไหม ? ไม่ซื้อก็ไม่ให้เข้าไป ! ”
“เหมยเหมย เธอพูดกับใคร ! ” เย่หงประคองตัวเองเดินออกมา เมื่อเห็นอันหลงยืนอยู่หน้าบ้าน ใบหน้าก็ซีดเผือดราวกับกระดาษขาวทันที จากนั้นก็ถอยหลังไปด้วยความตกใจ หล่อนหันไปมองจางฉุ้ยเหลียนที่ยืนถัดไปและถามว่า “พวกคุณ พวกคุณมาทำไม ? ”
หลังจากนั้นก็ตะโกนเรียกกู้เต๋อไห่ด้วยความตื่นตระหนก “เหล่ากู้ เหล่ากู้ คุณออกมาเดี๋ยวนี้ ! ”
ตอนที่กู้เต๋อไห่เดินออกมาจากในห้อง จางฉุ้ยเหลียนและอันหลงก็เข้าไปในบ้านพอดี ทว่าอันหลงผู้เอาตัวเองเป็นที่ตั้งไม่ได้ถอดรองเท้าแต่อย่างใด แถมยังใส่รองเท้าเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาในห้องรับแขกอีกด้วย
หญิงชราที่นอนดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาก็ลุกขึ้นมานั่งและตะโกนราวกับเสียงฆ้อง “ไอ้หยา เธอคนนี้ทำไมใส่รองเท้าเข้ามาในบ้านคนอื่น”
อันหลงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันไม่ชอบรองเท้าแตะในบ้านของพวกเธอ มันสกปรกต่อถุงเท้าของฉัน ถ้าติดเชื้อโรคขึ้นมาก็ยุ่งเลยนะ”
จางฉุ้ยเหลียนเห็นกู้เต๋อไห่เดินออกมาแล้วจึงรีบยิ้มและพูดทักทาย “ไอ้หยา คุณพ่อ คุณพ่อไม่เป็นไรใช่ไหมคะ ? หนูตกใจหมดเลย โทรศัพท์ที่บ้านเสียหรือคะ ? ทำไมสายถึงไม่ว่างเลย ? เสี่ยวชิวร้อนใจมากก็เลยให้หนูรีบมาดูคุณพ่อทันที บอกว่าคำพูดเมื่อครู่หล่อนพูดไปเพราะความโกรธเท่านั้นเองค่ะ”
กู้เต๋อไห่มองไปทางอันหลง ถ้าไม่บอกว่าตกใจก็คงไม่ได้ ทันทีที่นึกถึงปัญหาที่เพิ่งสะสางกับลูกสาวไปเมื่อสักครู่ เขาก็เดาออกถึงจุดประสงค์ในการมาของอันหลงได้เลย เขาถามขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก “คุณมาทำไม ? ไปดูลูกสาวที่คุณอบรมสั่งสอนมาอย่างดีเถิด เกือบทำผมโกรธจนแทบบ้า ! ”
“คุณก็ยังไม่ตายนี่ ถ้าอยากตายก็รีบตายหน่อยนะ อย่ามาถ่วงความเจริญของลูก ! ” สายตาของอันหลงราวกับมีดที่แหลมคม เย่หงยืนมองอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้ามาสักก้าวเดียว
เวลานี้ป้าเย่ก็ไม่ทำอะไรเช่นกัน หล่อนนั่งอยู่บนโซฟาจากนั้นก็ชี้นิ้วไปทางอันหลงและด่ากราดออกไป “นังปิศาจ มาทำไม ? มาทำอะไรที่บ้านของเรามิทราบ ? ”
ที่ด่าอันหลงว่านังปิศาจ สาเหตุเพราะว่าอีกฝ่ายไม่แต่งตัวเหมือนหญิงชราทั่วไป ป้าเย่มองออกว่าผู้หญิงที่แต่งตัวผู้รากมากดีตรงหน้าคืออดีตภรรยาของกู้เต๋อไห่ เป็นผู้หญิงที่ทำให้มารดาของกู้เต๋อไห่ต้องปวดหัวเมื่อเอ่ยถึง ไม่ขยัน ไม่ช่วยงานในบ้าน เอาแต่กินและเที่ยวเล่นไปวัน ๆ คนนั้น
อันหลงอายุก็ปาไปห้าสิบกว่าปีแล้ว แม้แต่อยู่ในบ้านก็ยังต้องหวีผมอย่างพิถีพิถัน หล่อนสวมเสื้อโคทตัวสั้นลายชิโนริ ด้านในเป็นเสื้อขนสัตว์สีขาว ท่อนล่างคือกระโปรงผ้าแคชเมียร์สีดำ รองเท้าหนังส้นสูงสามนิ้วสีดำ บนคอประดับด้วยสร้อยไข่มุกแสนแวววาว ใส่ต่างหูไข่มุกแบบเดียวกันและสวมกำไลหยกสีเขียวมรกตบนข้อมือ
ย้อนกลับมาดูตัวเองที่มีแค่สร้อยหนาเท่านิ้วก้อยเส้นหนึ่งบนคอ เห็นแล้วช่างหนักและเทอะทะอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งดูหยาบกระด้าง สู้อีกฝ่ายที่ดูสง่างามและร่ำรวยไม่ได้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันย่อมมองออกในทันทีว่าทั้งสองมีสถานะแตกต่างกัน
อันหลงชำเลืองตามองไปทางป้าเย่ เพียงเท่านี้ก็ทำให้อีกฝ่ายหยุดการเคลื่อนไหวทันที บรรยากาศที่น่ากลัวจนไม่มีใครกล้าส่งเสียง นั่นคืออำนาจจากจิตใจที่กล้าแกร่ง และกู้เต๋อไห่ก็สัมผัสมานานหลายปี
“ทำไมล่ะ ฉันมาไม่ได้หรือ ? ตอนนี้คุณมีลูกตอนแก่แล้วนี่ คิดว่าจะโอ้อวดแสดงอำนาจอยู่บนหัวฉันได้หรือไง ! ” อันหลงเอ่ยเรื่องเด็กขึ้นมาก่อน สีหน้าของกู้เต๋อไห่แสดงออกถึงความอึดอัดใจไม่น้อย
ด้วยความที่เป็นสามีภรรยากันมานานหลายปี เขาย่อมมองออกว่าอันหลงจะไม่กระวนกระวายใจได้อย่างไร ถึงแม้ตอนนี้หย่าร้างกันแล้ว ทว่าเขาดันมีลูกตอนวัยหกสิบจึงรู้สึกขาดความเชื่อมั่นเมื่ออยู่ต่อหน้าอดีตภรรยา ได้แต่ก้มหน้าลงไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายเลย
“นิสัยแบบคุณ ไม่มีลูกแล้วจะทำอะไรได้ ? กลัวว่าฉันจะมาโวยวายสินะ กล้ามาก ! ” อันหลงด่าไปด้วยน้ำเสียงเย็นชาและไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำแต่อย่างใด
จางฉุ้ยเหลียนเห็นภาพนี้ก็อดชื่นชมแม่สามีไม่ได้ เมื่อก่อนหล่อนเอาแต่ใจอาจเพราะสภาพจิตใจที่ย่ำแย่จนทำเรื่องไม่ดีมากมาย จนเมื่อเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านไป จิตใจของหล่อนกลับดีขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อลูกทั้งสองนั่นเอง
ตอนนี้กู้จื้อชิวสร้างปัญหาเล็กน้อยขึ้นมา จริงๆ แล้วเด็กที่กำลังจะเกิดของกู้เต๋อไห่ก็เหมือนกับการปล่อยเสือเข้าป่า สุดท้ายก็นำปัญหามาสู่ตน ถ้าชายชราเกิดเป็นอะไรขึ้นมา แล้วเย่หงหนีไป นิสัยอย่างกู้จื้อเฉิงไม่มีทางเพิกเฉยได้ ถ้ากู้เต๋อไห่ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ยังปฏิบัติต่อบิดาอย่างดีและต้องดูแลเด็ก กู้จื้อชิวก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้เหมือนกัน
ดังนั้นที่อันหลงมาในครั้งนี้ก็เพื่อสะสางบัญชีครั้งใหญ่ หล่อนนั่งอยู่บนโซฟาด้วยท่าทางดั่งนายหญิงของบ้าน กู้เต๋อไห่และเย่หงกลับนั่งสำนึกความผิดอยู่บนพื้นอย่างระมัดระวัง
เหตุการณ์นี้ทำให้จางฉุ้ยเหลียนอดหัวเราะไม่ได้ แต่ก็ไม่กล้าแสดงมารยาทแบบนั้นออกมา จึงทำได้แค่มองวิธีการสั่งสอนของอันหลงอยู่ด้านข้างอย่างเงียบ ๆ ดูสิว่าหล่อนจะจัดการกับเรื่องยากเย็นนี้อย่างไร
“เธอต้องคลอดลูก นี่คือเรื่องน่ายินดี ฉันและลูกไม่ได้โทษเธอหรอก แต่ก็กระดากปากที่จะพูด ดังนั้นเธอสนใจแค่คลอดลูกก็พอ ส่วนเรื่องอื่นวางใจเถิด ฉันไม่มีทางหาเรื่องเธอแน่นอน ฉันเองก็เป็นแม่คนย่อมเข้าใจความรู้สึกของพวกเธอดี การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องของพวกเธอ และอย่าคิดจะเอาความรับผิดชอบนี้โยนลงบนหัวลูกทั้งสองของฉัน ที่พวกเขาดูแลเธอ มันคือหน้าที่ของพี่น้อง แต่พวกเขาไม่มีหน้าที่เลี้ยงลูกแทนเธอ”
อันหลงถลึงตาใส่กู้เต๋อไห่อย่างดุร้าย จากนั้นก็พูดจาอย่างโหดร้ายไม่ต่างกัน “เรื่องอื่นฉันพูดไปหมดแล้ว ถ้าคุณกล้าทำให้ลูกทั้งสองคนของฉันลำบาก คุณคอยดูว่าฉันจะจัดการพวกคุณไหม ! ”
เย่หงโล่งใจ จากนั้นก็รุนหลังของกู้เต๋อไห่เพื่อบอกให้เขาพูดอะไรสักอย่าง กู้เต๋อไห่จึงได้สติกลับมาแล้วพูดกับอันหลง “คุณวางใจเถิด ไม่ว่าอย่างไรผมไม่มีทางให้เด็ก ๆ มาเลี้ยงน้องหรอก เรื่องแบบนั้นผมทำไม่ได้ ! ” เมื่อพูดจบเขาก็ถามด้วยสีหน้ายียวนกวนประสาท “ต้องร่างหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไหมล่ะ ? ”
อันหลงเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หนังสือสัญญาน่ะหรือ ? เรื่องหนังสือสัญญานี้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของคุณยังได้เซ็นน้อยไปหรือ ? ขนาดคำสาบานคุณยังลืมไปหมดเลย จะเสียเวลาเขียนทำไม ? ถ้าคุณคิดได้ก็ไม่จำเป็นต้องมีสัญญา เพราะแค่ทำมันให้ได้ก็พอ ถ้าคุณคิดไม่ได้แล้วร่างสัญญาไปจะมีประโยชน์อะไร ! ”
คำพูดนี้เหมือนตบหน้าของกู้เต๋อไห่อย่างแรง เขาโกรธจนเส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนแต่ทำอะไรไม่ได้ เย่หงเองก็น้ำตาไหลพรากมองไปทางอันหลงด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรม
“เอาล่ะ ที่ฉันมาในวันนี้ก็เพื่อพูดกับคุณเรื่องนี้เอง เด็กทั้งสองมีความกตัญญูมาก เสี่ยวชิวเป็นห่วงสุขภาพของคุณ ได้ยินว่าหล่อนเป็นห่วงคุณ แต่คุณโกรธลูกเสียได้ คุณมีลูกคนใหม่เลยไม่รักหล่อนแล้วหรือไง ไม่รู้ว่าคุณก็มีมุมแบบนี้ด้วย คุณกล้ามากนะ ! ” อันหลงวิพากษ์วิจารณ์ออกไปโดยไม่ไว้หน้า เพราะกู้จื้อชิวเป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของกู้เต๋อไห่มาโดยตลอด
คำพูดเมื่อสักครู่ของกู้จื้อชิวทำให้ชายชราคนนี้ไม่พอใจจนอดตอกกลับไม่ได้ “เหลวไหล ! คุณรู้ไหมว่าหล่อนพูดอะไร ? คุณรู้แล้วแต่ก็ยังโกรธผม หล่อนสมควรพูดแบบนั้นไหม ? ”
เย่หงรุดหน้าไปสร้างความลำบากใจให้อันหลงทันที “นั้นน่ะสิ มีลูกสาวบ้านไหนบ้างที่พูดกับพ่อแบบนั้น ? หล่อนยังหาว่าฉันอาจเป็นม่าย นี่มันสาปแช่งกันชัด ๆ ! ”
ในที่สุดหญิงชราที่มองเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ ก็หาจังหวะพูดแทรกขึ้นมาได้แล้ว หล่อนนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาและพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้วก็เหมือนการสาดน้ำ ไม่เคยได้ยินหรอกว่าต้องดูแลพ่อ แม่เลี้ยงและลูกที่กำลังเกิดมา มิน่าล่ะ แต่งงานไม่กี่เดือนก็โดนไล่ออกจากบ้านสามี สมน้ำหน้า ! ”
คำพูดเช่นนี้ได้สร้างความเจ็บปวดไว้ในก้นบึ้งหัวใจของอันหลงมาโดยตลอด เมื่อได้ยินคนรอบกายพูดถึงกู้จื้อชิวแบบนี้หล่อนจึงยอมไม่ได้ รีบยื่นมือออกไปหยิบแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะและสาดน้ำใส่หญิงชราคนนั้นทันที…