เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 563 ความเกลียดชังครั้งใหม่
ตอนที่ 563 ความเกลียดชังครั้งใหม่
บ้านตระกูลกู้ถึงกับอลหม่านในทันใด เสียงสาปแช่งของป้าเย่ดังลั่น เสียงอุทานของเย่หงดังระงม แม้แต่กู้เต๋อไห่ก็ยังโกรธจนตะโกนด่ากราดด้วยถ้อยคำหยาบคาย
“กู้เต๋อไห่ ! ” อันหลงชี้หน้าเขาพร้อมตะโกนด่า “คุณมันไร้ยางอาย ! ”
เมื่อเย่หงได้ยินดังนั้น มือที่กำลังช่วยเช็ดให้ป้าเย่ก็หยุดชะงัก จากนั้นก็หมุนตัวไปตำหนิอันหลง “คุณว่าใครมิทราบ ? คนแบบคุณเก่งแต่รังแกคนอื่น มันส่อถึงตระกูลของคุณ!”
อันหลงขู่เย่หงด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ถ้าเธออยากรักษาลูกในท้องไว้ก็หุบปากและหยุดยั่วโมโหฉันได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเท้าข้างนี้จะไม่ได้สัมผัสแค่พื้นรองเท้าเฉย ๆ นะ”
เย่หงโกรธจนหน้าดำหน้าแดงและไม่กล้าส่งเสียงอีก หล่อนไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรออกไป ส่วนกู้เต๋อไห่ได้แต่ส่งสายตาตำหนิไปทางอันหลง
“คุณ คุณ ! ” กู้เต๋อไห่ตัวสั่นเพราะความโกรธจากนั้นก็ตำหนิอันหลงว่า “คุณกลับไปซะ รีบกลับไปเดี๋ยวนี้ ! อย่ามาสร้างปัญหาให้เราอีกเลย เราเองก็จะไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับคุณเหมือนกัน ! ”
“กู้เต๋อไห่ คุณไม่ต้องใจดีกับฉันหรอก คิดว่าฉันยังผูกพันกับคุณหรือ ? คิดว่าเพราะพวกคุณมีลูกแล้ว ฉันเกิดอิจฉาจึงมาหาเรื่องอย่างนั้นหรือ ? คุณอย่าปิดทองบนหน้าตัวเองหน่อยเลย ! ” อันหลงมองกู้เต๋อไห่ด้วยสายตาเย็นชา รอยยิ้มก่อนหน้านั้นมลายหายไปในทันที
“เสี่ยวชิวพูดความจริง แต่พวกคุณทนฟังไม่ได้เองต่างหาก ตัดสายโทรศัพท์ไม่สนใจว่าลูกสองคนจะร้อนใจขนาดไหน แต่จริง ๆ พวกคุณยังอยู่อย่างมีความสุข” อันหลงพูดออกไปด้วยความโกรธ “ที่ฉันดูถูกคุณก็เพราะบางเรื่องฉันไม่อยากพูดพล่ามให้ยาวต่างหาก !”
หล่อนกลืนน้ำลายลงคอหนึ่งอึกแล้วจ้องกู้เต๋อไห่ สูดลมหายใจเข้าลึกและพูดว่า “ฉันพูดกับคุณไปหลายรอบแล้ว พวกคุณอย่าคิดว่าเราสามคนแม่ลูกโง่สิ อย่าคิดว่าพวกคุณที่โหดเหี้ยมราวหมาป่าจะปั่นหัวเล่นได้!”
“คุณหมายความว่าอะไร คุณพูดอะไรเนี่ย ? ” กู้เต๋อไห่โกรธจัด
จางฉุ้ยเหลียนเห็นเช่นนั้นก็กังวลว่าอันหลงจะโกรธจนทรุดลงไป จึงรีบเข้ามาโน้มน้าว “แม่คะ หยุดพูดได้แล้ว พ่อเป็นความดันสูง ถ้าล้มป่วยขึ้นมาจะยุ่งนะคะ ! ”
“เธอหลบไป ! ” อันหลงผลักจางฉุ้ยเหลียนออกไป ในเวลานี้หล่อนยืนประจัญหน้ากับกู้เต๋อไห่ในห้องรับแขก
“ฉันจะพูดเรื่องที่ไม่พอใจคุณ เอาเรื่องเมื่อครู่ก่อนเลย หญิงแก่คนนี้ไม่สนใจว่าฉันอยู่ในสถานะอะไรและมาจากไหน หล่อนกล่าวหาเสี่ยวชิว แล้วคุณเป็นพ่อจะทนฟังได้หรือไง ฉันทนไม่ได้หรอก คนอื่นว่าฉันอย่างไรก็ไม่สน แต่มาว่าลูกสาว ฉันขอบอกไว้เลยนะ… ” อันหลงยกมือขึ้นโบกไปมาแสดงท่าทางเหมือนมู่กุ้ยอิงสะใภ้ขุนศึกตระกูลหยาง “ฉันขอบอกไว้เลยว่าไม่ให้อภัย!”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ จางฉุ้ยเหลียนแทบอยากร้องไห้ออกมา คำพูดของมารดา ถ้ากู้จื้อชิวมาได้ยินเข้าคงจะร้องไห้คร่ำครวญแสดงความซาบซึ้งใจไปแล้ว
ต่อจากนั้นอันหลงก็ชี้แจงความไม่ได้เรื่องของกู้เต๋อไห่ “เรื่องก่อนหย่าร้างของเรา ฉันไม่อยากฉีกหน้าคุณเพราะมันไม่มีประโยชน์ เราจะคุยแค่เรื่องความไม่เอาไหนหลังจากที่คุณแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ !”
กู้เต๋อไห่ไม่เต็มใจจึงเงยหน้าขึ้นและพูดว่า “ผมถามตัวเองตลอดและผมไม่ได้รู้สึกผิดต่อพวกคุณ คุณพูดมาเลย คุณพูดออกมาเลย!”
“ข้อที่หนึ่ง เรื่องการแต่งงานของลูกสาว คุณให้เงินหล่อนแค่ไม่กี่หยวน หล่อนต้องแต่งงานออกไปอยู่ในที่ไกลหูไกลตา คุณคิดอะไรอยู่ ? เงินสินเดิมก็เป็นเงินของฉันและลูกสะใภ้ ความเป็นพ่อของคุณไปไหนหมด ? ”
สำหรับ ‘เรื่องเก่า’ นี้ กู้เต๋อไห่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า “ความเป็นพ่อหายไปไหนน่ะหรือ ? ตอนหย่ากันผมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้คุณ ไม่นานเสี่ยวชิวก็แต่งงาน แล้วคุณคิดว่าผมจะมีเงินเท่าไหร่ ? อีกอย่างผมบอกแล้วว่าเงินจำนวนนั้นเป็นของลูกทั้งสองก็เลยยกให้ทั้งหมด แล้วผมจะเอาเงินมาจากไหนอีก ? ”
“เงินของคุณหรือ ? นั่นคือเงินที่ฉันหามาและเป็นเงินที่ฉันสะสมไว้ต่างหาก ส่วนเงินที่คุณหามาได้ก็ยกให้พี่น้องหน้าเงินเหล่านั้นไปหมดแล้ว มีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าของคุณ ? ” อันหลงไม่พอใจกับคำอธิบายนี้มาก “ตอนคุณแต่งงานก็ซื้อทองสามอย่างให้เย่หง ให้เงินค่าขนมลูกชายของหล่อนไม่น้อย เงินเหล่านั้นคุณเอามาจากไหน ? กู้เต๋อไห่ คิดว่าฉันไม่รู้คุณมีคลังสมบัติหรือไง ? บัตรของคุณก็อยู่ที่ฉัน แต่เงินสดของคุณล่ะ ? เราแบ่งของพวกนี้กันแล้ว หลายปีมานี้ฉันไม่เคยเรียกร้องเงินจากคุณเลยด้วย”
เรื่องนี้จางฉุ้ยเหลียนไม่รู้เลย เธอจะรู้เรื่องเงินส่วนตัวของพ่อสามีได้อย่างไร ทว่าระหว่างนั้นเธอก็เข้าใจว่าเหตุใดหลังจากพ่อสามีจากโลกนี้ไปเมื่อชาติที่แล้ว แม่เฒ่าเฝิงจึงอยู่แต่ในบ้านแล้วทะเลาะกับอันหลงทุกวันชนิดไม่ยอมไปไหน ที่แท้ก็เพราะเงินที่กู้เต๋อไห่เก็บไว้ก้อนนั้นเอง อันหลงรู้แต่ก็ยอมทิ้งเงินนั้นเสียด้วย
“ในค่ายมีแต่เพื่อนทหารเก่าของคุณทั้งนั้น คุณคิดว่าฉันไม่รู้ว่าเงินก้อนนั้นมีจำนวนเท่าไหร่หรือ ? ถูกที่ครอบครัวของฉันต้องพึ่งพาคุณ แต่ฉันไม่เคยเอาเปรียบคุณเลย เพราะไม่อย่างนั้นคุณคงดูแลครอบครัวตระกูลกู้ไม่ได้ คุณกิน ดื่ม ใช้ ค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสองก็เป็นเงินที่ฉันหามา ฉันไม่เคยใช้บัตรอะไรนั่นของคุณด้วยซ้ำ ถ้าฉันทำตัวเหมือนคุณมีคลังสมบัติ มันก็คงจบเห่ไปนานแล้ว” สีหน้าอันหลงเย็นยะเยือก “ไหน ๆ ก็หย่ากันแล้ว ฉันอยากหลีกเลี่ยงไม่ให้สกุลเย่มายุ่งเรื่องเงินของลูก หลายปีมานี้คุณหูเบาและอวดอ้างตน ฉันกลัวว่าคุณจะใช้เงินจนหมด นี่คือสิ่งที่ต้องพูดกันเป็นการส่วนตัว”
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนได้ยินก็อดรู้สึกไม่เป็นธรรมแทนแม่สามีไม่ได้ ตอนแรกแค่แกล้งหย่ากัน ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นเขาที่แสดงอยู่คนเดียว บอกว่าแม่เฒ่าเฝิงหาคู่ให้ ยังไม่ทันไรก็แต่งงานใหม่โดยที่ลูกไม่ทันตั้งตัว
อย่าว่าแต่สามแม่ลูกอันหลงที่รับไม่ได้เลย แม้แต่ลูกสะใภ้อย่างจางฉุ้ยเหลียนก็ตกใจเช่นกัน ต่อมากู้จื้อเฉิงค่อย ๆ ให้อภัยพ่อคนนี้และปล่อยให้เรื่องมันผ่านไป
นึกไม่ถึงว่ายังมีเรื่องที่ลูก ๆ ยังไม่รู้อีก อย่างเช่นเงินส่วนตัว
“คุณมีเงินซื้อสร้อยทอง ต่างหูทองและแหวนให้สะใภ้คนใหม่ แต่คุณไม่มีเงินสินเดิมให้ลูกสาวของตน” เรื่องนี้อันหลงไม่เคยบอกกู้จื้อชิว เพราะไม่อย่างนั้นดูจากนิสัยของลูกสาวก็คงไม่มีวันให้อภัยบิดาไปตลอดชีวิต
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินก้อนนี้และไม่ใช่เพราะเงินค่าสินสอดหรอก ทว่ามันคือการทรยศ
กู้เต๋อไห่สูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นก็พูดด้วยความไม่เข้าใจ “ผมมีชีวิตของตนแล้วทำไมต้องทำตามที่คุณบอกด้วย หือ ? คุณเป็นห่วงชีวิตของผม ทำตัวเป็นคนในครอบครัวที่หย่ากันแล้วก็ยังเป็นห่วงผม คุณเผด็จการเกินไปหน่อยไหม ? ”
อันหลงโบกมือไปมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ใครเป็นห่วงคุณ ? ฉันไม่ได้รักคุณแล้ว ฉันเป็นห่วงลูกสาวต่างหาก หล่อนอยากได้อะไร ฉันก็จะหามาให้ทั้งนั้น”
อันหลงหยุดไปเล็กน้อยจากนั้นก็พูดข้อที่สอง “เสี่ยวชิวหย่ากับสามี คุณอยากให้หล่อนมาอยู่ในบ้านของคุณ แต่ฉันไม่ยอม ทุกคนในครอบครัวคุณล้วนต่อต้านฉันราวกับว่าฉันพาลูกสาวไปขายอย่างนั้นแหละ ฉันพยายามคิดหาทางให้หล่อนรีบแต่งงานออกไปดีกว่ามาอยู่บ้านของพวกคุณไงล่ะ ในบ้านของคุณมีทั้งคนแก่และเด็กอยู่แล้ว จะให้หล่อนมาเพิ่มอีกทำไม ? ”
เย่หงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ไม่พอใจที่อันหลงพ่นคำพูดสกปรกลงบนตัวหล่อน ในขณะที่กำลังจะอ้าปากพูดก็เห็นอันหลงถลึงตาใส่และพูดอีกครั้งว่า “แล้วมันยิ่งร้ายแรงมากกว่าเดิมเพราะหล่อนไปขายข้าวกล่อง คุณก็เห็นด้วยอย่างไม่น่าเชื่อและยังให้สะใภ้คนนี้มาช่วยงานที่ร้าน คุณนี่มันจริง ๆ เลยนะ หน้าไม่อายเลย! ”
เย่หงระเบิดอารมณ์ในที่สุด ชี้หน้าด่าอันหลงอย่างไม่ลดละ “คุณ ! คุณหมายความว่าอะไร ? คุณว่าใครหน้าไม่อาย ? ขายข้าวกล่องมันน่าอายตรงไหนมิทราบ ? ไม่ได้ขโมยหรือแย่งใครกิน คุณบอกมาสิว่าหมายความว่าอย่างไร ? ” เมื่อพูดจบหล่อนก็ปิดหน้าร้องไห้ “คุณรังเกียจที่เราจน เราจนแล้วอย่างไร ? เราไม่ได้ขโมยแต่หาเงินด้วยความสุจริต มันขัดหูขัดตาคุณหรือ คุณมีเงินก็ให้ลูกสาวไปสิ ทำไม…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หล่อนก็พูดต่อไม่ไหวจนคุกเข่าทรุดตัวร้องไห้กับพื้น ป้าเย่รีบเข้ามาประคองตัวหล่อนเอาไว้ “อย่าคุกเข่าสิ เดียวจะกดทับที่ท้อง ! ”
จากนั้นก็พยุงตัวเย่หงขึ้นมานั่งบนโซฟา จากนั้นหล่อนก็พุ่งตัวออกมาจะทำร้ายอันหลง กู้เต๋อไห่เร็วกว่าจางฉุ้ยเหลียนจึงขวางไว้ได้ทัน จางฉุ้ยเหลียนจึงขวางอยู่ข้างหน้าแม่สามีอีกที
เมื่อเย่หงเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ลืมร้องไห้ไปชั่วขณะ หลังจากเงียบไปหลายวินาทีก็เริ่มหาเรื่องอีกครั้ง ป้าเย่ก็เริ่มตะโกนโวยวายอยู่ที่พื้น
“สวรรค์ได้โปรด ฉันไม่อยากอยู่แล้ว ! พวกคุณรังแกชาวบ้านอย่างเรา ! เราไม่อยากอยู่แล้ว ไม่อยากอยู่แล้วจริง ๆ ! ” เสียงร้องคร่ำครวญดังกังวานน่าเวทนาคล้ายกำลังร้องไห้ถึงผู้อาวุโสที่ล่วงลับไปแล้ว
ถึงแม้ว่าเย่หงไม่ได้เคลื่อนไหวมากนัก แต่ก็มากพอที่จะสร้างความตกใจแก่กู้เต๋อไห่ จำได้ว่าเขาเหมือนมดที่เดินพล่านอยู่ในหม้อจากนั้นก็พูดกับอันหลงด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “คุณรีบกลับไปเถิด ผมขอร้อง คุณให้ผมมีชีวิตสงบเสียที ! ”
“อ๊าก ! ” ป้าเย่ตะโกนกรีดร้องออกมา จางฉุ้ยเหลียนตกใจมาก พาลคิดว่าเย่หงมีปัญหาแล้ว นึกไม่ถึงว่าเสียงกรีดร้องจะเพิ่มระดับมากขนาดนี้
เย่หงดิ้นอย่างสุดกำลังจนกู้เต๋อไห้ต้านทานไม่ไหว “ไอ้หยา เธอลุกขึ้นมาก่อนได้ไหม อย่าเพิ่งเอาแต่ใจ ! ”
จางฉุ้ยเหลียนก็รีบเข้ามาประคองเย่หง กลัวว่าหล่อนจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เย่หงยังคงเป็นห่วงลูกในท้องจึงเอ่ยถามด้วยเสียงสะอื้น “คุณ ยังปกป้องหล่อน คุณจะปกป้องหล่อนทำไม…”
กู้เต๋อไห่เป็นกังวลหนักขึ้นไปอีก “ฉันต้องปกป้องสิ หากวันนี้พวกเธอทำร้ายพวกหล่อน แล้วพรุ่งนี้หล่อนจ้างทนายความมาฟ้องเธอกับป้า ทำให้เธอสิ้นเนื้อประดาตัวละก็ ดูสิว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร!”
เย่หงรู้จักนิสัยของอันหลงดี ความจริงหล่อนไม่ได้โกรธที่กู้จื้อชิวสร้างปัญหา ทว่ารู้สึกไม่ดีที่กู้เต๋อไห่แม้หย่าแล้วก็ยังเกรงกลัวอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าอันหลงมีอิทธิพลมากกว่าตนแค่ไหน
ป้าเย่ไม่เข้าใจเพราะใช้ชีวิตในหมู่บ้านมานานหลายปี เจอเรื่องทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวันก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีการฟ้องร้องกันจนสิ้นเนื้อประดาตัว
เสียงร้องไห้คร่ำครวญยังคงดังต่อเนื่อง หล่อนกุมหน้าอกพร้อมพรั่งพรูเรื่องลำบากใจของตน เมื่อจางฉุ้ยเหลียนเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงรีบลากอันหลงออกมา
อันหลงไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน จิตใจจึงเกิดความสับสนแต่ก็ยังอดกลั้นต่อหน้าทุกคนเอาไว้ หล่อนทำได้เพียงหัวเราะด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแล้วเดินลงจากตึกไป