เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 564 ไร้ประเด็น
ตอนที่ 564 ไร้ประเด็น
จางฉุ้ยเหลียนอึ้งงัน จากนั้นก็เดินคอตกตามแม่สามีลงจากตึกไป เธอรู้สึกสับสนและไม่เข้าใจ ดูเหมือนไม่เคยมีวันเวลากับแม่สามีเหมือนตอนนี้มาก่อน ทำไมเธอถึงมองปัญหาไม่ออก ตรงกันข้ามกลับเป็นแม่สามีที่พูดถูกเสียได้
ทั้งสองเงียบไปตลอดทาง อันหลงได้แต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างจากฝั่งข้างคนขับ เมื่อมาถึงบ้านก็เข้าไปอยู่ในห้องนอนคนเดียว ส่วนจางฉุ้ยเหลียนได้แต่นั่งคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่ที่โซฟา
ตงลี่หวารออย่างหงุดหงิดใจราวกับมดที่เดินอยู่บนกระทะร้อน หลังจากเตรียมอาหารให้เด็กทั้งสองคนเสร็จแล้วก็รีบหั่นผลไม้มาเสิร์ฟลูกสาวทันที “เกิดอะไรขึ้น ? ฝั่งนั้นรังแกแม่สามีของลูกหรือ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนเงยหน้าขึ้นมาเผยสีหน้าลำบากใจ ไม่รู้จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ละเอียดอย่างไร ตอนนี้เธอไม่มีความคิดเห็นอะไรเลย เพราะมีหลายเรื่องที่แม่สามีพูดถูก มันสมเหตุสมผลมากพอที่จะพูดได้อย่างเต็มปากเสียด้วย
เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้ของจางฉุ้ยเหลียน ตงลี่หวายิ่งเข้าใจผิดว่าอันหลงถูกคนฝั่งนั้นยั่วโมโห จึงอดพูดด้วยความทอดถอนใจที่มีต่อคนอื่นไม่ได้ “มันเป็นเรื่องที่จนปัญญาแล้ว ใครเห็นแบบนี้ก็โกรธทั้งนั้นแหละ จะว่าไปแล้วพ่อสามีของลูกก็พึ่งพาไม่ได้ เป็นสามีภรรยากันตั้งหลายปียังสร้างปัญหาแบบนี้อีก ช่าง…”
ทุกคนล้วนเป็นผู้หญิงและต่างก็เห็นใจซึ่งกันและกัน พฤติกรรมในตอนนั้นของกู้เต๋อไห่ทำให้รู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งใจ แต่นอกเหนือจากนั้นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากสุดก็คือเขาเอง ตอนนั้นอันหลงสร้างปัญหาใหญ่หลวงมากถึงขั้นป่วยทางจิตเลยก็ว่าได้ มันเป็นความลำบากที่มิอาจบรรยายได้ ทุกคนทยอยกันรู้สึกว่ากู้เต๋อไห่ต้องทนรับอารมณ์ร้าย ๆ ของหล่อนมานานหลายปี ตอนนี้หย่ากันแล้วก็ถือว่าสมเหตุสมผลที่สุด
แต่มันก็คือคนละเรื่อง หลายปีมานี้อันหลงดูแลคังคังและทำงานแทบไม่ได้หยุดพัก ผู้หญิงมีอายุคนหนึ่งยังต้องดูแลร้านหนังสือ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แม้จะพูดได้ว่าหล่อนขัดแย้งกับทุกคนในตอนแรก ทว่าช่วงเวลาลำบากที่สุดของครอบครัวก็ยืนกรานจะย้ายออกไป จางฉุ้ยเหลียนเกลียดแม่สามีคนนี้ที่สุดแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนที่หล่อนสร้างเรื่องลับหลังเธออีกมากมาย
ตอนนี้อันหลงไม่ได้ด่าว่าจางฉุ้ยเหลียนเป็นบ่อเกิดแห่งหายนะอีกแล้ว ไม่พูดอะไรที่ทำให้แตกแยกอีกด้วย ตอนนั้นหล่อนเอาแต่งมงายกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บูชาอยู่ในบ้านเพื่อให้จางฉุ้ยเหลียนและกู้จื้อเฉิงหย่าร้างกัน วิงวอนเทพเจ้า พล่ามถึงการกระทำของจางฉุ้ยเหลียนอย่างนั้นอย่างนี้ อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากเช่าหวาทำเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นมา
จางฉุ้ยเหลียนรู้สึกสับสนกับหญิงชราคนนี้มาโดยตลอด ส่วนตงลี่หวาที่โกรธจนแทบคลั่ง บัดนี้ก็ได้ขจัดเรื่องเหล่านั้นออกจากจากสมองหมดแล้ว แม้จะบอกว่าทั้งสองเหมือนดอกบัวบริสุทธิ์ ทว่าในความเป็นจริงก็ทำเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีทั้งนั้น
ตงลี่หวาเห็นอันหลงไม่มีความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ไม่มีความยโสโอหังอีกแล้ว ก็รู้สึกปวดใจอยู่เล็กน้อย หล่อนพูดขึ้นเบา ๆ “แม่รู้สึกว่าแม่สามีดีกว่าตอนที่อาละวาดบ้านแตกเสียอีก ดูมีความคิดมากกว่าแต่ก่อน อย่าว่าแต่นิสัยของหล่อนที่สะเพร่าและดูถูกคนอื่น ตอนนี้ท่าทางที่เห็นคือมีพลังอย่างบอกไม่ถูก ทว่าสีหน้าหม่นหมองท้อแท้ เห็นแล้วมันน่าปวดใจ!”
จางฉุ้ยเหลียนครุ่นคิดอยู่สักพักจากนั้นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ตงลี่หวาฟัง หลังจากเล่าจบก็พูดด้วยสีหน้าสงสัย “หนูรู้สึกว่าที่หล่อนพูดก็ถูกนะคะ แต่ไม่รู้ว่าหนูผิดตรงไหน ไม่รู้ว่าทำไมตอนที่หล่อนด่าพ่อสามี หนูจึงรู้สึกผิด!”
ตงลี่หวาครุ่นคิดตาม จากนั้นก็เอ่ยถึงกู้จื้อชิว “เรื่องที่กู้จื้อชิวขายข้าวกล่อง ก่อนหน้านั้นพ่อเซี่ยก็เคยบอกแล้วว่านักศึกษาคนหนึ่งจะทำธุรกิจอะไรได้ ถึงอย่างไรก็คงไม่พ้นขายข้าวกล่อง อย่าว่าแต่จะทำให้แม่สามีเสียหน้าเลย เขายังรู้สึกไม่มีราคาด้วย แต่ถึงอย่างไรมันก็จนปัญญา ตอนนั้นเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในบ้าน ใครจะไปมีอารมณ์นึกถึงหล่อน อีกอย่างการกระทำของแม่สามีเพียงคนเดียวมันก็น่าโมโหจริง ๆ ! ”
สำหรับตงลี่หวา นี่คือความแตกต่างด้านความคิด เซี่ยจวินให้ความสำคัญกับนักศึกษามาก เดิมทีเขาเสียใจที่จางฉุ้ยเหลียนเลือกทิ้งการเรียนไปทำงานอยู่แล้ว ทว่าหลายปีมานี้ เธออาศัยการเขียนสร้างชื่อเสียงดังกระฉ่อนไปทั่วและก็สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองที่เป็นแค่ ‘นักศึกษา’ ธรรมดาคนหนึ่ง เซี่ยจวินจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมากและไม่สนใจด้วยว่าการทำธุรกิจของจางฉุ้ยเหลียนจะเป็นเรื่องไม่เข้าตา
อันหลงและกู้เต๋อไห่มีมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของลูกแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ลูกหลานในครอบครัวของอันหลง ถึงแม้จะบอกว่าคนรุ่นพ่อแม่มีภูมิหลังไม่ดีก็ไม่ได้ถ่วงอนาคตที่ดีของพวกเขาแต่อย่างใด
โชคดีที่กู้จื้อเฉิงมีรากฐานมาจากในค่ายทหารหลายปี อันหลงพยายามเข้มงวดให้กู้เต๋อไห่มีความอดทน ไม่เพียงแค่นี้ เพื่อนทหารที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกู้เต๋อไห่ต่างก็ถูกอันหลงควบคุมอยู่ในกำมือทั้งนั้น โรงซ่อมรถของเซี่ยจวิน แล้วก็ธุรกิจของกู้จื้อเฉิงยังต้องมีคนช่วยเลย ทว่ากู้เต๋อไห่แทบจะติดอยู่กับอันหลงเพียงคนเดียว
กู้จื้อชิวมีนิสัยชอบวิจารณ์คนอื่นเหมือนมารดาไม่มีผิด ทว่ากู้จื้อเฉิงกลายเป็นเงาตามตัวของกู้เต๋อไห่ ยกตัวอย่างเช่นการพูดตรงไปตรงมานี้ เขาโดดเด่นไม่แพ้บิดาเลย
กู้เต๋อไห่เป็นคนง่าย ๆ ไม่ค่อยวางแผนชีวิต ไม่เคยรู้สึกว่าโลกใบนี้ดี ดังนั้นจึงไม่นึกถึงอนาคตของลูกชายและลูกสาว ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติก็พอแล้ว ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ!
ทว่าเมื่อกู้จื้อเฉิงเปลี่ยนสายงานกลับทำให้เขากระวนกระวายใจ หลังจากจิตใจสงบลงแล้วก็พบว่าตัวเองนั้นไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรเลย กู้จื้อเฉิงต้องไปหมู่บ้านหยางจวง อันหลงร้อนใจถึงขั้นบีบบังคับให้กู้เต๋อไห่ประสานงานเพื่อให้ลูกชายกลับมา เมื่อกู้เต๋อไห่ได้ฟังความคิดของลูกชาย เขาก็รู้สึกว่าความคิดของลูกดีจึงปล่อยให้ไปทำตามที่ใจปรารถนา อันหลงไม่พอใจจึงไประบายความอัดอั้นกับตงลี่หวาเป็นเวลานาน
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ตงลี่หวาก็รู้ว่าสองคนนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ เห็นอยู่ว่าเป็นคนที่เดินกันคนละทาง แต่เหมือนถูกมัดด้วยหนังยางไม่อาจแยกจากกันได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไรหนังยางนั้นจะขาดและทำให้ทั้งคู่แยกจากกัน
นี่เพิ่งจะสองสามปีเอง คำพูดล้อเล่นของตงลี่หวากลับกลายเป็นความจริง
จางฉุ้ยเหลียนเห็นด้วยกับคำพูดของตงลี่หวา ดูท่าปัญหาที่แตกต่างกันจึงตัดสินให้ผลลัพธ์ในตอนสุดท้ายแตกต่างกันด้วย เรื่องนี้มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้กู้จื้อชิวมีชีวิตที่ดี แม้แต่มู่จิ้นหนานก็ยังชมว่าหล่อนเก่ง มองออกว่ากู้จื้อชิวกำลังแสดงถึงจุดแข็งของหล่อนเอง
“แม่สามีพูดเรื่องการแต่งงานของเสี่ยวชิว ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นจะยังพูดเรื่องเงินส่วนตัวนี้อยู่ไหม” ตงลี่หวาแสดงสีหน้าดูถูกอย่างชัดเจน “มีเงินส่วนตัวแต่ไม่ยอมให้ลูกสาว ไม่ยอมพูดถึงด้วย อย่างไรก็เป็นลูกสาวตัวเอง ! ”
จางฉุ้ยเหลียนหัวเราะแห้งกับความคิดนี้ “ตอนที่หนูแต่งงาน พ่อกับแม่มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้หนู แต่คงจะขอร้องให้คนอื่นทำแบบนี้ไม่ได้หรอกค่ะ พ่อสามีอยากมีชีวิตเป็นของตน อีกอย่างสินเดิมของเสี่ยวชิวก็ไม่ถือว่าแย่มากนัก หนูเองก็ให้ไปไม่น้อยเลย”
ตงลี่หวากลอกตาไปทางจางฉุ้ยเหลียน “เด็กโง่ ลูกไม่เคยเข้าใจเลย ความคิดของคนเป็นพ่อแม่คือแบบไหน ลูกลองนึกถึงลูกสาวนะ ถ้าหล่อนแต่งงานออกไป แล้วเสี่ยวชิวไม่ให้อะไรหล่อนเลย ลูกคิดว่าน้องสามีเป็นคนแบบไหนล่ะ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนหมดคำพูดในทันที เธอนึกถึงตอนที่อันหลงเตรียมการยกร้านหนังสือให้เป็นสินเดิมแก่ลูกสาว ทว่าสิทธิ์ในการบริหารร้านหนังสือก็ยังเป็นของตน สัญญาปากเปล่ายังนับว่าเป็นความรักของมารดาได้ไหมนะ
หากนำมาเปรียบเทียบกันความคิดโดยรวมก็ไม่น่าดูเลยสักนิด คนเป็นลูกอาจไม่รู้สึก แต่คนเป็นสามีภรรยากลับรู้สึกว่าความคิดของพ่อแม่นั้นมากเกินไป…
ตอนแรกครอบครัวของเธอได้เปรียบมาก โดยไม่สนว่าพ่อสามีจะให้เงินสินเดิมเสี่ยวชิวเท่าไหร่ ไม่มีใครเคยนึกถึงปัญหานี้ แต่คาดไม่ถึงว่าแม่สามีจะไม่กล้าพูดความจริงกับลูก เพียงเพราะกลัวลูกเสียใจ
“แม่อยากให้เสี่ยวชิวโกรธอยู่นะ แต่ไหน ๆ เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว พวกลูกก็อย่าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าเสี่ยวชิวแล้วกัน อย่างน้อยอันหลงก็เลี้ยงดูสองพี่น้องจนเติบใหญ่ การจะให้หรือไม่ให้ ฝ่ายผู้รับไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง แม้ในอนาคตเขาจะให้เงินน้อยอีกก็ตาม พวกลูกก็ไม่มีมีสิทธิ์ตำหนิเขา” จางฉุ้ยเหลียนเห็นด้วยกับคำพูดของตงลี่หวา เธอไม่เคยคิดที่จะเข้าไปยุ่งกับทรัพย์สินของพ่อสามีแต่อย่างใด
เพียงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มันเกินกว่าที่เธอคาดคิด ทำให้เธอไม่สามารถยอมรับได้เท่านั้นเอง
หากว่าไปแล้วกู้จื้อชิวก็เป็นหัวใจสำคัญของอันหลงไม่น้อย ดังนั้นอันหลงมักรู้สึกอ่อนไหวง่ายทุกครั้งที่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับลูกสาว แต่ก็มองออกว่าอันหลงมีอิทธิพลเมื่ออยู่ต่อหน้ากู้เต๋อไห่ด้วย ซึ่งกู้เต๋อไห่กลัวหล่อนมากจริง ๆ เพียงแต่ตอนนั้นเขาเพิ่งหย่าร้างจึงมีความกล้าหาญอยู่พอตัว
จางฉุ้ยเหลียนพูดเรื่องนี้กับกู้จื้อเฉิงแล้วว่าผู้อาวุโสต่างก็เห็นด้วยกับความคิดของเขาและน้องสาว พวกเขาจะเป็นแบบไหนก็เป็นแบบนั้น แค่พวกเขาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขก็พอ แน่นอนว่ากู้จื้อเฉิงไม่สนเรื่องที่พ่อไม่ยอมให้เงินส่วนตัวเป็นสินเดิมลูกสาวแต่อย่างใด
ตรงกันข้ามคือพูดอีกเรื่องกับเธอ นั่นก็คือฟู่ซินตัดสินใจไปใช้ชีวิตในเมืองเหมือนเธอ เขายืนหยัดที่จะทำแบบนี้ โดยไม่สนใจว่าคนในครอบครัวคัดค้านก็ขายบ้านเดิมแล้วไปซื้อบ้านมือสองในเมืองแทน
ด้วยเหตุผลที่ต้องซื้อบ้าน ลูกทั้งสองคนของฟู่ซินจึงต้องย้ายไปอยู่ในเมือง ความหมายของฟู่ซินคือต้องการให้เด็กทั้งสองเรียนในเมืองและใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการรับลูกไปอยู่ด้วย
จางฉุ้ยเหลียนอดเตือนกู้จื้อเฉิงไม่ได้ “ฉันรู้สึกว่าเขาควรซื้อบ้านในแถบชานเมืองปักกิ่งดีกว่าค่ะ ย้ายเด็ก ๆ ไปอยู่ทะเบียนบ้านปักกิ่ง เพราะคุณก็รู้ว่ามันดีต่ออนาคต อย่างน้อยมหาวิทยาลัยปักกิ่งก็ดีกว่าหลายแห่ง”
กู้จื้อเฉิงยิ้มและพูดว่า “คุณอย่าคิดไร้สาระได้ไหม เหล่าฟู่คิดไกลกว่าคุณอีก ครั้งนี้เขาพาเด็ก ๆ ติดตัวไปด้วยก็ย่อมหาพี่เลี้ยงให้เด็ก แต่ไม่ยอมทิ้งพวกหล่อนให้อยู่บ้านเดิม”
ฟังแล้วเป็นเรื่องไม่ค่อยดีสักเท่าไร ฟู่ซินไม่ได้นึกถึงปัญหาของเด็ก ให้พี่เลี้ยงดูแลแล้วจะเอาใจใส่ได้มากแค่ไหนกันเชียว ?
จางฉุ้ยเหลียนแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ กู้จื้อเฉิงกลับเปลี่ยนไปพูดอีกเรื่อง “ที่รัก ! เขาก็เป็นพ่อคนแล้ว เขาต้องดูแลเด็ก ๆ เอง คุณไม่เห็นหรือว่าที่นี่แตกต่างมากแค่ไหน ? ”
“แล้วอย่างไรคะ ? ” จางฉุ้ยเหลียนไม่ใส่ใจ “ตอนนี้เขามีมโนธรรมแล้วหรือ ? ในที่สุดก็เข้าใจหน้าที่ของคนเป็นพ่อแล้วหรือไง ? ”
“เด็กต้องอยู่ข้างกายพ่อแม่ไปถึงไหนล่ะ ? คุณลืมเรื่องก่อนหน้านั้นไปแล้วหรือว่าคนในบ้านทำอย่างไรกับเขา ? ” กู้จื้อเฉิงเริ่มฉุนเฉียวเล็กน้อย รู้สึกว่าจางฉุ้ยเหลียนไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
เขาพูดตำหนิด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “คุณช่วยจัดลำดับความสำคัญหน่อยได้ไหม ? ”