เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 565 ตกตะลึง
ตอนที่ 565 ตกตะลึง
คงเพราะอยู่ด้วยกันมานาน จางฉุ้ยเหลียนจึงรู้สึกว่าคำพูดเมื่อสักครู่ของกู้จื้อเฉิงไม่ได้เคารพเธอเลยสักนิด ถึงแม้ว่าเขาอยากตำหนิเธอ ทว่าไม่ต้องใช้น้ำเสียงถากถางกันถึงขนาดนี้ก็ได้
ความเสียใจท่วมท้นเกินกว่าความโกรธ จางฉุ้ยเหลียนอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่สูดลมหายใจอยู่เข้าลึกแล้วอ้าปากโดยไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร
“แม้ความสัมพันธ์ของพวกคุณดีมากก็ตาม อย่างน้อยคุณต้องเคารพซึ่งกันและกัน เหล่าฟู่เป็นคนใหญ่คนโตแล้วจะไม่รู้หรือว่าสิ่งใดสำคัญ ? คุณอย่าเอาความคิดของตนยัดเยียดใส่คนอื่น เพราะทุกคนล้วนมีวิธีการของตน ไม่ใช่คุณคิดว่าดี แล้วคนอื่นจะรับได้ ! ” คำพูดนี้แฝงไปด้วยเจตนาอื่นซึ่งจางฉุ้ยเหลียนเข้าใจความหมายได้
“คุณหมายความว่าอย่างไร ? ” เวลานี้ขาทั้งสองข้างของจางฉุ้ยเหลียนไร้เรี่ยวแรง เริ่มยืนไม่ไหวโดยไม่ทราบสาเหตุ นี่เขากำลังตำหนิเธอใช่ไหม ?
“ที่รัก คุณคิดมากเกินไปแล้ว ถ้าคุณชัดเจนกว่านี้ ความกดดันของคุณจะลดน้อยลง ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังกังวลหรือกลัวอะไร แต่เราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปีแล้ว เราควรจะมีความสุขไหม ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วใช้ชีวิตตามปรารถนาไม่ดีกว่าหรือ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนไม่เคยคุยเรื่องนี้กับกู้จื้อเฉิงมาก่อน หรือพูดได้ว่าเธอไม่เคยตระหนักถึงปัญหานี้มาก่อนนั่นเอง แค่วันเดียวกู้จื้อเฉิงก็สามารถพูดให้เธอรู้สึกมืดแปดด้านได้ขนาดนี้
“คุณ คุณเป็นอะไรไปคะ ? ” จางฉุ้ยเหลียนรู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง หรือเพราะเธอไม่อยู่ข้างกายเขาจนทำให้เขาไปเจอคนอื่น ? ยกตัวอย่างเช่นผู้หญิงที่มีความคิดดีหรือไม่ก็คนน่าหลงใหล
กู้จื้อเฉิงพูดอีกเรื่องด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ผมแค่รู้สึกว่าคุณแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากเกินไปจนสูญเสียความเป็นตัวเอง”
จางฉุ้ยเหลียนหมดคำพูดในทันใด จะอ้าปากพูดก็ไม่พูดไม่ออก กู้จื้อเฉิงได้ยินเสียงลมหายใจอันหนักหน่วงของอีกฝ่ายผ่านทางโทรศัพท์ มันดังขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงรู้ว่าเธอพยายามอธิบายแต่หาคำพูดที่เหมาะสมไม่ได้
“คุณอ่อนไหวกับอิทธิพลของคนรอบข้างง่ายเกินไป รู้ตัวไหม ? เราได้อยู่ด้วยกันแต่ไม่ได้แค่อยู่ไปวัน ๆ เท่านั้นถูกไหม” น้ำเสียงของกู้จื้อเฉิงอ่อนโยนขึ้นทันใด “ผมจำได้ว่าตอนเราเพิ่งแต่งงานกัน คุณให้คนไปหาโคมไฟตั้งพื้นจากกวางตุ้ง เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน อาหารมือค่ำแทบจะเป็นงานเลี้ยงหรูหราดั่งงานเลี้ยงฉลองแมนจูเรีย-ฮัน ตอนนั้นคนอื่นอิจฉาผมมากเพราะครอบครัวของเรามีรสนิยม”
จางฉุ้ยเหลียนรู้สึกสับสนมาก เธอนึกย้อนกลับไปช่วงเวลาเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเธอเพิ่งจะแต่งงาน เธอแบกความหวังอันยิ่งใหญ่ไปแต่งงาน ความปรารถนาจะทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุดและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยไร้กังวล
“ไม่ว่าสะใภ้บ้านอื่นเป็นอย่างไร ไม่ว่าคนอื่นหัวเราะกับเรื่องตลกของคุณแบบไหน คุณก็ยังใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ ปลูกต้นหอม กระเทียม ถั่วงอกและผักใบเขียวในกระถาง ดอกไม้เรียงรายกันอยู่บนระเบียงหน้าต่างในฤดูหนาว” จางฉุ้ยเหลียนได้ฟังความหมายของกู้จื้อเฉิงแล้วเกิดไม่พอใจหรือไม่ ?
“หลังจากกลับมา คุณกังวลเรื่องชื่อเสียงของผม กังวลความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้ กังวลนั่นกังวลนี่สารพัด คุณกลายเป็นใหญ่ในบ้านและวิ่งไปโน้นมานี่ยุ่งจนลืมตัวเอง คุณบอกมาสิว่าถ้าไม่ใช่เพราะสำนักพิมพ์เร่งเร้า คุณก็ยังจะเขียนต่อไปใช่ไหม ? ”
คำถามนี้ทำให้จางฉุ้ยเหลียนตะลึงงัน “ฉัน ฉันก็ต้องทำต่อสิคะ!”
แต่ว่าไปแล้วก็ไม่ได้เชื่อมั่นขนาดนั้น จางฉุ้ยเหลียนเองก็ตระหนักได้ถึงปัญหานี้
“คุณบอกสิว่าไม่ได้อ่านหนังสือบนชั้นนานแค่ไหนแล้ว ? คุณยังจำหน้าแรกของสมุดบันทึกได้ไหม ? เรื่องที่คุณอยากทำอยากเรียนรู้เหล่านั้นน่ะ”
จางฉุ้ยเหลียนรู้สึกปวดใจ สีหน้าซีดเผือด ดูเหมือนเธอจะไม่ได้เขียนบันทึกเล่มนั้นมาสองสามปีแล้ว ไม่รู้ว่าเริ่มเก็บมันไว้ตั้งแต่ตอนไหน
ตอนตกแต่งบ้านใหม่ จางฉุ้ยเหลียนโวยวายอยากทำห้องหนังสือ แต่สุดท้ายคนที่ประนีประนอมก็คือเธอเอง เปลี่ยนห้องหนังสือไปอยู่ในห้องนั่งเล่นส่วนรวมบนชั้นสอง ห้องนั่งเล่นเล็กๆ ห้องนั้นมีพื้นที่กว้างขวาง มีแค่ตู้หนังสือด้านเดียวติดผนังข้างโต๊ะเขียนหนังสือ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก
ทว่าในอดีตเธอก็มีตู้หนังสือติดผนังแบบนี้ในบ้านเหมือนกัน ด้านบนเต็มไปด้วยหนังสือที่เธอชอบแล้วก็ยังมีแก้วน้ำที่ถูกเช็ดจนแวววาว ช่วงเวลาสบายที่สุดในตอนนั้นคือการเลือกดื่มน้ำอะไรโดยใช้แก้วแบบไหนดี
ตอนนั้นอุปกรณ์ทานอาหารมีมูลค่าที่สุดถูกเก็บไว้หมดสิ้น ถ้วยกาแฟ แก้วใส่นม แก้วชาและแก้วคริสตัลถูกเก็บบรรจุไว้ในกล่องทั้งสิ้นแล้วแทนที่ด้วยแก้วกระเบื้อง เวลาดื่มน้ำก็ใช้แก้วใส่นม แขกมาบ้านก็ใช้แก้วที่บ้วนปากไปชั่วคราว
หรือเพราะเด็กเยอะเกินไป วันเวลาจึงผ่านไปเร็วก็เลยไม่เรียกร้องบอกเธอว่าต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดแล้ว ?
“แม้แต่เหล่าฟู่ยังเข้าใจก็ไม่มีเรื่องอะไรเป็นไปไม่ได้แล้ว คุณบอกมาสิว่ามีอะไรที่คุณยังไม่เข้าใจบ้าง ? แม่ของผมต้องทรมานมานานหลายปี ตอนนี้ก็ยังมองไม่ออกอีกหรือ ? หล่อนไม่อยากตามเรื่องการแต่งงานของเสี่ยวชิว ไม่อยากพูดว่าคุณเป็นตัวซวยแล้ว” กู้จื้อเฉิงพูดกับจางฉุ้ยเหลียนด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “เรื่องในบ้านอาจทำให้คุณฟุ้งซ่าน แต่คุณก็ไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้”
จางฉุ้ยเหลียนเข้าใจความหมายของเขา แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือทำไมอยู่ ๆ เขาถึงพูดกับเธอ
“วันนี้ผมไปเจอบรรณาธิการคนก่อนของคุณด้วย คุณรู้ไหมว่าเขาเป็นโรคมะเร็ง ? ”
กู้จื้อเฉิงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้จางฉุ้ยเหลียนอึ้งงันไป จากนั้นก็พูดด้วยความตกใจว่า “บรรณาธิการซุนหรือคะ ? คุณหมายถึงบรรณาธิการซุนใช่ไหม ? หรือว่าใคร ? ”
กู้จื้อเฉิงยิ้มอย่างขมขื่น “บรรณาธิการหลิวคนก่อนหน้านั้น ตอนเราสองคนเข้าเมืองยังเชิญเขามาทานอาหารด้วยกัน คนที่ดูแลด้านการตีพิมพ์โดยเฉพาะคนนั้นแหละ”
จางฉุ้ยเหลียนพูดด้วยความเสียใจ “ทำไมเป็นเขาได้ล่ะค่ะ ? เขาเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง ? ”
กู้จื้อเฉิงทอดถอนใจ “นั่นสิ เขาเพิ่งจะสี่สิบต้น ๆ เอง ตอนนี้ไม่มีเวลาใช้ชีวิตมากขนาดนั้นแล้ว ผมไปเยี่ยมแล้วคุยหยอกล้อกับเขา คุณรู้ไหมว่าตอนนี้เขาเสียใจมากแค่ไหน ? ”
จางฉุ้ยเหลียนพูดทั้งน้ำตา “มัน เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้แล้วค่ะ ฉัน อยากไปเยี่ยมเขา”
กู้จื้อเฉิงพูด “ตอนไปเยี่ยมเขา ผมได้เจอกับเพื่อนของเขาด้วย ตอนคุยกันถึงรู้ว่าเพื่อนคนนั้นเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ภายใต้ชื่อ หมี่หลง คุณจำได้ไหม ? ”
ชื่อพิเศษนั้น ทำไมเธอจะจำไม่ได้ จางฉุ้ยเหลียนเบิกตากว้างทันใดก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตกใจว่า “มีเรื่องเกิดขึ้นกับเขาหรือคะ ? ”
กู้จื้อเฉิงพูดอย่างขมขื่น “เขามีชีวิตดีโดยมาตลอด ตอนนี้ได้กลายเป็นบรรณาธิการใหญ่ไปแล้ว นิยายของเขาถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และเขามีส่วนร่วมกับบทละครโทรทัศน์มากกว่าสิบเรื่อง”
จางฉุ้ยเหลียนไม่อยากจะเชื่อจึงได้แต่นั่งเงียบอยู่นาน กู้จื้อเฉิงอดเติมเชื้อไฟไม่ได้ “พวกคุณเริ่มต้นสายอาชีพพร้อมกัน คะแนนของเขาห่างไกลคุณมากจนกระทั่งตอนนี้ก็สิบกว่าปีแล้ว เขากลายเป็นบุคคลมีความสามารถพิเศษโดดเด่น ทำในสิ่งที่อยากทำและทำสำเร็จมาโดยตลอด ! ”
เป็นสามีภรรยากันมานาน คนที่เข้าใจจางฉุ้ยเหลียนที่สุดมีแค่กู้จื้อเฉิงเท่านั้น เขารู้ว่าจางฉุ้ยเหลียนคิดอะไรอยู่ในใจ ความฝันของเธอคืออะไร หวังแค่ให้ครอบครัวสมบูรณ์แบบหรือมุ่งหวังในอาชีพของเธอ
บางครั้งคำพูดที่พ่นออกมาจากปากก็ไม่มากพอที่จะเชื่อได้ว่ามันคือความปรารถนาในใจของมนุษย์ บางคราก็เป็นแค่คำพูดที่ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากทำที่สุด ?
ตอนที่หนังสือของจางฉุ้ยเหลียนได้ตีพิมพ์ เธอเคยพูดกับกู้จื้อเฉิงไว้ว่าสักวันเธอจะทำให้ผลงานปรากฎอยู่บนจอเงินให้ได้ แค่นี้ก็คุ้มค่าที่สุดแล้ว การแต่งงานอันสมบูรณ์แบบคือการได้อยู่กับพ่อแม่ ตอบสนองความต้องการของลูกและประกอบอาชีพที่ตนรัก
กู้จื้อเฉิงรู้ดีแก่ใจว่าเพื่อครอบครัวนี้เธอยอมเสียสละมากแค่ไหน ตอนแรกเธอตามเขาไปยังซุยหยวนโดยไม่ลังเล จากนั้นก็ใช้ชีวิตที่ไม่ใช่ของตนมานานหลายปี บัดนี้ครอบครัวมีฐานะดีขึ้น เธอจึงเริ่มฟุ้งซ่านขึ้นมาอีกครั้ง
เขาไม่อยากให้จางฉุ้ยเหลียนในวัย 80 ปีต้องมานั่งเสียใจว่าตอนอายุ 30 ไม่ได้เลือกทำในสิ่งที่อยากทำจริง ๆ
ครั้งนี้เขาตั้งใจขยายแวดวงสังคมให้กว้างขึ้นเพื่อจางฉุ้ยเหลียนอย่างเงียบ ๆ ดูสิว่าจะรู้จักคนที่สามารถช่วยเธอได้ไหม
คาดไม่ถึงว่าอดีตบรรณาธิการที่ป่วยเป็นมะเร็งจะมีเพื่อนเป็นคนเขียนบทความที่เคยเจอกันในตอนนั้น
มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตของทั้งสองคน ทำให้จางฉุ้ยเหลียนตกใจและพยายามฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง
“ผมรู้ว่าคุณเข้าใจความคิดของผม และผมจะบอกคุณว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยง อย่าทำให้ตัวเองเสียเปรียบเด็ดขาด” กู้จื้อเฉิงโพล่งประโยคนี้ออกมาทำให้จางฉุ้ยเหลียนอดยิ้มไม่ได้
“ฉันต้องคิดให้ดีก่อนค่ะ ตอนนี้สมองฉันสับสนเล็กน้อย” ไฟที่อยู่ในหัวใจของจางฉุ้ยเหลียนมลายหายไปหมดแล้ว โชคดีที่เหตุผลในการพูดของกู้จื้อเฉิงพูดไม่ได้เป็นเพราะว่าเขาเจอผู้หญิงคนอื่น
จางฉุ้ยเหลียนไม่อยากยอมรับ แต่ในเวลานี้เธอตระหนักได้ว่าตนเริ่มไม่มีความเชื่อมั่น เธอถึงขั้นเป็นกังวลว่ากู้จื้อเฉิงอาจพบผู้หญิงที่ทั้งสวยและมีความสามารถเลยทีเดียว
จางฉุ้ยเหลียนต้องยอมรับแล้วว่าเธอพบเจอกับ ‘วิกฤติช่วงวัยกลางคน’ ก่อนกำหนด และเริ่มเกิดความไม่พอใจอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ ถึงแม้จะมีร้านที่บริหารได้ดี โรงพิมพ์ที่ยังผลิตงานได้อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าในตัวของกู้จื้อเฉิงแล้วยังน้อยนิดมากทีเดียว
ไม่ทันรอให้จางฉุ้ยเหลียนมีเวลาคิด ในบ้านก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นอีก
เซี่ยเหมยพาเกาน่าพร้อมเด็กอีกคนกลับมาโดยบอกว่าจะหย่ากับอีกฝ่าย เรียกร้องให้เซี่ยจวินหาบ้านให้สองแม่ลูกอาศัยอยู่ก่อน รอให้ตนอารมณ์ดีขึ้นเมื่อไรก็จะออกไปหางานทำ
จางฉุ้ยเหลียนมองไปทางกระเป๋าที่ใช้ผ้าปูเตียงห่อลวก ๆ บนพื้นในห้องรับแขกและมองเกาน่าที่อุ้มเด็กร้องไห้โยเยอยู่ สร้างความตกใจให้ตงลี่หวาอย่างมาก หล่อนพยายามค้นหาอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าที่ยังตกใจนั้น
เมื่อเห็นจางฉุ้ยเหลียน ตงลี่หวาก็รีบรุดหน้าและพูดว่า “ฮวาฮวาค่อนข้างดื้อมาก ร้องหาแต่ลูก รีบไปดูเด็กไป ! ”
เมื่อพูดจบก็ดึงจางฉุ้ยเหลียนขึ้นไปข้างบนทันที ชั้นล่างเหลือไว้เพียงเซวี่ยจวินที่กำลังนั่งสูบบุหรี่อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ร้อนใจกับการมาของเซี่ยเหมย เกาน่าและลูก
จางฉุ้ยเหลียนถามตงลี่หวาด้วยเสียงเบา “แม่สามีทะเลาะกับลูกสะใภ้หรือคะ ? หล่อนถูกไล่ออกมาใช่ไหมคะ ? ”
เพิ่งแต่งงานกันไม่นาน มีลูกอายุไม่ครบเดือนก็จะหย่ากันแล้ว พวกหล่อนจะเลี้ยงลูกอย่างไร ?