เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 566 สุดยอดแม่ยาย
ตอนที่ 566 สุดยอดแม่ยาย
จางฉุ้ยเหลียนคิดไม่ออกว่าทำไมชีวิตถึงได้ยากเย็นขนาดนี้ มันต้องมีรสชาติบ้างหรือไงถึงจะสนุก
ตงลี่หวายืนมองไปทางด้านล่างด้วยสีหน้าไม่พอใจที่หน้าบันได ในเวลานี้พี่เลี้ยงเดินออกมาจากห้องของฮวาฮวาพอดี แววตาของตงลี่หวาเปล่งประกายและสั่งให้หล่อนไปนั่งพักอยู่บนโซฟาในห้องหนังสือชั้นสอง ถ้าสองแม่ลูกที่อยู่ชั้นล่างขึ้นมาก็รีบไปบอกหล่อนทันที
จากนั้นก็ลากตัวจางฉุ้ยเหลียนไปในห้องของฮวาฮวา ทั้งสองนั่งคุยเรื่องเกาน่าอยู่บนเตียง
“เรื่องนี้แม่ว่าโทษเขาฝ่ายเดียวไม่ได้หรอกนะ ลูกก็เห็นว่าพ่อแม่ของเขาไม่มีอะไรเลย เสี่ยวจี่ได้งานทำในโรงพยาบาล ส่วนพ่อแม่เปิดร้านค้าเล็ก ๆ พอช่วยค่าใช้จ่ายของเจ้าตัวเล็กได้บ้าง” ตงลี่หวาทอดถอนใจอย่างหนังหน่วง “โลภมากมักลาภหาย มาคิดเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว ทำไมไม่รู้สึกให้เร็วกว่านี้ล่ะ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนพูดอย่างไม่ใส่ใจ “อยู่ด้วยกันแล้วจะไม่กระทบกระทั่งกันเลยหรือคะ ชีวิตของคนเราแตกต่างกัน ใครบ้างจะไม่มีนิสัยเจ้าอารมณ์ บางครั้งก็แค่โกรธหรือทะเลาะกันเท่านั้น หย่าร้างในช่วงที่ลูกยังไม่อย่านมมันหดหู่มากเลยนะคะ ! ”
ตงลี่หวากดเสียงให้ต่ำลง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความไม่พอใจ “ทุกคนอยากมีครอบครัวที่ดี ครอบครัวที่ร่วมด้วยช่วยกันย่อมมีโอกาสดีเสมอ แต่ลูกดูสิ หล่อนทำอะไรบ้าง ? เอาแต่ทะเลาะกับแม่สามีทั้งวันแล้วต้องบาดหมางกันให้ได้”
จางฉุ้ยเหลียนเบิกตากว้าง “แม่จะบอกว่าคนที่หาเรื่องคืออาเล็กหรือคะ ? หล่อนต้องดูแลลูกกับหลานแล้วยังจะหาเรื่องได้อีกหรือคะ ? ”
ตงลี่หวาแบะปากและพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ตั้งแต่หล่อนเข้ามาก็เอาแต่บ่นเรื่องครอบครัว พ่อของลูกพูดกับหล่อนไปแล้วว่าอย่าสนใจให้มาก แค่ดูแลเด็กป้อนข้าวป้อนน้ำก็พอแล้ว”
จางฉุ้ยเหลียนครุ่นคิดตามก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล
“แต่อาของลูกก็ไม่ฟัง ตอนนั้นเราให้หล่อนดูแลเด็กเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นเป็นรอง หล่อนทำตามอำเภอใจได้ทุกเรื่อง แต่เรื่องดูแลเด็กต้องเชื่อฟังลูก ทว่าเรื่องของหล่อนและตระกูลจี่ แม่จะเข้าไปยุ่งทำไมล่ะ ? ” เรื่องตระกูลจี่นั่นก็คือญาติคนหนึ่งของจี่ฟาง แต่งงานแล้วเซี่ยเหมยกับลูกสาวมีปัญหากับจำนวนเงินในซองที่จี่ฟางใส่ให้ญาติ
จางฉุ้ยเหลียนเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจ ก่อนจะพูดซ้ำ “หล่อนสนใจเรื่องนี้ทำไมคะ ? เขาจะให้มากหรือให้น้อยมันเป็นเรื่องปกติ เพราะอย่างไรก็เป็นญาติของเขา”
ตงลี่หวาส่ายหน้าและพูดด้วยความเหนื่อยหน่าย “หล่อนไม่ยอม คิดว่ารากฐานของตระกูลจี่ไม่มีทางแสดงน้ำใจกันขนาดนั้น ดังนั้นหล่อนจึงยั่วยุเกาน่าให้ไปตรวจสอบรายการเงินซองงานแต่ง”
จางฉุ้ยเหลียนตื่นตกใจ นี่มันยุคไหนแล้วยังจะตรวจสอบเงินซองงานแต่งอีกหรือ ? อีกอย่างเงินก้อนนี้ก็เป็นของผู้อาวุโสและถือว่าเป็นของสามีภรรยาด้วย เมื่อแบ่งกันก็ไม่เยอะเท่าไหร่อยู่แล้ว
ตงลี่หวาพยักหน้า “พูดอีกก็ถูกอีก อาของลูกค้านหัวชนฝาบอกว่าตอนนี้มีลูกน้อยแล้วค่าใช้จ่ายมันบานปลาย อีกอย่างเงิน 200 หยวนก็เป็นการแสดงน้ำใจอย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องใส่เยอะขนาดนั้นก็ได้ ! ”
หลังจากนั้นมารดาของจี่ฟางก็อธิบายว่าตอนจี่ฟางแต่งงาน อาคนนี้ให้เงินกับจี่ฟางไม่น้อย หลังจากคลอดลูกก็ส่งสิ่งของและเงินมาให้เด็ก เมื่อลูกสาวอาแต่งงานอย่างไรก็ต้องตอบแทนกลับคืนไป
เซี่ยเหมยถามว่าได้เงินมาเท่าไหร่ถึงตอนใส่ซองไปถึง 1,000 หยวน
เมื่อได้ยินจำนวนเงินสดที่มากขนาดนี้ จางฉุ้ยเหลียนก็อึ้งทันที ตัวเลขนี้ไม่น้อยเลย ถึงแม้ว่าญาติหรือเพื่อนที่มีฐานะจะให้เงินจำนวนนี้ในงานแต่งของตน แต่เท่าที่ดูจากฐานะของตระกูลจี่ การให้เงินก้อนนี้ตอบแทนไปก็เป็นอะไรที่เกินตัวมากจริงๆ
จางฉุ้ยเหลียนเข้าใจความคิดของอาเล็ก เรื่องนี้ไม่ค่อยสอดคล้องกับศีลธรรมสักเท่าไร ถ้าเธออยู่ในสถานะของอาเล็กนั้น คิดดูสิ แม้แต่บ้านก็ยังไม่มีให้ลูกสาวของเธอ ทว่าใส่ซองให้ญาติมากขนาดนี้ มันเหมือนอยากจะทำลายศักดิ์ศรีกันเลย
ตงลี่หวาหัวเราะเบา ๆ “ตอนแรกอาเล็กไม่ได้พูดอะไรออกมาหรอก สุดท้ายแม่จี่จึงหลุดปากพูดกับญาติคนอื่นว่าตอนจี่ฟางคบอยู่กับคนรักเก่า พวกเขามักจะมาทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันในวันปีใหม่ คุณอาคนนี้ให้อั่งเปาจำนวน 500 หยวนแก่ผู้หญิงคนนั้น ต่อมาครอบครัวฝ่ายหญิงก็มาขอเงินจากคุณอาอีก ผลสุดท้ายทุกอย่างก็พังเพราะเรื่องเงิน”
หลังจากนั้นจี่ฟางก็แต่งงานกับเกาน่า ตอนแต่งงานกันอาคนนี้ใส่ซองงานแต่งเป็นจำนวน 500 หยวน หลังจากเกาน่าคลอดลูกก็ให้กำไลเงินอีกวง เมื่อครบ 100 วันก็ให้เงินอีก 100 หยวน
ทั้งหมดทั้งรวมเป็นเงินประมาณ 1,100 หยวน พ่อแม่ของจี่ฟางจึงอยากถือโอกาสนี้คืนกลับไปเพื่อขอบคุณที่อามาช่วยในวันเดือดร้อนและก็ขอบคุณในมิตรภาพนี้
อาเล็กโกรธมาก มีสิทธิ์อะไรให้เงินในการพบปะกับแฟนคนเก่าของหลานมากขนาดนั้น ลูกสาวหล่อนกลับไม่มีอะไรเลย เรื่องนี้ให้มันแล้วกันไปก็ได้ ทว่ายังจะเอาเงินของลูกสาวไปให้เป็นสินน้ำใจอีกหรือ ?
สำหรับเซี่ยเหมยแล้ว การที่เกาน่าแต่งงานกับจี่ฟางก็เท่ากับว่าเงินของจี่ฟางคือเงินของเกาน่า เงินของพ่อแม่จี่ฟางก็คือเงินของจี่ฟาง แน่นอนว่ามันก็คือเงินของเกาน่า
คิดแบบนี้ก็เท่ากับว่าครอบครัวได้รับการชดเชยแล้ว แต่กลับกลายเป็นทะเลาะกันเสียได้
จางฉุ้ยเหลียนยกมือขึ้นมาแตะหน้าผากพร้อมพูดอย่างจนปัญญา “หมดคำพูดจริง ๆ ค่ะ ! เขาเป็นอย่างที่สองแม่ลูกพูดไว้ ถ้าไม่ค้านเงินก้อนนี้ไม่หายหมดเลยหรือ ? ทำไมถึงได้โง่แบบนี้นะ ! ”
ตงลี่หวาโบกมือไปมา “พูดอีกก็ถูกอีก โง่มาก โง่แบบไม่มีอะไรมากั้น!”
จางฉุ้ยเหลียนพูดด้วยความสงสัย “แต่เพื่อเรื่องแค่นี้ถึงกับต้องขอหย่าเลยหรือคะ ? ”
ตงลี่หวาส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “นี่คือการทะเลาะกันครั้งแรก ฝั่งนั้นพยายามอดทนเพื่อเห็นแก่ที่หล่อนกำลังเลี้ยงลูก ทั้งสองฝ่ายทะเลาะติดต่อกันหลายวันก็เลิกแล้วต่อกัน”
หลังจากนั้นในงานแต่งงานของลูกพี่ลูกน้อง ฝ่ายชายช่างกล้าหาญมากคือเช่ารถตู้ 2 คันรับครอบครัวฝ่ายหญิงไปกินเลี้ยงเฉลิมฉลอง เรื่องนี้จึงทำให้เซี่ยเหมยอดพูดไม่ได้อีก
ในงานเลี้ยงหล่อนพูดต่อหน้าแขกว่าครอบครัวของผู้ชายคนนี้ตระหนี่ถี่เหนียวมาก พวกเขาจัดรถตู้ไปรับครอบครัวฝ่ายหญิง แต่ไม่เคยแสดงถึงความจริงใจแบบนี้ต่อเกาน่าเลยสักนิด
ตอนที่แต่งงานกับเกาน่า ไม่มีการจัดรถยนต์ไปรับ ไม่มีร้านอาหารที่จัดเลี้ยงอย่างไม่เป็นสองรองใครแบบที่นี่
จางฉุ้ยเหลียนได้ยินเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ก็ได้แต่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก “พูดไปแล้วจะมีประโยชน์อะไรคะ ? คนที่อยู่ร่วมงานแต่งงานก็ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ใครจะรับได้ ! ”
ตงลี่หวาเองก็จนปัญญา “พูดอีกก็ถูกอีก หล่อนได้ล่วงเกินตระกูลจี่โดยไม่รู้อะไรบ้างเลย แถมยังแสดงความภาคภูมิใจว่าทำถูกอีกนะ ! ”
หลังจากกลับมาบ้าน แม่สามีไม่เคยพูดลับหลังเกาน่า จึงบอกให้พวกหล่อนระวังคำพูด เพราะถึงอย่างไรก็เป็นญาติกันทั้งนั้น
เซี่ยเหมยโกรธไม่น้อย บอกว่าพวกแม่สามีนั่นแหละที่สร้างความขัดแย้ง แอบเอาเปรียบลูกสาว แล้วหล่อนจะทนได้อย่างไร
แถมยังด่าจี่ฟางว่าใจดำ ถ้าไม่มีหล่อนแล้วตระกูลจี่ก็คงไม่มีชีวิตที่ดีแบบนี้ ส่วนตระกูลจี่เห็นแก่หลานจึงยอมเป็นใบ้ จี่ฟางเป็นฝ่ายขอโทษแม่ยายก่อน พยายามพูดจาดี ๆ บอกว่าพ่อแม่ของเขายอมนั่งเฝ้าร้านค้าอยู่ข้างล่างก็ยังไม่ให้เกียรติพออีกหรือ
จางฉุ้ยเหลียนขมวดคิ้ว “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าพ่อแม่สามีของเกาน่าอาศัยอยู่ในโรงจอดรถที่ดัดแปลงเป็นร้านขายของข้างล่าง ส่วนพวกหล่อนก็อยู่บนบ้านสินะคะ”
นี่เข้าข่ายครอบครองที่อยู่อาศัยคนอื่นโดยพลการ ครอบครัวฝ่ายหญิงก็จริง ๆ เลย ดูไม่ออกเลยว่าอาเล็กคนนี้จะกล้าหาญ ช่างน่าสนใจจริง ๆ
“แล้วทำไมโดนไล่ออกมาล่ะคะ ? ” จางฉุ้ยเหลียนถามด้วยความอยากรู้ เพราะอาเล็กไม่น่าจะยอม
ตงลี่หวาทอดถอนใจจากนั้นก็ส่ายหน้า “ครั้งนี้เพื่ออะไรแม่ก็ไม่รู้หรอก พวกหล่อนไม่ได้บอกเหตุผลที่มาด้วย บอกแค่ว่าให้พ่อของลูกช่วยหาคนไปสร้างความกดดันต่อโรงพยาบาลจนหัวหน้าข่มขู่จี่ฟาง แล้วพวกหล่อนจะรอให้เขามาเชิญเกาน่ากลับไปเอง สองแม่ลูกไม่มีวันยอมเสียหน้าเด็ดขาด”
จางฉุ้ยเหลียนขมวดคิ้ว เท่าที่ดูจากเรื่องในอดีตแล้วการบีบบังคับจี่ฟางไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วล่ะ แต่ถ้าจี่ฟางอดทนได้แล้วรับกลับไปอยู่กันอย่างมีความสุข นั่นก็หมายความว่าเกาน่าโชคดีที่เจอกับครอบครัวใจกว้างแบบนั้น
ตงลี่หวาโกรธไม่ใช่เรื่องนี้ หล่อนโกรธที่เซี่ยเหมยไม่เข้าใจสถานการณ์ต่างหาก อีกฝ่ายสร้างปัญหาในบ้านได้ แต่จะเอาเรื่องงานมาล้อเล่นไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เซี่ยจวินจะเข้าไปยุ่งกับหน่วยงานของจี่ฟาง
สองแม่ลูกไม่รู้ว่าคนหาเลี้ยงครอบครัวมันลำบากขนาดไหน ตอนนี้เกาน่าไม่มีเงินเดือน แค่มีชื่ออยู่ในหน่วยงาน หล่อนต้องพึ่งพาจี่ฟางหาเงินเลี้ยงดูเพียงคนเดียว เซี่ยเหมยก็ยังหาเงินไม่ได้มากพอ คิดว่าเกาน่าควรจะยึดบัตรของจี่ฟางมาไว้เลย เพราะปกติพ่อแม่สามีจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว แบบนี้ฝ่ายหญิงออกแรง ฝ่ายชายออกเงินจึงยุติธรรมที่สุด
“ก่อนที่ลูกจะเข้ามา อาเล็กขอคำปรึกษาจากแม่และพ่อว่าควรให้เกาน่าจัดการครอบครัวสามีอย่างไรดี ทัศนคตินั้น…” ตงลี่หวาส่ายหน้าและพูดอย่างจนปัญหาว่า “พูดไม่ออกจริง ๆ ”
ตอนที่สองแม่ลูกกำลังสนทนากันก็ได้ยินพี่เลี้ยงพูดว่า “ไอ้หยา คุณมาดูเด็กน้อยหรือ ? แต่จะว่าไปแล้วลูกของคุณหน้าเหมือนแม่มากเลยนะ ! ”
จางฉุ้ยเหลียนตกใจ ตงลี่หวาที่แอบมาพูดลับหลังคนอื่นยิ่งตกใจมากกว่า จางฉุ้ยเหลียนแกล้งมองไม่ออก จากนั้นก็พูดด้วยเสียงที่คนข้างนอกสามารถได้ยินว่า “เหล่ากู้บอกว่าจะยกขวดนมที่ฮวาฮวาใช้แล้ว หมอนของเด็กและของเล่นเด็กให้ฝั่งนั้น หนูว่าไม่สมเหตุสมผลเลยค่ะ ให้เด็กทั้งทีทำไมไม่ซื้อของใหม่ส่งให้ แต่เขาบอกว่าก็เป็นของเด็กเหมือนกัน บ้านไหนก็ส่งต่อกันทั้งนั้นแหละ ไอ้หยา หนูโน้มน้าวเขาไม่ได้เลย! ”
ตงลี่หวาได้ยินเสียงฝีเท้ามาหยุดลงหน้าประตู แต่ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดเข้ามาแต่อย่างใด หล่อนแบะปากไปทางจางฉุ้ยเหลียนและพูดว่า “ส่งอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะเปลี่ยนนิสัยคนไม่ได้ ลูกสะใภ้คนใหม่มีระยะห่างกับแม่สามีถึงเพียงนั้น จะทำหรือพูดอะไรก็ต้องแยกแยะให้ดี ถ้าสูญเสียเหตุผลก็อาจเกิดความวุ่นวายได้”
เมื่อพูดแบบนี้ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างนอก “ป้าสะใภ้หมายถึงใครคะ ? ”