เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 567 ชักช้า
ตอนที่ 567 ชักช้า
ตงลี่หวาพูดด้วยรอยยิ้ม “เกาน่าขึ้นมาแล้วหรือ ? เข้ามาดูฮวาฮวาสิ ! ” หล่อนพุ่งตัวไปต้อนรับเกาน่าที่ยืนอยู่หน้าประตูทันที “ฉันกับพี่สาวของเธอกำลังพูดถึงแม่สามีเธออยู่พอดีเลย”
สีหน้าของเกาน่าเปลี่ยนไป หล่อนยืนพิงขอบประตูไม่ยอมเข้ามา นัยน์ตาล้ำลึกยากคาดเดา “ป้าสะใภ้ไม่ได้พูดเรื่องไม่ดีลับหลังหนูหรอกนะ ! ”
จางฉุ้ยเหลียนมองเกาน่าด้วยความตกใจแล้วพูดกับตัวเองด้วยความงุนงง ‘ถ้าได้ยินจริง ๆ ก็คงไม่แสดงท่าทางเปิดเผยแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเกาน่าก็ยังแสดงสีหน้าสงสัยปนอิจฉาอยู่ไม่น้อย แสดงว่าไม่ได้ยินเรื่องที่พวกเธอพูด’
“เธอพูดอะไรแบบนั้นเล่า ? ” ใบหน้าของตงลี่หวาถอดสีแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เธอกับแม่หนีออกมาแบบนี้ทำไม ? ทำเพื่ออะไรกันแน่ ? คงไม่หาเรื่องโดยไร้เหตุผลหรอกนะ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนลุกขึ้นและเดินเข้าไปลากตัวเกาน่าเข้ามาในห้อง แล้วไม่ถามเรื่องบาดหมางระหว่างพวกหล่อนอีก ตรงกันข้ามคือถามเกาน่าว่า “เธออุ้มลูกกลับมาแบบนี้ พวกเขาไม่คัดค้านเลยหรือ ? ”
เกาน่าเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจพร้อมส่งเสียงเฮอะอย่างเย็นชา “ฉันจะอุ้มกลับมา พวกเขากล้าขวางก็ลองสิ”
ตงลี่หวาขมวดคิ้วและพูดด้วยความกังวล “เธอขึ้นมาชั้นบน แล้วเด็กล่ะ ? อุ้มขึ้นมานอนกับฮวาฮวาด้วยสิ ! ”
เกาน่าส่ายศีรษะและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า “ลูกของหนูเอาแต่ใจหน่อยค่ะ เวลาจะนอนก็ต้องมีคนอุ้ม วางปุ๊บร้องปั๊บ หนูต้องอุ้มตลอด ! ”
อาการนี้พวกผู้ใหญ่เคยชินกันแล้ว แต่จะเลี้ยงเด็กให้ชินแบบนั้นไม่ได้ เด็กทั้งสองคนของตระกูลกู้ไม่ว่าจะเป็นคังคังเก้าชีวิตที่เกิดยากเย็นแสนเข็ญหรือฮวาฮวาลูกสาวที่เฝ้ารอมานานหลายปีล้วนไม่มีอาการนี้ทั้งนั้น
ในขนบธรรมเนียมการเลี้ยงลูก ตงลี่หวาควบคุมอย่างเข้มงวดมาก ถึงแม้ว่าเซี่ยจวินจะตามใจหลานทั้งสองคนก็ตาม แต่ยังคงยืนหยัดวิธีการเดิมโดยเฉพาะกู้จื้อเฉิงที่หลายปีมานี้คังคังไม่เคยโดนเขาตีสั่งสอนอีกเลย
เกาน่าไม่สามารถปิดบังเหตุผลที่กลับบ้านครั้งนี้ได้ เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หล่อนรอให้สองแม่ลูกถามเอง แต่จางฉุ้ยเหลียนแสดงท่าทางไม่อยากเข้าไปยุ่งอย่างเห็นได้ชัด จึงบอกว่าเธอเหนื่อยแล้วขอตัวกลับไปนอนในห้อง
ตงลี่หวาเอนกายลงนอนข้างหลานสาว หรี่ตาลงแสดงท่าทางง่วงนอนทันที
เกาน่าอดกลั้นอย่างมาก ในที่สุดก็พูดเหตุผลออกมาเอง “ลุงสามบอกว่าจะหาบ้านให้หนูหนึ่งหลัง ถ้าต้องแยกออกไปอยู่จริง ๆ ก็ขอบ้านเช่า 2 ห้องนอนนะคะ หนูจะได้ออกไปหางานทำเร็วหน่อย!”
ตงลี่หวาหลับตาลงโดยไม่พูดอะไรต่อ ผ่านไปนานมากจึงพูดอย่างทอดถอนใจ “บ้านของเราถูกขายไปแล้วเพราะปล่อยบ้านว่างก็ไร้ประโยชน์ ธุรกิจของพี่เขยก็ไม่ค่อยสู้ดี เขาเข้าเมืองและจนถึงตอนนี้ไม่ใช้เงินของที่บ้านสักแดงเดียว”
เกาน่าแบะปากแล้วบ่นอย่างไม่ใส่ใจ ‘ไม่มีเงินแต่ยังจ้างพี่เลี้ยง หลอกเด็กอยู่หรือไง’
“ตอนนี้พี่สาวของเธอยุ่งจนหัวฟู เด็กในบ้านสองคนก็ติดแม่จนปลีกตัวไปไหนไม่ได้ สุขภาพของฉัน เธอก็เห็นแล้วนี่ หลังจากต้องนอนโรงพยาบาลครั้งที่แล้วก็ทำงานบ้านไม่ไหวอีกเลย โรคหมอนรองกระดูกส่วนเอวเคลื่อน ยืนนานก็ปวดระบม ถ้าไม่จ้างพี่เลี้ยงมาช่วยคงเหนื่อยตายกันพอดี”
ตงลี่หวาเบิกตากว้างและพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ทุกบ้าน ทุกครอบครัวมีปัญหาของตน ถ้าอดทนได้ก็ควรอดทน ลูกก็ยังเล็ก ส่วนแม่ของเธอก็อายุมากแล้ว เป็นม่ายมานานหลายปี นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอบอกจะหย่าเสียอย่างนั้น คนแก่ก็ต้องดูแล ลูกต้องเลี้ยง แล้วจะทำอย่างไร ? ”
สีหน้าของเกาน่าเดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็นแดงก่ำเดี๋ยวก็ซีดเผือด อดกลั้นมาครึ่งค่อนวันก็พูดออกไปว่า “ถึงอย่างไรวันนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว ครอบครัวของพวกเขาไม่ใส่ใจหนูหรอก เฮอะ ! ”
ตงลี่หวาเอือมระอามากแต่ไม่ถาม แค่พูดว่าในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ให้เซี่ยจวินหาบ้านที่เหมาะสมให้หล่อนไป
ในที่สุดเกาน่าก็อดทนไม่ไหวอีกต่อไป “ป้าสะใภ้ ป้าไม่ถามหน่อยหรือว่าเราเป็นอะไร”
“แม่เธอมาบ่นให้ฉันฟังอยู่บ่อย ๆ ว่าทะเลาะกันฟ้าสะเทือนแผ่นดินสะท้าน ไม่ใช่เรื่องนั้นหรือไง มีกินมีใช้หล่อเลี้ยงชีวิตแล้วจะทะเลาะกันทำไม พวกเธอสองคนก็รุนแรงเกินไป แล้วใครจะทนได้ ! ” นึกไม่ถึงว่าตงลี่หวาจะเข้าข้างฝ่ายชาย เกาน่าจึงทั้งโกรธทั้งขุ่นเคือง
“ป้าสะใภ้ ! ป้าไม่ถาม แต่มาบอกว่าเราทำไม่ถูก เกินไปแล้วนะ ป้าเป็นคนของใครกันแน่ ป้าจะเข้าข้างใครกันแน่ ! ”
ตงลี่หวาเบิกตากว้างจากนั้นก็ลุกขึ้นมานั่งและตำหนิเสียงต่ำ “เธอช่วยลดเสียงหน่อยได้ไหม ? เด็กตกใจขึ้นมาจะทำอย่างไร ? ”
เกาน่าส่งเสียงเฮอะด้วยความไม่พอใจ “เด็กนอนเหมือนตายแบบนั้น ไม่ได้ยินหรอก ! ”
ตงลี่หวาฉุนเฉียว “เธอเห็นแก่ตัวแบบนี้แล้วจะเลี้ยงลูกให้ดีได้อย่างไร ? ”
เกาน่ารู้ว่าพวกเขายกยอเด็กเหมือนแก้วตาดวงใจ เด็กคนนี้ได้ดื่มกิน ได้ใช้ของดีกว่าผู้ใหญ่ หล่อนก้มลงและกวาดตามองไปทางฮวาฮวาที่กำลังนอนหลับห่มผ้าอุ่น ๆ บนเตียง
ดูเหมือนฮวาฮวาจะตกใจเสียงแหลมเมื่อสักครู่ หัวคิ้วน้อย ๆ ขมวดเข้าหากันพร้อมแบะปากส่งเสียงออกมาสองครั้ง
ตงลี่หวาเบิกตากว้างไปทางเกาน่าทันที จากนั้นก็เอื้อมมือไปดึงผ้าห่มออกแล้วอุ้มฮวาฮวาเข้ามาในอ้อมแขน
เกาน่าเพิ่งสังเกตเห็นเสื้อผ้าบนตัวของฮวาฮวา สีหน้าพลันแย่ลง แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
เวลานี้อากาศค่อนข้างหนาวมาก เด็กน้อยที่อยู่อ้อมกอดจึงต้องแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหนาสามสี่ชั้นและยังถูกห่อด้วยผ้าอีกชั้นหนึ่ง ทว่ามารดาอย่างหล่อนต้องแบกกระเป๋าใบใหญ่นั่งรถประจำทางฝ่าลมหนาวมาจนถึงที่นี่
อากาศในตงเป่ยหนาวแบบนี้ ข้างนอกมีหิมะตกหนักดุจขนนกร่วง ด้านในบ้านใส่เสื้อแขนสั้นทานไอศกรีมแท่งท่ามกลางเครื่องทำความร้อนที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในบ้านของจางฉุ้ยเหลียนที่มีอุณภูมิสูงถึง 25 องศา ตอนเที่ยงอากาศร้อนต้องเปิดหน้าต่างเพื่อระบายความร้อน
ดังนั้นเด็กในบ้านหล่อนจึงใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ เกาน่าใส่กางเกงที่ก้นขาดทำจากผ้าฝ้ายให้ลูกของตน เด็กโตเร็วและไม่สามารถซื้อเสื้อผ้ามากมายขนาดนั้นได้
เวลานี้เกาน่าเห็นเสื้อผ้าบนตัวของฮวาฮวาก็อดอิจฉาไม่ได้จริง ๆ
เสื้อผ้าที่ฮวาฮวาใส่เป็นชุดกระโปรงแขนยาวสีแดง ข้างล่างเป็นกางเกงสีขาวไข่มุก หล่อนจำเสื้อผ้าตัวนั้นได้เพราะเคยเห็นลูกของเพื่อนร่วมงานใส่
เสื้อผ้าชุดนั้นมี 4 ขนาด เนื้อผ้าใส่สบายไม่มีกลิ่นอับสักนิด เสื้อผ้าที่โชว์อยู่หน้าร้านของแผนกเสื้อผ้าเด็กในห้างสรรพสินค้ามีราคา 150 หยวน
เสื้อผ้าแบบนี้เป็นของขวัญที่แสดงการให้เกียรติซึ่งกันและกันได้อย่างดี คนทั่วไปจะใส่ได้หรือ ? เด็กมักจะโตเร็ว สองสามเดือนก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วไม่ใช่หรือไง
นึกไม่ถึงว่าจางฉุ้ยเหลียนจะมีกำลังซื้อเสื้อผ้าดีขนาดนี้ให้ลูกใส่ ถึงแม้ว่าคนอื่นจะให้เป็นของขวัญหรือไม่ ทว่ามันก็กลายมาเป็นหน้าตายามมีแขกมาเยี่ยมบ้านไปแล้ว
“ป้าสะใภ้ เสื้อผ้าชุดนี้งดงามมาก เนื้อผ้าก็ดี ซื้อที่ไหนหรือคะ ? ” เรื่องที่เกาน่าอยากถามก็คือเสื้อผ้าชุดนี้เป็นของขวัญที่คนอื่นให้ตอนครบเดือนของเด็กหรือไม่ แต่พอจะพูดออกไปกลับเบี่ยงประเด็นเสียอย่างนั้น
“ฉันไม่รู้หรอก เพราะแม่หล่อนซื้อให้” ตงลี่หวาคิดได้ แววตาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม “ตอนคังคัง แม่ของเขามีเพื่อนขายเสื้อผ้า ไอ้หยา เรามีเสื้อผ้าเหล่านั้นใส่ตลอดทั้งปี ใส่จนไม่หวาดไม่ไหว เธออาจจะเห็นเป็นเรื่องตลก แต่ตอนที่ลุงสามไปรับสิ่งของที่ขนส่งถึงกับตกใจเลยล่ะ กล่องที่บรรจุเสื้อผ้าขนาดใหญ่นั้นสูงเกินเมตร ทันทีที่เปิดก็พบว่ามีแต่เสื้อผ้าของเด็กทั้งนั้น ยังไม่ทันออกสู่ท้องตลาดก็มีเสื้อผ้าที่ทันสมัยใส่แล้ว ”
หล่อนเห็นเกาน่าเบิกตากว้างจึงอดยิ้มอย่างพอใจไม่ได้ “พี่สาวของเธอจะไม่ซื้อเสื้อผ้าให้ลูกได้อย่างไร ตอนนี้เจ้าตัวเล็กก็ออกมาแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฐานะดีหรือเพราะเจ้าตัวน้อย พี่สาวของเธอมักจะซื้อเสื้อผ้ามาให้ลูกเสมอ จับแต่งตัวน่ารักอยู่บ้านราวกับตุ๊กตา”
หมายความว่าจางฉุ้ยเหลียนซื้อเสื้อผ้าแบบนี้มาเป็นจำนวนมากแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าดี ๆ ให้กลายเป็นเสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
เกาน่ารู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าตนคงใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ คงจะซื้อกระโปรงตัวละร้อยกว่าหยวนมาใส่ไม่ได้ แค่เสื้อตัวนอก เสื้อผ้าขนสัตว์ที่หล่อนยอมจ่ายร้อยสองร้อยกว่าหยวนก็ยังใส่นานหลายปีเลย
อากาศข้างนอกเย็นยะเยือก เกาน่าไม่มีอารมณ์จะพูด ตงลี่หวาเองก็ขี้เกียจจะถาม เวลานี้เซี่ยเหมยอุ้มเด็กขึ้นมาพอดีแล้วบอกว่าอยากทำอาหารกับตงลี่หวา
พี่เลี้ยงดูแลเด็กที่กำลังหลับพริ้มทั้งสองคนเพียงลำพัง ตงลี่หวาพาสองแม่ลูกลงไปยังห้องครัว เกาน่าปอกกระเทียมสองกลีบอย่างเลื่อนลอยในครัวก็ถูกมารดาไล่ไปพักผ่อน
เหลือไว้แค่ตงลี่หวาและน้องสามีเพียง 2 คน ตงลี่หวาเดาว่าเซี่ยเหมยมีเรื่องอยากขอร้องนั่นเอง
“พี่ชายเธอบอกว่าจะหาบ้านแบบไหนให้ล่ะ ? ” ตงลี่หวาก้มหน้าหั่นผักพลางถามขึ้นมา
“อ่า” เซี่ยเหมยอึ้งงันไป ก่อนจะพูดเรื่อยเปื่อยว่า “ยังไม่รู้เลย ตอนนี้ฉันขออยู่บ้านพี่สักวันสองวันก่อนแล้วกัน”
ตงลี่หวาแบะปากพร้อมพูดในใจว่า ‘ไม่ใช่พวกเธออยากมาอยู่ที่นี่หรอกหรือ อยู่ที่นี่ประหยัดทั้งค่าเช่าบ้าน ประหยัดทั้งค่ากินค่าใช้ มีฮวาฮวา อย่างไรหลานของเธอก็มีนมให้ทาน’
“แล้วทำไมถึงหนีออกมาล่ะ ? เธอบอกว่าโกรธ แล้วพวกเขาทำเรื่องผิดศีลธรรมอะไรหรือ ? ทำให้เธอต้องพาลูกสาวพร้อมหลานหนีออกมาแบบนี้เลยน่ะ” ตงลี่หวาวางมีดหั่นผักลงแล้วถามด้วยความไม่มั่นใจ “พวกเธออยากให้พวกเขารู้สึกผิดหรือว่าจะหย่ากันจริง ๆ ”
น้ำเสียงของเซี่ยเหมยเปลี่ยนเป็นแหลมขึ้นมา “หย่าสิ อย่างไรก็ต้องหย่า หย่ากันแล้วจะได้รักษาแผลใจ ไม่ต้องปรนนิบัติดูแลพวกเขาอีก เราสองแม่ลูกเลี้ยงเด็กเองได้ อีกอย่างงานที่พ่อของเด็กคนนั้นทำก็เป็นฝีมือเราช่วยจัดการให้ เขากล้าไม่สนใจลูกหรือไง ? อย่างน้อยก็ต้องเจียดเงินเดือนสักครึ่งมาช่วยค่าเลี้ยงดูลูก!”
ตงลี่หวากลอกตาไปมา พูดในใจว่า ‘พวกเธอยังจะโลภอีกหรือ ? คลอดลูกแต่เอาเงินคนอื่นมาเลี้ยงดู มันเป็นเรื่องง่ายแบบนั้นที่ไหนกันเล่า’
“หย่าแล้วจะไปอยู่ไหนล่ะ ? กลับไปอยู่บ้านที่ชนบทหรือ ? ” ตงลี่หวาถามด้วยความขุ่นเคือง “ตอนนี้คิดทำอะไรเป็นอันดับแรก ? ”
เซี่ยเหมยพูดออกไปตามตรง “ฉันพูดกับพี่ชายแล้วว่าจะขออยู่บ้านนี้ก่อนสักวันสองวัน เราต้องหาบ้านที่เหมาะสมให้หลานสาวของฉันได้”
“เซี่ยเหมย ! อย่าว่าฉันพูดจาทำร้ายจิตใจเลยนะ อาจจะดูเหมือนไล่เธอแต่อยู่วันสองวันนี่คือนานแค่ไหนหรือ ? บ้านหลังนี้เป็นของตระกูลกู้ไม่ใช่ตระกูลเซี่ย เราสองคนอยู่ได้เพราะความกตัญญูของลูกเขย แต่ไม่สามารถพาครอบครัวมาอยู่ได้ตามอำเภอใจหรอกนะ แม่อันก็ยังไม่ได้อยู่เลย!”
เซี่ยเหมยพูดอย่างหมดความอดทน “เอาล่ะ ฉันต้องพึ่งพาครอบครัวพวกพี่ไปก่อน นี่เป็นลูกหลานของตระกูลจี่ พวกเขากล้าไม่สนใจหรือ ? ตราบใดที่เด็กยังอยู่ก็คือหน้าตาของจี่ฟาง เขาหนีไม่พ้นหรอก”
เมื่อตงลี่หวาได้ยินประโยคนี้ก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที หล่อนถามด้วยความสงสัย “ครั้งนี้ทำไมต้องสร้างปัญหาล่ะ ? จนถึงตอนนี้ลูกเขยของพวกเธอยังไม่มาตามหาเลยนะ ! ”
เซี่ยเหมยอ้ำอึ้งไม่ตอบ ท่าทางเหมือนปกปิดอะไรสักอย่างเอาไว้