เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 568 เดือดดาล
ตอนที่ 568 เดือดดาล
ท่าทางอ้ำอึ้งของเซี่ยเหมยทำให้ตงลี่หวาอดทอดถอนใจไม่ได้จึงถามออกไปด้วยความเป็นกังวล “ถ้าเขาไม่มารับและได้ยินว่าพวกเธอจะหย่า หากเขาไม่ต้องการลูกขึ้นมา จะทำอย่างไร ? ”
เซี่ยเหมยไม่กลัว ตรงกันข้ามยังแสดงท่าทางลำพองใจ “เขาได้งานทำเพราะเรา เขาไม่กล้าทำปีกกล้าขาแข็งหรอก ! ”
ตงลี่หวาไม่คิดแบบนี้จึงโน้มน้าวอย่างไม่ลดละ “แล้วจะทำอย่างไร ? ถ้าผู้ชายไม่มีงานนี้ก็ต้องออกไปทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเงิน ถ้าจะฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดู เธอรู้ไหมว่าตามกฎหมายแล้วต้องส่งค่าเลี้ยงดู 20 – 30 % ของเงินเดือน เธอลองคิดสิว่ามันเป็นเงินเท่าไหร่ ! ”
เงินเดือนของจี่ฟางเพิ่งจะแค่ 1,200 หยวน ถ้า 30% ก็ประมาณ 360 หยวน ถ้าคิดตามค่าใช้จ่ายของเด็กแล้ว 400 หยวนยังน้อยไปด้วยซ้ำและถ้าป่วยหรือต้องเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้ว ค่าใช้จ่ายคงจะบานปลายมากกว่านี้
ไม่เพียงแค่นี้ เพราะเกาน่ายังไม่มีเงินเดือน แค่อยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างเดียว แม้ในอนาคตหล่อนจะไปทำงาน แต่เงินเดือนแค่ 800 หยวน จะพออะไร ? พวกหล่อนสามคนไม่มีที่อยู่ หรือจะให้เซี่ยเหมยออกไปเป็นพี่เลี้ยงบ้านอื่น ?
หล่อนมองตงลี่หวาด้วยสีหน้าซีดเผือด ก่อนจะแสยะยิ้มและพูดว่า “ไม่มีทาง ถึงแม้ผู้ชายคนนั้นจะไร้มโนธรรมสำนึก แต่แม่ของเขาต้องไม่เห็นด้วย ! ”
ตงลี่หวากลอกตาไปทางเซี่ยเหมย “นั่นก็ไม่จำเป็น เพราะคนเรามีรากฐานต่างกัน พวกเธออย่าทำเก่งหรือทำให้พวกเขาลำบากใจเลย ! ”
เซี่ยเหมยส่ายหน้าด้วยความร้อนใจ “ไม่มีทาง ต่อให้โหดเหี้ยมแค่ไหนก็ไม่มีทางทำร้ายลูกตัวเองหรอก”
ตงลี่หวาทอดถอนใจอีกครั้ง “ก็ใช่ รอสักสองปีแล้วกัน รอให้เด็กอายุ 3-4 ขวบก่อน ถ้าเขาไปฟ้องเรียกร้องสิทธิ์ในการเลี้ยงดูเด็กขึ้นมาจะทำอย่างไร ? รายได้ของพวกเธอไม่สูง ความสามารถในการเลี้ยงดูก็ต่ำมาก ถ้าเขาจะเอาขึ้นมาโดยให้ศาลตัดสิน พวกเธอจะทำอย่างไร ? ฉันว่าเธอกำลังเอาเด็กมาต่อรองในการหย่า แต่อย่าใช้เด็กเป็นเครื่องมือเลย เรื่องจะได้จบ!”
เซี่ยเหมยรีบส่ายหน้าด้วยความเสียใจ “ทำไมพี่พูดแบบนี้ ? พี่ไม่เคยมีลูกก็ไม่ควรใจร้ายแบบนี้สิ ขนาดหมาแมวยังทิ้งลูกไม่ลงเลย นับประสาอะไรกับลูกของเขาเอง” ในขณะที่พูดน้ำตาก็ไหลพราก
ตงลี่หวาไม่สนใจน้ำตาของอีกฝ่าย เพราะถึงอย่างไรก็เคยเห็นมานักต่อนักแล้วจึงแค่เม้มปากไม่พูดอะไร รอให้เซี่ยเหมยเป็นฝ่ายพูดเอง
ผ่านไปครึ่งค่อนวันเซี่ยเหมยจึงบ่นทั้งน้ำตา “เราสองแม่ลูกออกมาครึ่งวันแล้ว ทำไมจี่ฟางยังไม่รับอีก ? เวลานี้น่าจะเลิกงานได้แล้วนี่ ! เมื่อวานเขาก็ทำงานล่วงเวลาแล้วด้วย ! ”
ทะเลาะกันตั้งแต่เมื่อวานจึงถือโอกาสตอนไม่มีใครอยู่บ้านอุ้มเด็กออกมา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหอบกันมาบ้านนี้อย่างแน่นอน
“เรื่องเล็กแค่นี้แต่พวกเขายังหาเรื่องทะเลาะกับเกาน่า เราสองแม่ลูกดูแลเด็กเหนื่อยสายตัวแทบขาด ไม่ถอยให้เราสักหน่อยหรือ ? ” เซี่ยเหมยพูดเหตุผลนี้ขึ้นมา ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าพวกหล่อนขาดความมั่นใจ และเพราะขาดความมั่นใจจึงต้องหาเหตุผลอื่น
สาเหตุที่ทะเลาะกันนั้นง่ายมาก แม่สามีของเกาน่าออกไปซื้อเมล็ดทานตะวัน ถั่ว ลูกพลับแห้ง ขนมซันจาและน้ำตาลแท่ง จี่ฟางชอบทานลูกพลับแห้งมาก หลังเลิกงานเขามักไปหาพ่อแม่ที่ร้านค้าก่อนเป็นอันดับแรก
ก่อนจะหยิบลูกพลับแห้งติดไม้ติดมือสองสามชิ้นกลับขึ้นข้างบน เมื่อเซี่ยเหมยเห็นก็ถามว่าลูกพลับแห้งกิโลกรัมละเท่าไหร่ จี่ฟางเลยบอกว่าบ้านเราขายเอง แต่เขาไม่รู้ราคาหรอก
เซี่ยเหมยไม่พอใจมาก บอกว่าเกาน่าหงุดหงิดใจอยู่หลายวันแล้ว หล่อนอยากทานอะไรที่มันชื่นใจ แม่สามีซื้อส้มขึ้นมาให้ พอทานแล้วก็ยิ่งอารมณ์ขุ่นเคืองเข้าไปอีก เพราะเห็นได้ชัดว่าเกาน่าชอบทานลูกพลับ แต่คนในบ้านไม่ให้หล่อน
หล่อนพูดขนาดนี้แล้วยังไม่พอ ยังจะพูดให้เกาน่าได้ยินอีก ในตอนนั้นเกาน่ากำลังทำอาหารอยู่ในครัว ทันทีที่ได้ยินก็ขว้างหม้อแล้วเท้าสะเอวด่าจี่ฟางอย่างไม่เข้าใจ
กล่าวหาว่าแม่สามีหน้าเนื้อใจเสือ มีของอร่อยก็แบ่งให้แต่ลูกชาย ไม่แบ่งให้ลูกสะใภ้ หล่อนต้องดูแลลูกเหนื่อยสายตัวแทบขาด แม่สามีไม่เคยขึ้นมาดูแล มีแต่มารดาที่คอยดูแลชีวิตประจำวันให้ ยิ่งพูดก็ยิ่งทนฟังไม่ได้ จี่ฟางจึงตวาดออกไป
เซี่ยเหมยทนไม่ได้จึงทิ้งเด็กไว้บนเตียง จากนั้นก็หันมาเผชิญหน้ากับจี่ฟาง เขาโวยวายอย่างมีเหตุผลแล้วก็เปิดประตูลงไปข้างล่างทันที
เมื่อเกาน่าเห็นจี่ฟางตั้งใจหลบเลี่ยงการทะเลาะ ด้วยความที่ถูกเลี้ยงตามใจจนกลายเป็นแบบนี้ หล่อนรีบวิ่งไปขวางประตูไว้ สองแม่ลูกร่วมใจกัน คนหนึ่งอยู่ในบ้านอีกคนอยู่หน้าประตูแล้วตวาดใส่จี่ฟาง
เมื่อผู้อาวุโสตระกูลจี่ที่เปิดร้านอยู่ในโรงจอดรถด้านล่างได้ยินเสียงทะเลาะกันก็ทำเป็นไม่ได้ยิน เพราะหลังจากคลอดลูก เรื่องแบบนี้มักเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันอยู่แล้ว แค่เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่ได้สำคัญ ขืนพวกท่านเข้าไปยุ่งคงกลายเป็นเรื่องใหญ่
แม้พวกท่านไม่เข้ามายุ่ง คนอื่นกลับไม่หวังให้พวกท่านได้สงบ เซี่ยเหมยหยิบถ้วยข้าวในห้องครัวและพุ่งไปตรงระเบียง เปิดหน้าต่างแล้วโยนถ้วยลงไปจนแตกอยู่หน้าร้านค้าเล็ก ๆ ด้านล่าง
เมื่อเห็นพ่อแม่จี่เดินออกมา หล่อนก็ยืนตะโกนอยู่บนระเบียง “ในบ้านจะตีกันตายอยู่แล้ว พวกคุณหูหนวกหรือไง ทำไมไม่ได้ยิน ? รีบขึ้นมาสั่งสอนลูกชายของตนเดี๋ยวนี้ ! ”
ผู้ชายดี ๆ ที่ไหนจะทะเลาะกับผู้หญิง พ่อจี่จนปัญญาจึงให้ภรรยาขึ้นไปดู แม่สามีขึ้นมาเคาะประตูกลับถูกเกาน่าขวางไว้ ดูสิว่าแม่สามีจะพูดอะไร หล่อนเกลียดที่อีกฝ่ายไม่ยอมให้ลูกพลับ จึงยืนยันจะไม่เปิดประตูให้
จี่ฟางเดือดดาลเข้าไปอีก รีบกระชากตัวเกาน่าที่ขวางประตูออกมาและรีบเปิดประตูให้มารดา จากนั้นก็ชี้หน้าด่าเกาน่าสั่งให้สองแม่ลูกเก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไป
เซี่ยเหมยจะยอมให้อีกฝ่ายทำแบบนี้กับลูกสาวได้อย่างไร หล่อนจึงเริ่มเสียงดังโวยวายมากขึ้นไปอีก จี่ฟางพรวดพราดเข้าไปในห้องนอน เปิดตู้เสื้อผ้าและเก็บเสื้อผ้าในตู้โยนไปบนพื้นของห้องรับแขก จากนั้นก็เปิดลิ้นชักหยิบเอกสารอสังหาริมทรัพย์ ใบทะเบียนสมรสและทะเบียนบ้านออกมายัดใส่กระเป๋าของตน สวมเสื้อตัวนอกและพุ่งออกไปตวาดใส่เกาน่าที่กำลังอึ้งงัน “พรุ่งนี้ หลังจากผมเลิกกะดึกแล้ว เราสองคนจะไปหย่ากัน คุณอยากเอาอะไรไปก็เอาเลยตามสบาย รักใครก็พาคนนั้นไปด้วย” จากนั้นก็หันไปมองเซี่ยเหมย “ส่วนแม่ ! อยากไปไหนก็ไป ที่นี่บ้านของผมและผมไม่ต้องการคุณ!”
ในขณะที่พูดก็ลากแม่จี่ลงไปข้างล่างโดยไม่สนใจว่ามารดาจะขอร้องแทนพวกหล่อนมากแค่ไหน
ตงลี่หวาหมดคำพูดในทันใด รนหาที่ตายเองแล้วคนอื่นจะทำอะไรได้ ? แม่ยายแบบนี้ จี่ฟางคงต้องซวยไปตลอดชาติแน่ ๆ
“พี่ชายของเธอรู้ไหม ? ” ตงลี่หวาไม่เชื่อว่าเซี่ยจวินจะไม่ด่าหล่อน
เมื่อเอ่ยเรื่องนี้ เซี่ยเหมยก็ฉุนเฉียวขึ้นมาอีกครั้ง “ฉันให้เขาโทรศัพท์หาผู้อำนวยการโรงพยาบาล ให้บอกว่าผู้ชายคนนี้ไม่มีมโนธรรม แต่พี่สามไม่โทรและยังบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฉันก่อเอง บอกว่าถ้าครั้งนี้จี่ฟางมารับเกาน่าก็ให้ฉันอยู่ดูแลเด็ก ๆ ที่นี่ ไม่ต้องตามไปด้วย มีอย่างที่ไหนจะให้แยกจากกัน ฉันว่าเขาต้องสับสนแน่ ๆ ”
เสียงพูดของทั้งสองคนไม่ดังแต่ก็ไม่เบา จางฉุ้ยเหลียนได้ยินจากข้างล่างอย่างชัดเจน ในเวลานี้เมื่อได้ยินเซี่ยเหมยกล่าวหาว่าบิดาสับสน เธอจึงโกรธและไม่อาจควบคุมได้
“อาเล็กคะ อาอยากให้เกาน่าหย่าหรือไม่หย่ากันแน่” จางฉุ้ยเหลียนรีบเดินมายังห้องครัว หยิบผ้ากันเปื้อนใส่และเตรียมทำอาหารพร้อมพวกหล่อน
“พูดอะไรของเธอ แม่ที่ไหนจะอยากให้ลูกหย่า” เซี่ยเหมยกลอกตาไปทางจางฉุ้ยเหลียน จากนั้นก็พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่เกาน่า ตอนนั้นฉันคัดค้านงานแต่งของพวกเขาไปแล้ว ตอนนี้มีลูกแล้วจะทำอะไรได้ ? ”
เมื่อสักครู่ยังสาบานอยู่เลย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้เกาน่าหย่าให้ได้ ขนาดตงลี่หวาเองก็ยังตื่นตระหนกไม่ใช่หรือไง
“อาเล็กยังกล้าโกรธอีกนะ ! ” จางฉุ้ยเหลียนอดพูดเยาะเย้ยไม่ได้ “พวกเขาทะเลาะกัน แล้วอาเล็กไปกระโดดโลดเต้นขอร้องให้พ่อเซี่ยจัดการพวกเขาแบบนี้ อาคงไม่อยากให้ทั้งสองคนคืนดีกันจริง ๆ ”
เซี่ยเหมยพูดด้วยความโกรธเคือง “เด็กอย่างเธอจะเข้าใจอะไร ฉันช่วยปกป้องศักดิ์ศรีของน้องสาวเธอ รู้บ้างไหม ? ฉันอยู่บ้านของพวกเขาด้วย แต่เขายังกล้าละเลยลูกสาวฉัน ถ้าฉันตายไปแล้ว พวกเขาไม่เฉดหัวลูกสาวเลยหรือ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนถามกลับด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ตอนนี้อาเล็กก็ทำสำเร็จแล้วนี่คะ มีศักดิ์ศรีพอไหม ? ทั้งสองคนรักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่อาทำให้เสียเรื่อง ก็ดูสิว่าลูกสาวจะโกรธอาไหม!”
เซี่ยเหมยรู้ดีแก่ใจ ไม่ใช่เพราะกลัวไม่มีที่ยืนในครอบครัวสามีหรอกหรือ แต่สร้างปัญหาแบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไร ?
“แล้วจะทำอย่างไร ? ฉันต้องให้ลูกสาวเป็นเจ้าบ้าน ! เธอไม่เคยเจอแม่สามีของหล่อนที่ทั้งแก่ทั้งน่าเกลียดแถมยังใจแคบ คุณย่าบ้านไหนบ้างไม่ดูแลหลาน ? พวกเขาไม่ดูแลอะไรเลย เฮอะ !”
“แต่แม่สามีต้องหาเงิน ผู้อาวุโสจี่ทั้งสองไม่อยากพึ่งพาลูกจึงหากินกันเอง แถมยังช่วยออกเงินให้พวกอาเล็กด้วยไม่ใช่หรือ ? ถึงแม้ว่าเงินเกษียณไม่พอ แต่ก็ไม่เคยบอกอาเล็กว่าไม่มีเงิน อาดูแลเด็กแต่ยังใช้เงิน นี่มันก็ชัดเจนแล้วนี่คะ อีกอย่างเกาน่าก็ไม่ได้ออกไปทำงานนานแล้วด้วย พวกเขาเคยว่าอะไรไหม ? แม้บ้านจะเล็ก แต่ผู้อาวุโสทั้งสองก็ใจกว้าง ยอมนอนในโรงรถโดยยกเตียงใหญ่ให้อา แล้วคุณยังไม่เข้าใจอีกหรือไง”
จางฉุ้ยเหลียนส่ายหน้าระอา “ถ้าคิดในทางกลับกัน ถ้าอาเล็กแก่ตัวและถึงตอนนั้นล้มป่วยต้องการคนดูแล แต่จี่ฟางไม่สนใจ อาไม่กลัวหรือคะ ? ”
เซี่ยเหมยหน้าซีดเผือด จากนั้นก็พูดตะกุกตะกักออกไป “เฮอะ เพ้อเจ้อ เขาไม่กล้าหรอก อีกอย่างลูกสาวก็ไม่มีทางเมินฉัน…”
แต่เกาน่าไม่มีเงินแถมยังหาเรื่องพ่อแม่สามีอีก ความรักที่หวานชื่น สาบานจะไม่แยกจากกัน ตอนนี้กลับบีบให้หล่อนต้องหย่า
จิตใจมนุษย์ไม่มีทางคงเดิม ใครก็รู้ว่าสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ
หลังจากทานมื้อค่ำแล้ว เซี่ยเหมยมองไปยังนาฬิกาบนผนัง เซี่ยจวิน จางฉุ้ยเหลียนและตงลี่หวามองหน้ากัน รู้ชัดเจนดีว่าเซี่ยเหมยกำลังรออะไร
“โง่ ! เขาไม่มารับแล้ว เฮอะ ! ” เซี่ยจวินเบิกตากว้างแทบถลน เกาน่าอุ้มลูกพร้อมพูดอย่างไม่ใส่ใจ “รักแต่ไม่มา ถ้าไม่มาก็ดีเพราะหนูจะได้กินอิ่มนอนหลับเสียที บ้านใหญ่ขนาดนี้อยู่ไปก็ไม่รู้ว่าดีแค่ไหน แต่ก็ดีกว่ากลับไปบ้านหลังเล็กแบบนั้น เปลืองแรง!”
เซี่ยเหมยเป็นกังวลว่าจี่ฟางจะไม่ต้องการเกาน่าแล้วจริง ๆ เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาวจึงโกรธและด่ากราดออกไป “ทำไมไม่พูดเร็วกว่านี้ ? รู้ทั้งรู้ว่าพวกเขาไม่มีบ้าน แล้วแกยังเต็มใจแต่งงานด้วย ใครบังคับมิทราบ ? ตอนนี้มาพูดแบบนี้แล้วใครจะฟัง?”
ใบหน้าของเกาน่าแดงก่ำทันที จากนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม…