เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 569 รักหน้าตา
ตอนที่ 569 รักหน้าตา
เกาน่าร้องไห้คร่ำครวญออกมาโดยฉับพลัน คนอื่นยังไม่ได้สติคืนมา จึงมีแค่จางฉุ้ยเหลียนที่รีบเข้าไปโน้มน้าวเกาน่า จากนั้นตงลี่หวาก็รีบพูดกับเซี่ยเหมย “เด็กมันเจ็บเจียนตายอยู่แล้ว เธอหยุดพูดได้ไหม ! ”
เซี่ยเหมยเลี้ยงลูกสาวเพียงคนเดียวมานานหลายปีจึงไม่ยอมใจอ่อนง่าย ๆ ยิ่งคนอื่นโน้มน้าวเท่าไร ความโกรธก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น จากนั้นก็ด่าเกาน่าโดยใช้เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งด่าความโกรธยิ่งสูงโดยไม่ลดลงเลย
“แกยังไม่ละอายใจบ้างหรือ ? เขาไล่แกออกจากบ้านขนาดนี้แล้ว จะอยู่บ้านหลังนั้นต่อไปอีกทำไม ? ผู้ชายมันตายจากโลกนี้ไปแล้ว แกเองก็กลับไปไม่ได้ด้วย”
“หย่าก็หย่าสิ ตอนแรกฉันไม่เห็นด้วยที่พวกแกจะอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว”
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลย เราสองคนก็เลี้ยงลูกกันได้ ตอนนั้นฉันยังเลี้ยงแกคนเดียวมาจนถึงตอนนี้เลย”
เกาน่าปิดหน้าร้องไห้อยู่ ทว่าทันทีที่ได้ยินประโยคนี้เสียงร้องไห้ก็หยุด จากนั้นก็ตะโกนใส่มารดาว่า “หย่า หย่า หย่า แม่อยากให้หนูเป็นม่ายเหมือนตัวเองหรือไง ทำไมหนูถึงมีครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่ได้ ? ทำไมหนูต้องอยู่อย่างเดียวดายเหมือนแม่”
เซี่ยเหมยตะลึง ยังไม่ทันได้สติ ตงลี่หวาก็ด่าเกาน่า “ทำไมเธอพูดกับแม่แบบนี้ ? หล่อนเป็นม่ายมาหลายปีแต่ยังไม่แต่งงานใหม่เพราะกลัวเธอไม่ได้รับความเป็นธรรม แม่ทำเพื่อเธอ ตัวเธอเองก็เป็นแม่คนแล้ว ทำไมไม่เข้าใจอะไรเลย ! ”
เกาน่าร้องไห้คร่ำครวญหนักเข้าไปอีก ร้องไปพลางพล่ามความไม่ธรรมออกไปพลาง “ก่อนแต่งงานแม่ไม่อยากให้หนูแต่ง หนูกัดฟันสู้จะแต่งงานให้ได้ เดิมทีหนูไม่แคร์เรื่องบ้าน ไม่แคร์เรื่องเงินอยู่แล้ว ของพวกนั้นสำหรับหนูไม่จำเป็นเลย เพราะหนูแค่อยากมีครอบครัว ! ”
หล่อนร้องไห้สะอึกสะอื้น จางฉุ้ยเหลียนได้ยินก็ยิ่งปวดใจ นี่คือสภาพเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว จึงปรารถนาการมีครอบครัวอันสมบูรณ์แบบอย่างคลุ้มคลั่ง หล่อนขาดความรักจากพ่อ ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไร หล่อนก็ชอบที่จะอยู่ข้างกายจี่ฟาง
“สามีของหนูหาเงินได้ไม่เท่าไหร่แล้วอย่างไร ? ใช้ชีวิตแบบพออยู่พอกินดีกว่าต้องไปทำไร่ทำนา ดีกว่าต้องทำงานหนัก ดีกว่ามีร่างกายพิการ ! ” ยิ่งพูดก็ยิ่งเสียใจ “เขาดีกับหนูก็พอแล้ว หนูอยากได้คนที่ดีกับหนูแบบนี้เอง”
เซี่ยเหมยโกรธจนแทบกระอักเลือด แล้วก็ตวาดออกไปอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ “แม้แต่บ้านสักหลังเขายังซื้อไม่ได้ แต่งงานกับคนฐานะแบบนี้ก็ไม่เคยยกย่องแกเลย ปฏิบัติต่อแกไม่ดีด้วยซ้ำ”
เกาน่าปาดน้ำตาและตะโกนออกไป “หนูดีตรงไหน ? หนูมีฐานะอะไร ? หนูเกิดมาในชนบทที่ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง เติบโตในครอบครัวที่มีแม่เลี้ยงเดี่ยว หนูมีสิทธิ์เลือกครอบครัวได้หรือ ? ”
เซี่ยเหมยยังไม่ยอม ทว่าไม่ทันจะเอ่ยปาก เกาน่าก็ชิงตะโกนออกมาด้วยเสียงดังกว่าเดิม “เงินพวกนั้น เงินสินสอดเหล่านั้นล้วนก็เป็นเงินของลุงสามทั้งสิ้น มีส่วนไหนบ้างเป็นของเรา ? เพราะพี่ฉุ้ยเหลียน เราถึงได้มีหน้ามีตาไม่ใช่หรือ ใครออกเท่าไหร่ ใครเป็นอย่างไรไม่รู้เลยหรือคะ ? ถ้าตัดการช่วยเหลือของลุงสามออกไปแล้ว ฐานะอย่างเรายังต้องถีบตัวเองให้สูงขึ้นอีกเท่าไร ! ”
โดนเหยียดหยามแบบนี้ นัยน์ตาของเซี่ยเหมยจึงเต็มไปด้วยความผิดหวัง หล่อนโกรธจนต้องทุบหน้าอก ทรุดตัวนั่งร้องไห้คร่ำครวญ โทนเสียงบ่งบอกถึงความเจ็บปวด หล่อนร้องไห้ไปพลางพล่ามถึงความลำบากของตนไปพลาง
จางฉุ้ยเหลียนเย็นวาบไปทั้งหัวใจ นึกไม่ถึงว่าเกาน่าจะมีความรู้สึกแบบนี้ แต่คนที่เย็นวาบในใจมากกว่าคือเซี่ยเหมยที่ไม่ได้ตระหนักถึงความรู้สึกของลูกสาวเลย
“เอาล่ะ หยุดร้องได้แล้ว ทั้งสองคนอย่าโกรธกันข้ามคืนเลย มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน เดี๋ยวพี่เขยก็กลับมาแล้วถ้าเห็นพวกเธอทะเลาะกันแบบนี้ มันน่าดูไหม ? ” ตงลี่หวาโน้มน้าวเซี่ยเหมยที่ร้องไห้อีกพักใหญ่ก็หยุด
“ฉันทำเพื่อใครล่ะ ? ฉันอยากให้เกาน่าอยู่ในครอบครัวสามีที่มั่นคง อยากให้มีชีวิตดี แม่ม่ายตัวคนเดียวอย่างฉันจะกลัวอะไร อย่างมากฉันก็แค่กลับชนบทแล้วปลูกผักตกปลาเลี้ยงไก่ ฉันตั้งใจทำงานบ้านให้พวกเขา แต่สุดท้ายทะเลาะกันจนมีจุดจบแบบนี้ ! ” เซี่ยเหมยพูดประโยคสุดท้ายพร้อมกัดฟันกรอด
เกาน่าตะโกนกลับไป “การได้เป็นเจ้าบ้านไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือคะ ? แม่มักบอกให้หนูสู้เสมอ ให้หนูบีบบังคับแม่สามีเพื่อให้หล่อนกลัวหนู หนูต้องเป็นใหญ่ในบ้าน แต่ไม่มีสินทรัพย์อะไรเลย หนูจะเอาอะไรไปสู้ ! ”
เมื่อพูดจบก็พูดต่ออีกว่า “แม่สามีเป็นคนรอบคอบและไม่อารมณ์ร้าย แม่บอกว่าหล่อนมีความคิดยิ่งใหญ่มีจิตใจยากคาดเดา พ่อสามีชอบเล่นไพ่และชอบสูบบุหรี่ แม่ไม่อนุญาตให้เขาสูบบุหรี่ในบ้านเพราะมันไม่ดีต่อเด็ก ให้เขาลงไปสูบข้างล่าง แม่รู้ไหมว่าข้างนอกพูดถึงลูกสะใภ้อย่างหนูว่าอะไร ? ”
จางฉุ้ยเหลียนตื่นตกใจ ทุกครอบครัวล้วนมีปัญหาของแต่ละคน เซี่ยเหมยได้คืบจะเอาศอก อย่างน้อยก็ได้เจอครอบครัวที่มีจิตใจดี ถ้าไปเจอครอบครัวที่ป่าเถื่อนจะไม่ทะเลาะกันตายเชียวหรือ
“เด็กคนนี้ใจอ่อนเกินไป แกอ่อนแอเกินไป ครอบครัวเขาเป็นแบบนี้แล้วจะมีอะไรดี ขนาดญาติที่มีความสามารถยังไม่มีเลย ตอนแต่งงานลุงสามให้แกไปไม่น้อย หางานดี ๆ ให้ด้วย พวกเขาควรมองแกในทางที่ดีและยกแกเป็นใหญ่ในบ้าน แต่ดูสิ ตอนนี้มีใครเห็นค่าแกบ้าง!”
เหตุผลที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ ตงลี่หวาทนฟังไม่ได้ ความคิดนี้เหมือนอันหลงในตอนแรกไม่มีผิด หวังอยากให้ฐานะครอบครัวตนสูงกว่าครอบครัวสามี ราวกับครอบครัวสามีไม่มีความเชื่อมั่นและปล่อยให้สะใภ้เป็นอิสระ
เสียดายที่เซี่ยเหมยใช้วิธีการผิดจนทำให้ความขัดแย้งระหว่างสามีภรรยาเพิ่มสูงขึ้น เกาน่าไม่มีความคิดเป็นของตน มารดาสั่งให้ทำอะไรก็ทำอย่างนั้น ตอนนี้พอเห็นจี่ฟางโกรธก็เริ่มบ่นขึ้นมาอีกและเริ่มไม่มีเหตุผล
จางฉุ้ยเหลียนไม่ชอบเรื่องแบบนี้ เธอขี้เกียจจะโน้มน้าวต่อเพราะรู้ว่านี่คือการเบี่ยงเบนความรู้สึกผิด ถ้าหย่ากันครั้งนี้ เกาน่าคงกล่าวโทษมารดาไปตลอดชีวิต หรือต่อให้ครั้งนี้ไม่หย่ากัน ในวันข้างหน้าหล่อนก็คงพูดกระทบกระทั่งมารดาอีก
ตงลี่หวารู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย หล่อนไม่สนใจว่าเกาน่าจะกล่าวโทษเซี่ยเหมยขนาดไหน เนื่องจากมารดาเป็นแบบไหนก็เลี้ยงลูกออกมาแบบนั้น ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ดังนั้นเรื่องที่ตงลี่หวาไม่สบายใจก็คือความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเกาน่า ราวกับจะบอกว่าเพราะเซี่ยจวินให้สินเดิมจำนวนมาก จึงทำให้พวกหล่อนแยกแยะถูกผิดไม่ได้แบบนี้
แค่เรื่องเงินก็สร้างปัญหาได้ โชคดีที่เซี่ยจวินออกไปเดินเล่นข้างนอกเพราะถ้ามาได้ยินหลานสาวพูดแบบนี้ต้องรู้สึกไม่ดีแน่ ๆ
“หยุดพูดได้แล้ว ! ” ตงลี่หวาขึ้นเสียง “เดี๋ยวฉันจะโทรศัพท์หาฝั่งนั้นและถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถามถึงทัศนคติของเขา ฉันจะพยายามโน้มน้าวให้ และถ้าจี่ฟางมารับเธอก็กลับไปแต่โดยดี ! ”
สีหน้าของเซี่ยเหมยบ่งบอกถึงความไม่พอใจ ทว่าแววตาของเกาน่าเปล่งประกายจากนั้นก็คลี่ยิ้มและพูดว่า “รบกวนป้าสะใภ้ด้วยนะคะ แต่ป้าบอกแค่ว่าแอบทำลับหลังโดยหนูไม่รู้ก็พอ ! ”
ใกล้ตายก็ยังรักษาหน้าตาเอาไว้ วุ่นวายเสียจริง…