เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 571 หลอกลวง
ตอนที่ 571 หลอกลวง
เกาน่าตามสามีกลับบ้านอย่างร่าเริง ส่วนจางฉุ้ยเหลียนเดาว่าการกลับไปครั้งนี้ เซี่ยเหมยคงไม่กล้าสร้างปัญหาอีกแม้ว่าในใจยังไม่ยอมก็ตาม
ประการแรก เกาน่าแสดงความประสงค์ของตนอย่างชัดเจนว่าปรารถนาจะใช้ชีวิตกับจี่ฟางและยังกล่าวโทษเซี่ยเหมยที่เข้ามายุ่งเรื่องของหล่อน เซี่ยเหมยรักเกาน่าดั่งแก้วตาดวงใจ ความหวังสุดท้ายขอเพียงได้อยู่ข้างกายของลูกสาวคนนี้ย่อมไม่สร้างปัญหาให้หล่อนขุ่นเคืองใจเด็ดขาด ประการที่สอง แม้ในใจจะไม่ยอมแต่ก็รับฟังคำพูดของตงลี่หวาที่ว่าถ้าหย่ากันจริง พวกหล่อนคงเลี้ยงดูเด็กคนนี้ไม่ไหว ถึงอย่างไรชนบทก็แตกต่างจากในเมืองอยู่แล้ว พวกหล่อนไม่มีบ้านอยู่ในเมือง มีแค่เงินเดือนของเกาน่าเพียงคนเดียวย่อมมีปัญหาเรื่องปากท้อง ส่วนเรื่องดูแลเด็กและส่งเด็กเข้าเรียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“ครั้งนี้คงสงบได้หลายวัน ! ” ตงลี่หวามองไปยังแผ่นหลังของเซี่ยเหมยจากนั้นก็ทอดถอนใจ เซี่ยจวินเอามือไพล่หลังแล้วถอนหายใจอย่างหนักหน่วง สีหน้าแสดงออกถึงความไม่สบายใจ
ดูเหมือนว่าตงลี่หวาจะไม่เห็น หล่อนหมุนตัวกลับไปนั่งที่โซฟาจากนั้นก็พูดพร่ำเพ้อกับจางฉุ้ยเหลียน “ไม่รู้ว่าชาชาเป็นอย่างไรบ้าง ! ”
เซี่ยจวินหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาจากโต๊ะน้ำชาแล้วเปิดอ่านพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เด็กคนนั้นลืมสิ้นแม้แต่คำว่าพระคุณ แล้วจะไปนึกถึงหล่อนทำไม!”
ตงลี่หวากลอกตาไปทางเซี่ยจวิน แสดงท่าทางไม่พอใจที่เขาพูดถึงหลานสาวของตนแบบนี้ “คุณนี่นะ หล่อนยังเด็กและกำพร้าแม่เลยไม่มีคนดูแล ไม่มีใครสั่งสอนก็ต้องดื้อเป็นธรรมดา หล่อนออกจากบ้านไปทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยและยืนด้วยลำแข้งของตน นี่แหละคือจุดเด่น คุณอ่านะ หัดมองจุดเด่นของเด็กมันบ้าง”
จางฉุ้ยเหลียนรู้ว่าตอนนี้ตงลี่หวาเป็นห่วงหลานสาวคนนี้มาก ถ้าจะว่าไปแล้ว สถานการณ์ของเผิงชาชาก็น่าเป็นห่วงจริง ๆ ถึงแม้ว่าบางครั้งตงลี่หวาจะทำไม่สนใจ แต่เมื่อมารดาทอดถอนใจแบบนี้ เธอก็อดกังวลไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นชวนหล่อนมาทานข้าวที่บ้านสักวันดีไหมคะ เพื่อจะได้ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบและเรื่องคนรักของหล่อน ความใฝ่สูงของหล่อน เราคงช่วยไม่ได้ แต่ถ้าหางานได้ อย่างน้อยก็มีเงินใช้ไปพลาง ๆ ”
ทันทีที่จางฉุ้ยเหลียนเสนอเช่นนี้ก็เหมือนดั่งฝนตกทันเวลาสำหรับตงลี่หวามาก เพราะหล่อนเป็นกังวลเรื่องนี้ที่สุด และถ้าเผิงชาชาแก้ไขปัญหาได้แล้ว หล่อนก็คงวางใจ
“แม่เห็นด้วย ! ถ้าอย่างนั้นแม่ไปโทรศัพท์หาหล่อนก่อนนะ ไอ้หยา พูดอย่างไรดีนะ ! ” ตงลี่หวาหยิบโทรศัพท์ออกมาแต่ไม่รู้จะใช้เหตุผลอะไรเชิญหลานสาวมาบ้าน
“ไม่ต้องหาเหตุผลหรอกค่ะ แม่ก็แค่บอกว่าไม่ได้เจอกันนานแล้ว จึงอยากให้หล่อนมาทานข้าวที่บ้านสักมื้อ ง่าย ๆ แบบนี้ก็พอแล้วค่ะ” ตงลี่หวาคิดตามและเห็นด้วย ลูกหลานของตนจะหาเหตุผลอะไรตั้งมากตั้งมาย
หล่อนยิ้มตาหยีพร้อมหยิบสมุดโทรศัพท์มาวางบนโต๊ะน้ำชา จากนั้นก็สวมแว่นตาและเริ่มหาเบอร์ทันที
เมื่อฝั่งนั้นกดรับสาย ตงลี่หวาก็พูดกับปลายสายด้วยความร่าเริง ทว่าหลังจากนั้นต้องร้องออกมาด้วยความตกใจ “หา ? เข้าเมืองมาสองเดือนกว่าแล้วหรือ ? ทำไมฉันไม่รู้เลยล่ะ ? มีเบอร์ติดต่อไหม ? ”
หลังจากที่ฝั่งนั้นพูดอะไรบางอย่างแล้ว ตงลี่หวาก็หันมาพูดกับจางฉุ้ยเหลียนด้วยความกังวลทันที “มานี่เร็ว มาช่วยแม่จดเบอร์หน่อย 273…”
ตงลี่หวากดหมายเลขโทรศัพท์ตามที่พ่อเผิงบอก ไม่กี่วินาทีก็ได้ยินเสียงอันแสนขี้เกียจของเผิงชาชาดังจากปลายสาย “ฮัลโหล ! ”
“ชาชา ! นี่ป้าสามเอง ! ” ตงลี่หวาพูดด้วยความตื่นเต้น “เธอเข้าเมืองมาสองเดือนกว่าแล้วทำไมไม่บอกป้าสักคำ ? ตอนนี้เธอทำงานอยู่ที่ไหน ? พักอยู่ไหน ? อยู่บ้านหรือหอพัก แล้วได้เงินเดือนเท่าไหร่ ? วันเสาร์อาทิตย์ได้หยุดพักผ่อนบ้างหรือเปล่า ? ”
หล่อนพ่นคำถามติดต่อกันออกไปโดยไม่สนใจว่าเผิงชาชาได้ยินหรือไม่
จางฉุ้ยเหลียนคิดว่าเผิงชาชาต้องตะโกนกลับมา แต่คาดไม่ถึงว่าเสียงของหล่อนจะแสดงออกถึงความกล้ำกลืนฝืนทนและแฝงไปด้วยการไม่ได้รับความเป็นธรรม “ป้าสาม ! ”
ตงลี่หวาพูดด้วยความร้อนใจ “อย่าเพิ่งเล่า พรุ่งนี้เลิกงานแล้วเธอมาหาป้า มาทานข้าวที่บ้านเพราะป้าคิดถึงเธอ อยากคุยกับเธอหน่อย ! ”
นึกไม่ถึงว่ายังไม่ถึงค่ำวันที่สอง เผิงชาชาก็มาถึงบ้านแล้ว จางฉุ้ยเหลียนออกจากบ้านไปทำงาน เมื่อเลิกงานกลับมาก็พบว่าเผิงชาชากลับไปแล้ว
เธอเดินเข้ามาเปลี่ยนรองเท้าและเห็นป้าแม่บ้านเดินออกมาจากในบ้านเงียบ ๆ แล้วพูดกับจางฉุ้ยเหลียนว่า “วันนี้มีแขกมาบ้าน ดูเหมือนจะเป็นญาติของแม่คุณนะ หล่อนร้องห่มร้องไห้ราวกับถูกผู้ชายทิ้ง หลังจากทานข้าวเสร็จก็กลับบ้านไปเก็บของ และบอกว่าอีกสองวันจะย้ายกลับมา ! ”
คลื่นลูกหนึ่งยังไม่ทันสงบ คลื่นอีกลูกก็ม้วนมาอีกระลอก เกรงว่าเผิงชาชาคนนี้ไม่เพียงแต่จะมาอยู่ที่บ้าน แต่ยังทำให้คนในบ้านหดหู่ใจอีกด้วย
จางฉุ้ยเหลียนขึ้นไปข้างบนและกำลังเปลี่ยนเป็นชุดลำลอง ตงลี่หวาก็พรวดพราดเข้ามานั่งบนเตียงโดยไม่พูดไม่จา สีหน้าเศร้าโศกราวกับมีใครล้มหายตายจากอย่างไรอย่างนั้น
“เป็นอะไรไปคะ ? ” จางฉุ้ยเหลียนถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว
“ไอ้หยา เราจะทำอย่างไรกับชาชาดีล่ะ ! ” ตงลี่หวาทอดถอนใจ สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว
จางฉุ้ยเหลียนเริ่มกังวล หรือว่าเผิงชาชาจะไปสร้างปัญหาที่ไหนอีก ? ถูกผู้ชายทิ้งหรือเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์หลังเลิกรา ? หรือว่าคน ๆ นั้นจะเป็นผู้ชายที่มีลูกมีเมียแล้ว ? ถ้าเป็นแบบนี้ก็ปัญหาใหญ่มากเลย
“เกิดอะไรขึ้นกับชาชาคะ?” จางฉุ้ยเหลียนนำเสื้อผ้าที่เปลี่ยนแล้ววางไว้ตรงมุมเตียง
“น้องสาวของลูกเพิ่งมาและพูดกับแม่เรื่องหนึ่ง” สภาพจิตใจของตงลี่หวาย่ำแย่มาก จากนั้นก็อดบ่นไม่ได้ “ลูกว่าเด็กสมัยนี้ทำไมไม่ทนความลำบากเอาเสียเลย ถ้าเหมือนลูกสักนิดก็คงทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่หมดห่วงบ้าง”
เกรงว่าชาติก่อนคนที่ทำให้คนอื่นเป็นห่วงก็คือเธอนี่แหละ จางฉุ้ยเหลียนคิดในใจแต่พูดออกไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “มีเรื่องอะไรก็เล่ามาเถิดค่ะ หนูจะได้ช่วยแม่หาทางแก้ไข” แล้วโน้มน้าวว่า “มีประสบการณ์มากมายตั้งแต่อายุยังน้อยก็ถือเป็นเรื่องดีนะคะ ดีกว่าไปประสบพบเจอในตอนอายุ 40-50 ปีแล้ว”
ที่แท้เผิงชาชาก็ได้เจอคนมีเงิน หล่อนหวังอยากมีชีวิตแต่งงานสุขสบาย มันเป็นเรื่องธรรมดา ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ล้วนคิดว่าการแต่งงานคือการกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นครั้งที่สอง แต่งงานกับผู้ชายที่พึ่งพาได้และไม่พากันอดตายซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ได้รับความนิยมสำหรับผู้หญิงโสดยุคใหม่
จางฉุ้ยเหลียนเลิกคิ้วสูง “หล่อนหาเจอแล้วหรือคะ ? ”
ตงลี่หวาทอดถอนใจ “หาเจอแล้ว แต่หล่อนโกหกเขาเพื่อให้ตัวเองดูดีน่ะสิ”
“โกหก ? โกหกเรื่องอะไรคะ ? ” จางฉุ้ยเหลียนถามอย่างไม่เข้าใจ
“หล่อนบอกว่าแม้บ้านจะอยู่ในชนบท แต่พ่อก็เป็นถึงผู้ใหญ่บ้านมีที่ดินกว่า 30 แปลง แม่เป็นนักบัญชีในเมือง ลุงมีโรงซ่อมรถอยู่ในเมืองหลวงและมีน้องชายอีก 1 คน” จางฉุ้ยเหลียนถึงกับพูดไม่ออก นี่โกหกสารพัดเลยนะ
ตามหลักเหตุผลแล้วที่ดิน 1 แปลง สำหรับแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน เช่นที่ดิน 1 แปลงในตงเป่ยจะเท่ากับ 15 หมู่ หากปลูกข้าวโพดในพื้นที่ 450 หมู่ คำนวนได้ว่าผลผลิตของ 1 หมู่เท่ากับ 1,000 ชั่ง ซึ่งใน 1 ปีจะได้ผลผลิตมากถึง 450,000 ชั่ง
“450,000 ชั่งเท่ากับ 225,000 กิโลกรัม ! 225,000 กิโลกรัมเท่ากับ 225 ตัน ข้าวโพด 1 ตันก็เท่ากับ 900 หยวน รายได้รวมก็คือ 202,500 หยวน” จางฉุ้ยเหลียนยกนิ้วขึ้นมาคำนวณ ก่อนจะอดหัวเราะไม่ได้ “แม้จะหักต้นทุนไปแล้วครึ่งหนึ่ง ในปีนั้นก็ยังมีเงินเข้าอีกเป็นแสนหยวน ชาวบ้านที่ไหนรวยขนาดนี้คะ ? หล่อนช่างกล้าพูด”
ตงลี่หวาไม่ได้คิดคำนวณเร็วเหมือนจางฉุ้ยเหลียน หล่อนยิ้มอย่างขมขื่น “แม่ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ถ้าคิดแล้วอย่างไรมันก็เป็นไปไม่ได้ ใครจะมีที่ดินมากขนาดนั้น พ่อของหล่อนมีที่ดิน 3 แปลงก็ยุ่งจนหัวหมุนแล้ว ในหนึ่งปีสร้างรายได้แค่ 8,000 หยวน”
กล้าเอาที่ดิน 3 แปลงไปโม้เป็น 30 แปลง ช่างกล้ามาก ที่แท้ก็ใช้เหตุผลนี้ลาออกไปหาผู้ชายที่ต้องการนี่เอง
“โดนจับได้เลยโดยทิ้งหรือคะ ? ” จางฉุ้ยเหลียนคาดเดา
“ถ้าแบบนั้นก็ดีสิ ผู้ชายที่หล่อนหาได้หน้าตาดีมาก สูงหนึ่งร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตร พ่อแม่ของเขาเป็นอาจารย์ประถม ต่อมาก็ลาออกแล้วเปิดโรงเรียนอนุบาลเป็นของตน แต่ที่บ้านค่อนข้างเข้มงวดมาก อยากให้เขารับราชการ และตอนนี้ปลดประจำการจากทหารแล้วมารอทำงานที่บ้าน” ฟังแล้วมีภูมิหลังไม่เลวเลย ไม่ได้ทำตัวไปวัน ๆ เหมือนกับเผิงชาชาด้วย
“ชาชาหางานทำได้แล้ว เป็นผู้จัดการดูแลโรงหนัง ตรงข้ามโรงหนังก็คือคาราโอเกะ หล่อนรู้จักกับผู้ชายคนนี้ เขาหน้าตาดีมากและทั้งสองคนไปมาหาสู่จนคบกันในที่สุด” หลังจากนั้นก็เล่าเรื่องครอบครัวของกันและกันซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างให้ความสนใจ
เผิงชาชาเป็นคนหัวสูง หล่อนอาศัยอยู่ในหอพักของที่ทำงานและชอบโม้เรื่องฐานะครอบครัวให้กับเพื่อนร่วมงานกับแฟนหนุ่มฟัง ผู้ชายคนนั้นจึงยิ่งหลงหล่อนเข้าไปใหญ่ ซื้อของขวัญมาให้หล่อนมากมายและทำให้หล่อนดีใจมาก
หล่อนคิดว่าในเมื่อเปิดโรงเรียนอนุบาลแล้วฐานะต้องไม่ธรรมดา ว่ากันว่าแฟนยังได้เงินจากหน่วยทหารอีก 50,000 หยวนด้วย ถึงจะทำงานที่บ้านไม่ได้แต่ก็ยังเปิดธุรกิจเล็ก ๆ ได้แน่นอน
เผิงชาชาคิดว่าครั้งนี้ต้องสำเร็จแน่ ทว่าอยู่ ๆ อีกฝ่ายก็ปฏิเสธไม่ให้หล่อนไปเยี่ยมพ่อแม่ เผิงชาชาคิดว่าผู้ชายคนนี้คงจะมีคนอื่นแล้ว คิดว่างานของเขาย่อมมีผู้หญิงสวย ๆ มากมายรายล้อมจึงย่อมมีโอกาสในการเลือกมากกว่าหล่อน
หลังจากสะกดรอยตามอยู่หลายครั้ง เผิงชาชาก็ได้เจอกับผู้ชายคนนี้ที่กำลังเดินออกมาจากโรงเรียนอนุบาล เพียงแต่โรงเรียนอนุบาลแห่งนั้นมีพื้นที่ไม่ใหญ่และมีเด็กแค่สี่สิบกว่าคนเท่านั้น
เผิงชาชาจึงเล่าความจริงของตนออกไป บอกว่าที่พูดในตอนแรกไม่เพียงแต่กลัวเสียหน้าแล้วยังอยากทำให้ตนดูดีเท่านั้น ผู้ชายคนนั้นตกใจที่เผิงชาชาสร้างเรื่องครอบครัวและยังปกปิดมาตลอดได้อย่างแนบเนียน
ด้วยความโกรธ เขาจึงหลุดปากบอกเลิก ยิ่งไปกว่านั้นเผิงชาชายังใช้เงินของเขามาตลอด 2 เดือน หล่อนคิดแค่อยากหยั่งเชิงผู้ชายคนนี้ ด้วยความไม่คิดอะไรมาก หล่อนจึงให้เงินจำนวน 500 หยวนแก่เขาเพื่อเป็นค่าชดเชยตลอดเวลาที่สองคนคบกัน
หลังจากได้ลิ้มรสความหวานแล้ว ผู้ชายคนนั้นก็เรียกร้องเงินค่าเลิกกันโดยใช้ข้ออ้างว่าเขาถูกหลอกจนได้รับความชอกช้ำ
เผิงชาชาโกรธจนวิ่งไปยังโรงเรียนอนุบาลแล้วเรียกร้องให้พ่อแม่ของเขาออกหน้า ใครจะไปรู้ว่าหล่อนได้พบคุณป้าแม่ครัวของโรงเรียนไม่ใช่เจ้าของโรงเรียนแต่อย่างใด
ส่วนพ่อของเขาพิการและรับจ้างซ่อมจักรยานอยู่ในชุมชน ตัวเขาเองก็ป่วยเป็นเบาหวาน ค่าใช้จ่ายทุกเดือนก็มหาศาล
เมื่อคำหลอกลวงถูกเปิดเผย ผู้ชายคนนั้นก็เสียหน้า โกรธแล้ววิ่งไปโวยวายถึงที่ทำงานหล่อน ขู่ว่าจะฆ่าพ่อแม่ของเผิงชาชาด้วย หล่อนจึงหลบมาร้องไห้อยู่ในห้องเช่า ส่วนผู้ชายคนนั้นยังตามมาโวยวายบอกว่าแค่ให้เงินเขา 1,000 หยวน ก็จะถือว่าระหว่างเราจบกัน ต่างคนต่างแยกย้าย
ตอนที่ตงลี่หวาโทรศัพท์ไปนั้น หล่อนถูกเถ้าแก่ไล่ออกและถูกเจ้าของหอพักแจ้งให้ย้ายออกไปภายใน 3 วัน
“ดังนั้นแม่จึงให้หล่อนไปเก็บข้าวของและย้ายมาอยูที่นี่” ตงลี่หวามองจางฉุ้ยเหลียนด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “หล่อนน่าสงสารจริง ๆ นะ”