เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 572 รักแรกพบ
ตอนที่ 572 รักแรกพบ
ผ่านไปไม่กี่เดือน ฤดูใบไม้ร่วงจากไปฤดูใบไม้ผลิก็เวียนมา พริบตาเดียวก็ปีใหม่อีกแล้ว หลังจากที่เผิงชาชาตกงานและเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเลิกกับแฟน อยู่ ๆ หล่อนก็ตื่นตัวขึ้นมาทันใด
ตอนนี้หล่อนกลับมาเป็นพนักงานข้างกายของจางฉุ้ยเหลียนโดยไม่คิดอยากครอบครองตำแหน่งระดับสูง และไม่คิดจะหาเรื่องคนอื่นเพียงเพราะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับจางฉุ้ยเหลียนอีกแล้ว
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ แม้แต่ตงลี่หวาก็ไม่อยากจะเชื่อ จึงต้องแอบถามจางฉุ้ยเหลียนเป็นการส่วนตัว “หล่อนทำตัวดีขนาดนั้นเลยหรือ ? ไม่สร้างปัญหาอะไรเลยเนี่ยนะ ? ตั้งใจทำงานจริงหรือเปล่า ? ”
หลังได้รับการยืนยันจากจางฉุ้ยเหลียนแล้ว หญิงชราก็เริ่มใจคอไม่ดี เพราะสำหรับเผิงชาชาผู้ตั้งความหวังกับงานแต่งงานไว้สูงคนนี้ ควรจะเอาเวลาไปสิ้นเปลืองกับความรักไม่ใช่หรือ แม้จะยังไม่เจอแต่ก็ควรทุ่มเทแรงกายในการหาคนรัก ไม่ใช่ทำงานแบบนี้
ตงลี่หวาบอกเรื่องที่ตนสงสัยให้เซี่ยจวินฟัง เซี่ยจวินจึงพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “บางทีคนเราเมื่อเจอความเจ็บช้ำมาก ๆ มันจะค่อย ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่มีทางเลิกสนใจเรื่องงานแต่งงานในชั่วพริบตา แล้วกลายเป็นผู้หญิงสตรองได้หรอก ”
คำพูดของเซี่ยจวินทำให้ตงลี่หวาเป็นกังวล ผู้หญิงอยากมีครอบครัวที่ดี อีกทั้งเผิงชาชาก็ไม่ใช่พวกผู้หญิงที่แข็งแกร่งอะไรทำนองนั้นด้วย ความสามารถของหล่อนสู้กู้จื้อชิวไม่ได้ และไม่มีทางที่มันสมองจะเหมือนกับจางฉุ้ยเหลียน ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพยังสู้เกาน่าไม่ได้ แล้วหล่อนจะเอาอะไรไปเป็นผู้หญิงสตรอง ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล แผนการในตอนนี้คือการหาคู่ชีวิตที่ดีให้เผิงชาชาที่เติบโตมาในครอบครัวคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ไม่มีที่พึ่งพาเหมือนเด็กคนอื่นและการหาผู้ชายที่พึ่งพาได้ก็ยากยิ่งกว่าหางานทำเสียอีก
ตงลี่หวาไปหาอันหลง อยากให้อีกฝ่ายช่วยดูให้หน่อยว่ามีเด็กหนุ่มที่เหมาะสมกับหลานสาวบ้างไหม แม้ว่าอันหลงและกู้เต๋อไห่จะหย่าร้างกันแล้ว ทว่าไม่ได้ตัดความสัมพันธ์เหมือนก่อนหน้านั้น ด้วยเหตุนี้จึงร้องขอให้ช่วยหาเด็กหนุ่มผู้มีฐานะค่อนข้างดีให้หน่อย
หนึ่งในนั้นเป็นลูกชายของเพื่อนเก่าที่กลับมาเยี่ยมบ้านพอดี ได้ยินว่าอันหลงพูดเรื่องนี้กับมารดาของเขา ข้าราชการคนนี้จึงเกิดสนใจขึ้นมาโดยบอกว่าตนก็มีลูกน้องที่โสดและมีคุณสมบัติค่อนข้างดีเยอะมาก
อันหลงรู้ความคิดของตงลี่หวา ตราบใดที่ฐานะทางบ้านไม่แย่เกินไปจนเผิงชาชาต้องเข้าไปปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่สามีที่พิการติดเตียง ตราบใดที่ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในครอบครัวยากจนและต้องเลี้ยงดูน้อง ๆ ขอแค่ชายหนุ่มคนนั้นมีคุณสมบัติที่ดีและรักเผิงชาชาเพียงคนเดียวก็น่าจะตกลง
ประสบการณ์หลายครั้งได้สอนอาวุโสทั้งสองว่าครั้งนี้ห้ามชะล่าใจ และยิ่งไม่กล้าประกาศให้คนทั้งโลกรู้เมื่อเขาหยิบรายชื่อข้าราชการพร้อมรูปถ่ายขึ้นมา
สิ่งที่เหมือนกันคือทั้งหมดเป็นทหารในค่าย ข้อมูลที่พวกหล่อนได้รับในครั้งนี้ถูกโอนถ่ายมาจากไฟล์ ครอบครัวใครทำงานที่ไหน มีสังคมซับซ้อนเพียงใด การแสดงออกของเด็กหนุ่มในค่ายทหารล้วนแต่เป็นเด็กที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้มีความสามารถ
ตามสถานการณ์โดยพื้นฐานแล้ว แค่ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาของอันหลงก็สามารถวิเคราะห์ได้ถึงขอบเขตงานเด็กพวกนี้ได้ และยังพูดได้ว่าตอนอยู่ในค่ายทหารเป็นแบบไหน
แม้จะบอกว่าเป็นการคาดเดาของผู้หญิงทั้งนั้น ถึงอย่างไรผู้อาวุโสก็คลุกคลีอยู่ในสิ่งแวดล้อมนี้มานานแล้ว ย่อมเดาอะไรได้มากกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
“เด็กพวกนี้ฉันว่าไม่เลวเลยนะ แต่ถ้าอยากได้ล่ะก็ ชาชาต้องจากไปไกลเลยนะ พูดตามตรงคือถ้าอยู่ใกล้เรา บรรดาพี่น้องอาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นแต่งงานออกไปอยู่ที่ไกล ๆ ดีกว่า เฮอะเฮอะ …”
ตงลี่หวาวางรูปใบหนึ่งลงอย่างเสียดาย ก่อนจะพูดด้วยความเสียใจว่า “เด็กหนุ่มคนนี้หน่วยก้านดี หน้าตาก็หล่อเหลา แต่ครอบครัวฐานะไม่ค่อยดี มองจากภายนอกแล้วเขาเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่เหมือนเด็กกำพร้าด้วยซ้ำ ”
อันหลงหรี่ตาลง จากนั้นก็พยักหน้าพร้อมพูดด้วยความเสียดาย “ฉันก็รู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่เลว แล้วก็เด็กที่ถูกจัดในกลุ่มสามและกลุ่มสองด้วย แม้ได้รับโอกาสมากมายในค่ายทหาร แต่ประวัติครอบครัวแย่เกินไป…”
เผิงชาชาไม่รู้ว่าตนเกือบพลาดการแต่งงานที่โชคชะตาได้กำหนดไว้ แต่โชคชะตาก็นำมาซึ่งเรื่องน่ามหัศจรรย์เพราะไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นสุดท้ายก็ยังเป็นของคุณ
หลังจากเลือกคนที่พึ่งพาได้มา 2 คนแล้ว ตงลี่หวาก็รู้สึกหนักใจอีกครั้ง เราจะทำให้เด็กทั้งสองรู้จักกันได้อย่างไร ? จะให้คบหาดูใจกันอย่างไร ? หรือต้องให้ฝ่ายหญิงวิ่งเข้าไปหาก่อน แต่นั่นไม่มัดมือชกเกินไปหรือ
อันหลงก็คิดวิธีการดี ๆ ไม่ออกและไม่สามารถให้พวกเขาออกมาเองได้ แบบนี้คงจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายได้ไม่กี่วันก็ต้องจบแบบค้างคาแน่นอน
จางฉุ้ยเหลียนรู้เรื่องนี้จึงเล่าเป็นเรื่องตลกให้กู้จื้อชิวฟัง และถือโอกาสถามความคิดเห็นของหล่อน อยากรู้ว่าตอนนี้หล่อนมีมุมมองความรักอย่างไร
กู้จื้อชิวไม่รู้ว่าจางฉุ้ยเหลียนตั้งใจทำอะไร จึงพูดกับพี่สะใภ้แค่เหมือนเป็นเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง “พี่สะใภ้คะ ! พี่รู้ไหมว่ามู่จิ้นหนานมีคนรักแล้ว ทั้งสองคนเป็นรักแรกพบระหว่างกันเลยนะ ไอ้หยา พระเจ้า ฉันเพิ่งเคยเห็นมู่จิ้นหนานในโหมดนี้เป็นครั้งแรก!”
จางฉุ้งเหลียนตกใจมาก นึกไม่ถึงว่าคนอย่างมู่จิ้นหนานจะมีความรักได้
หากจะว่าไปแล้วนี่ก็หลายปีเลยทีเดียว ตั้งแต่ได้รู้จักกับหูจิ่นเหมิงในตอนแรก เพราะหลานสาวไม่พอใจคนรักของมู่จิ้นหนานจึงเกิดความบาดหมางกันขึ้น สุดท้ายก็สร้างปัญหาโดยการหนีออกจากบ้านและถูกคนอื่นล่อลวงออกจากตงเป่ยไปยังกว่างตง
ตั้งแต่ตอนนั้น แม้ว่ามู่จิ้นหนานจะไม่เคยขาดผู้หญิงข้างกาย แต่ไม่เคยมีใครได้เป็นภรรยาตัวจริง เพราะเขามักเปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า
แม่เฒ่ามู่เป็นห่วงว่ามู่จิ้นหนานจะไม่ได้แต่งสะใภ้ตลอดชีวิต จางฉุ้ยเหลียนก็คิดว่าเขาเตรียมเป็นโสดไปจนแก่เช่นเดียวกัน
“รักแรกพบอย่างนั้นหรือ ? ” เรื่องนี้เกิดขึ้นในชีวิตของมู่จิ้นหนานจริงหรือ ? เหตุใดยิ่งคิดยิ่งรู้สึกแปลก ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่บ้านไหนทำให้มู่จิ้นหนานหลงใหลได้
“อื้อ จริงค่ะ ผู้หญิงคนนั้นอายุแค่ 23-24 ปีเอง เหล่ามู่ทำธุรกิจกับพ่อของหล่อน หลังจากที่หล่อนเรียนจบก็มาเป็นเด็กฝึกในบริษัทของครอบครัวและต้องเจอกับมู่จิ้นหนานอยู่แล้วจริงไหม พี่รู้ไหมว่าการแต่งตัวของคนนี้ใช่เล่นนะ นิสัยก็แปลกใช้ได้ เหล่ามู่ก็เลยตกหลุมรักเข้าอย่างจัง”
วัวแก่เคี้ยวหญ้าอ่อนชัด ๆ !
จางฉุ้ยเหลียนลืมจุดประสงค์ที่โทรศัพท์หาน้องสามีไปโดยสิ้นเชิง ตอนนี้ในใจและสมองของเธอเต็มไปด้วยหัวข้อซุบซิบนินทา
“เล่ามา เล่ามา ! ” จางฉุ้ยเหลียนแทบรอให้กู้จื้อชิวเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจไม่ไหว
“เล่าอะไรคะ ? ” กู้จื้อชิวถามด้วยท่าทางผยอง
“เรื่องของพวกเขาไง ฉันร้อนใจจะแย่อยู่แล้วเนี่ย ! ” จางฉุ้ยเหลียนเอ่ยอย่างร้อนใจทำให้กู้จื้อชิวเกิดความคิดสนุกขึ้นมา
“ฉันยังคิดไม่ออกเลย ! ” กู้จื้อชิวพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่สู้รอให้เขาสองคนแต่งงานกันก่อนแล้วพี่ค่อยมาถามดีกว่า ! ”
จางฉุ้ยเหลียนอึ้งงัน “แต่งงานหรือ ? พวกเขาตัดสินใจแต่งงานกันแล้วหรือ ? ทำไมเร็วขนาดนี้ล่ะ ? ”
กู้จื้อชิวหัวเราะฮ่าฮ่าออกมา เงยหน้าหัวเราะจนโน้มตัวไปด้านหลังพร้อมร่างที่สั่นเทิ้ม หลังจากหัวเราะอยู่นานหล่อนก็ตบไปบนหน้าอกแล้วพยายามหักห้ามใจพูดว่า “ชายผู้ไม่ละอายใจ เป็นวัวแก่เคี้ยวหญ้าอ่อน เขารังแกเด็กที่ไม่รู้ความและเร่งเร้าให้แต่งงาน พ่อแม่ของหล่อนเฝ้าประคบประหงมมาหลายปี เรียนจบปุ๊บก็ต้องแต่งงานปั๊บ แถมยังแต่งงานกับคนมีอายุมากด้วย วัยเดียวกับเพื่อนของพ่อแม่อย่างไรอย่างนั้นเลยค่ะ หากทั้งสองครอบครัวทะเลาะกันขึ้นมาก็คงมองหน้ากันไม่ติด อะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ! ”
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแสนก้าวร้าวของกู้จื้อชิว จางฉุ้ยเหลียนจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก อันหลงเคยพูดกับเธอหลายต่อหลายครั้งว่าห่วงกู้จื้อชิวจะเป็นเหมือนคำที่ว่า งูกัดครั้งเดียวกลัวเชือกไปสิบปี ( เจ็บครั้งเดียวก็เกินพอ )
หลังจากหย่ากับผู้ชายที่ไม่มีความคิด ไม่แสวงหาอนาคตและต้องการมีชีวิตเรียบง่าย จากนั้นหล่อนก็ตกหลุมรักผู้ชายที่มีความทะเยอทะยาน และเขายังเป็นผู้ชายประเภทที่ต้องมีภูมิหลังด้านครอบครัวสูงส่งเท่านั้นจึงจะแต่งงานด้วยได้
สำหรับอันหลงแล้ว มู่จิ้นหนานไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี แม้ว่าเขามีฐานะสูงส่ง หล่อเหลา มีเสน่ห์และร่ำรวย ทว่าเขาเติบโตมาได้อย่างไร แล้วไหนจะภูมิหลังที่ซับซ้อนขนาดนั้นอีก
เขามีกลวิธีแสนซับซ้อนและลึกเกินไปจึงไม่เหมาะสมกับกู้จื้อชิว
จางฉุ้ยเหลียนเฝ้าสังเกตอย่างเงียบ ๆ พบว่ามู่จิ้นหนานไม่ได้มีทีท่าว่าจะชอบกู้จื้อชิวแต่อย่างใด และเธอไม่เห็นว่าน้องสามีคนนี้จะแสดงออกถึงความชอบในตัวมู่จิ้นหนานด้วย ดังนั้นจึงไม่กล้าที่คาดเดา แต่เมื่อได้ยินแม่สามีพูดกรอกหูจึงลองหยั่งเชิงอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อกู้จื้อชิวแสดงทัศนคติแบบนี้ออกมา เธอก็โล่งใจ ไม่ต้องกลัวว่าหล่อนจะตกหลุมรักมู่จิ้นหนานและไม่ต้องเกิดความบาดหมางระหว่างแม่ลูกเพราะผู้ชายเพียงคนเดียว แน่นอนว่ามันได้ไม่คุ้มเสีย
“มู่จิ้นหนานอายุมากขนานนั้น ถ้าฉันเป็นพ่อแม่ก็คงไม่ยอมหรอก” จางฉุ้ยเหลียนอารมณ์ดีและสนทนากับกู้จื้อชิวอย่างสนุกสนาน
“ทัศนคติของผู้ชายคนนี้สุดยอดมาก ขอเพียงฝ่ายหญิงต้องการ เขาก็ตอบรับอย่างหนักแน่น” กู้จื้อชิวทอดถอนใจโดยไม่รู้ว่ามันคือความเสียใจหรืออิจฉากันแน่
“พี่รู้ไหมว่าตอนนี้บ้านที่อยู่ภายใต้ชื่อของมู่จิ้นหนานก็มีชื่อของเด็กสาวคนนั้นร่วมด้วยนะ สินสอดทองหมั้นก็ปาไป 300,000 หยวนแล้ว ไหนจะแหวนเพชรอีก 2 กะรัตและยังซื้อวิลล่าหลังใหญ่อีก 1 หลัง วิลล่าหลังนั้นถูกซื้อในนามบริษัทของเขา ตอนนี้หล่อนเข้ามาปรึกษาเรื่องการตกแต่งวิลล่ากับเขาที่บริษัททุกวันเลย ซึ่งเขาก็ไม่กังวลอะไรด้วย”
เรื่องนี้จางฉุ้ยเหลียนก็อ้าปากค้างแล้ว นึกไม่ถึงว่ามู่จิ้นหนานเจ้าแผนการจะถูกกำจัดไปหมดสิ้น
ทำให้เขากลายเป็นเสือสิ้นลายได้ จางฉุ้ยเหลียนอยากเห็นจริง ๆ ว่าเด็กคนนี้มีหน้าตาแบบไหน
“นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยสักนิด” เมื่อจางฉุ้ยเหลียนได้ยินกู้จื้อชิวพูดแบบนี้ก็เกือบสำลักออกมาทันที
“ยังมีอีกหรือ ? ”
กู้จื้อชิวอมยิ้ม “พี่ดูตัวเองสิ ฉันว่าน้ำลายพี่คงกระเด็นออกมาหมดแล้ว”
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มอย่างเขินอาย “รีบเล่ามาสิ ! ”
“หุ้นภายใต้ชื่อของเขาถูกโอนให้เด็กสาวคนนั้นตั้ง 20%” จางฉุ้ยเหลียนถึงกับทรุด นี่มันไม่มากเกินไปหรือเปล่า
เธอเงียบไปนานแล้วเอ่ยถามว่า “ครอบครัวฝ่ายหญิงไม่ธรรมดาจริง ๆ ”
กู้จื้อชิวหลุดหัวเราะ “พี่สะใภ้ของฉันเนี่ยเดาเก่งจริง ๆ คนเหล่าไม่ได้ถูกเงินครอบงำหรอกค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ไม่รู้ทำไมจางฉุ้ยเหลียนถึงโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก
ถ้ามู่จิ้นหนานกลายเป็นคนหมดตัวที่ไม่น่าสนใจ ธุรกิจของกู้จื้อเฉิงก็จะเข้าสู่สถานการณ์ล่อแหลมเอาได้
หากผู้บัญชาการติดขัด ‘ทหารผู้ซื่อสัตย์’ อย่างพวกหล่อนคงต้องเจอกับความขมขื่นเข้าเสียแล้ว…