เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 573 ทุกสิ่งเปลี่ยนเป็นดีขึ้น
ตอนที่ 573 ทุกสิ่งเปลี่ยนเป็นดีขึ้น
จางฉุ้ยเหลียนมองไปยังกิริยาของเด็กสาวที่กำลังเข้าพิธีแต่งงานกับมู่จิ้นหนาน
ใบหน้าของหล่อนแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มแสดงความสุข ขี้เล่นและร่าเริงยามอยู่กับเพื่อนเจ้าสาว ไม่ว่าพิธีกรดำเนินรายการจะสร้างความตื่นเต้นให้มากแค่ไหน พ่อแม่ที่นั่งอยู่ด้านล่างเวทีจะน้ำตาไหลรินเพียงใด หล่อนก็ไม่แสดงท่าทีลำบากใจแต่อย่างใด จนกระทั่งรับไมโครโฟนมาจากพิธีกร และพูดกับพ่อแม่ที่อยู่ด้านล่างเวทีว่า “พ่อแม่วางใจเถิดนะคะ หนูต้องมีความสุขอย่างแน่นอน !เขาจะดีกับหนูตลอดไป ! ”
ท่าทางไร้เดียงสาทำให้ทุกคนในงานอดขำไม่ได้ ท่าทางที่ดูเหมือนยังไม่เคยผ่านโลกภายนอก บ่งบอกได้ว่าพ่อแม่ของหล่อนปกป้องเฝ้าทะนุถนอมเป็นอย่างดี
กู้จื้อชิวนั่งถอนหายใจอยู่ข้างกายจางฉุ้ยเหลียน “ตอนนั้นฉันก็หวังอยากให้มีพิธีแต่งงานแบบนี้เหมือนกันค่ะ ฉันควงแขนพ่อไปหาเจ้าบ่าว ทั่วทั้งงานตกแต่งด้วยแสงโทนสีม่วงชวนฝัน มีดอกไม้สดประดับไปทั่วทุกพื้นที่ เราสองคนมีความสุขที่สุดบนโลกใบนี้”
จางฉุ้ยเหลียนตบไปที่หลังมือของกู้จื้อชิวเบา ๆ ก่อนจะยิ้มและพูดปลอบใจ “วางใจเถิด สวรรค์ต้องให้โอกาสเธออีกครั้ง ”
กู้จื้อชิวเม้มปากเล็กน้อยและไม่ตอบอะไร จากนั้นก็เงยหน้ามองทั้งสองคนที่อยู่บนเวทีด้วยความรู้สึกผิดหวังอยู่ในใจ หล่อนจะยังมีโอกาสนั้นจริงหรือ ? หล่อนไม่ใช่ผู้หญิงไร้เดียงสาและบริสุทธิ์อีกแล้ว อายุของตนที่เคยผ่านการแต่งงานก็มากขึ้น วัยรุ่นที่อยู่ในวัยแรกแย้มต่างหากที่ควรได้เป็นเจ้าสาวและเจ้าบ่าว
เมื่อหล่อนเห็นมู่จิ้นหนานที่ยืนอยู่ด้านข้างก็อดตกตะลึงไม่ได้ เพราะไม่เคยเห็นมู่จิ้นหนานในมุมนี้มาก่อน นั่นก็คือเขากำลังยิ้มเหมือนคนโง่
ประมาณว่าความรักก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ช้าไม่เร็วแต่กำลังพอดี
จางฉุ้ยเหลียนสนทนาอยู่กับหูจิ่นเหมิงที่ไม่ได้เจอกันนานมากด้วยความตื่นเต้น ส่วนกู้จื้อชิวก็ออกไปช่วยต้อนรับแขกมากมายในงาน เมื่อเห็นกู้จื้อชิวยืนสนทนากับทุกคนในงานอย่างสนุกสนาน จางฉุ้ยเหลียนก็โล่งใจและพูดกับหูจิ่นเหมิงว่า “พี่ชิวของเธอหลุดออกมาได้แล้วนะ อาการดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเลย”
หูจิ่นเหมิงเองก็พยักหน้า “อื้อ คุณลุงแนะนำคู่เดทให้หล่อน หล่อนก็ตกลงไปดูตัวนะคะ เมื่อก่อนใครพูดเรื่องนี้กับหล่อนเป็นต้องร้อนใจทุกที”
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนได้ยินเรื่องนี้ มุมปากก็กระตุกยิ้มแล้วค่อย ๆ ฉีกยิ้มกว้างขึ้น ถ้ายอมไปดูตัวก็ถือเป็นข่าวดีมากทีเดียว ตอนนี้ไม่ปฏิเสธการไปเจอผู้ชายแปลกหน้าแล้ว เห็นได้ชัดว่าหล่อนทิ้งอดีตไปหมดสิ้นแล้วจริง ๆ
เพราะงานแต่งงานของมู่จิ้นหนาน จางฉุ้ยเหลียนจึงต้องอยู่ในเมืองหลายวัน ประการแรกเนื่องจากกู้จื้อเฉิงและฟู่ซินยุ่งอยู่กับงานแต่งของมู่จิ้นหนาน เธอจึงจำเป็นต้องมาช่วยดูแลเด็กทั้งสองคนของฟู่ซิน ประการที่สองเนื่องจากกู้จื้อเฉิงเปิดธุรกิจในเมืองหลวง ครอบครัวอาจต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ เธอจึงถือโอกาสมาสำรวจสภาพแวดล้อมด้วยเลย
เรื่องน่าตื่นตกใจสำหรับจางฉุ้ยเหลียนคือลูกทั้งสองของฟู่ซินเปลี่ยนไปมาก ถ้าเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น ญาญาดูมีประสบการณ์โชกโชนกว่า ก่อนจะแยกจากหล่อนดูหดหู่ใจมาก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าญาญาร่าเริงขึ้นมากทีเดียว ส่วนน้องชายก็มีความสามารถและตั้งใจเรียนจนมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี
เท่าที่ได้ฟังจากปากของญาญาคือไม่ว่าฟู่ซินยุ่งแค่ไหน ดึกมากเท่าไรเขาก็ต้องกลับบ้านเพราะอยากทานอาหารเช้าพร้อมลูกทั้งสองคน จากนั้นก็ขับรถไปส่งสองพี่น้องที่โรงเรียน
ในบ้านยังมีคุณยายผู้แสนดีอีก 1 คนมาคอยช่วยกวาดบ้าน ล้างห้องน้ำและทำอาหารให้คนในบ้าน เสื้อผ้าและของเล่นเด็กฟู่ซินมักจะพาลูกออกไปซื้อตอนไปเที่ยวเล่นข้างนอกอยู่เสมอ
“พ่อมักจะพาเธอสองคนออกไปเที่ยวเล่นหรือ ! ” จางฉุ้ยเหลียนตื่นตกใจมาก ต้องรู้ก่อนว่าตั้งแต่ญาญาโตมาขนาดนี้ก็แทบไม่เคยออกไปข้างนอกกับบิดาเลย
“พ่อบอกว่าเรามาอยู่ในเมืองแห่งใหม่ นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครรู้จักเรา ดังนั้นเขาจึงพาเราสองคนออกไปเที่ยวค่ะ” จางฉุ้ยเหลียนแสดงสีหน้าเหลือเชื่อ จากนั้นก็พยักหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าอย่างนั้นญาญาก็มีเพื่อนเยอะน่ะสิ เพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์ของที่นี่ก็เป็นหน้าใหม่หมดและไม่รู้ว่าเมื่อก่อนพวกเธอมีชีวิตแบบไหน ไอ้หยา ได้เจอเพื่อนใหม่จะต้องมีเรื่องพูดคุยกันทุกวันแน่เลย ! ”
ญาญายิ้ม “ใช่ค่ะ มีเรื่องให้คุยเยอะแยะเลย พวกหล่อนมักจะเล่าว่ามีของกินอร่อยที่ไหนบ้าง มีของเล่นสนุกที่ไหนให้หนูฟังอยู่เสมอ โคตรมีความสุข ! ”
สาเหตุที่มีความสุขนั้นเพราะว่าได้ออกมาจากสิ่งแวดล้อมเดิมแล้วมาอยู่ในสถานที่ไม่มีใครรู้จักหล่อน ไม่มีเสียงพร่ำบ่นของเฉียนเหมยเซี่ย ไม่มีคนตระกูลเฉียนที่คอยเล่าเรื่องไม่ดีของตระกูลฟู่ต่อหน้าหล่อน ตอนนี้หล่อนได้รับการดูแลเอาใจใส่จากบิดาและยังมีคุณยายที่คอยตามใจ ในโรงเรียนไม่มีใครรู้ว่าบ้านของหล่อนซับซ้อนมากแค่ไหนจึงไม่มีการเยาะเย้ย เสแสร้งและไม่มีความรู้สึกเชิงลบมากเกินไป
เกรงว่านี่คงเป็นสาเหตุที่ฟู่ซินพาเด็กสองคนมาเลี้ยงดูเอง เวลาคือยารักษาดีที่สุด ค่อย ๆ สมานแผลใจให้เด็ก
จางฉุ้ยเหลียนนึกถึงกู้จื้อชิว ดูเหมือนว่าหล่อนก็ห่างจากสถานที่คุ้นเคยและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ความมีชีวิตชีวาของหล่อนค่อย ๆ ฟื้นตัวและแปรเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นในตนเองเหมือนอย่างอดีต
“จริงสิ คุณน้าคะ คุณน้ารู้ไหมว่าหนูกับน้องชายเปลี่ยนชื่อแล้ว ? ” จางฉุ้ยเหลียนตกใจเข้าไปใหญ่ ถึงขนาดเปลี่ยนชื่อ ครั้งนี้ฟู่ซินตั้งใจแน่วแน่มากจริง ๆ
“แล้วเปลี่ยนเป็นอะไรล่ะ ? ” จางฉุ้ยเหลียนถามด้วยรอยยิ้ม เธออยากรู้ถึงความสามารถในการตั้งชื่อของฟู่ซิน
“หนูชื่อฟู่อันหนิง น้องชายชื่อฟู่หวาเหนียน ! ” ญาญายิ้มหวาน ดูเหมือนพอใจกับชื่อนี้มาก
จางฉุ้ยเหลียนพูดทวนทั้งสองชื่ออีกครั้ง อันหนิงหวาเหนียน หวาเหนียนอันหนิง นี่คือความคาดหวังที่มีต่อเด็กทั้งสองคนสินะ หวังให้พวกเขามีชีวิตเปี่ยมความสุข มั่นคงโดยไม่มีเรื่องทุกข์ใจ
นับว่าเป็นข้อสรุปของชีวิตครึ่งแรกใช่ไหม ? จางฉุ้ยเหลียนคาดเดาไม่ได้ หรือว่าฟู่ซินจะตั้งชื่อให้เด็กทั้งสองคนเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจตน
“คุณน้าคะ ต่อไปไม่ต้องเรียกหนูว่าญาญาแล้วนะ ! ” เด็กน้อยพูดจาซุกซนเล็กน้อย “คุณน้าต้องเรียกหนูว่าอันหนิงและเรียกน้องชายว่าหวาเหนียน”
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของอีกฝ่าย จางฉุ้ยเหลียนจึงพยักหน้าอย่างจริงใจและเรียกชื่อออกไปว่า “อันหนิง ! ”
เด็กตอบรับอย่างมีความสุขแล้วลากตัวของน้องชายวิ่งไปวิ่งมา จางฉุ้ยเหลียนก็คิดในใจว่าฟู่ซินจะแต่งงานอีกไหมนะ การแต่งงานที่ล้มเหลวถึง 2 ครั้งนำมาซึ่งผลกระทบใหญ่หลวง เขาจะยังเชื่อในการแต่งงานอีกไหม เขาจะใช้ชีวิตอย่างเดียวดายแบบนี้ไปตลอดหรือเปล่า
ความกังวลทั้งหมดนี้ถูกข่าวดีของกู้จื้อเฉิงขจัดทิ้งไปจนสิ้น ตอนนี้กิจการของกู้จื้อเฉิงก้าวหน้าอย่างรวดเร็วดุจจรวด ไม่นานก็ได้แจ้งเกิดอย่างสมบูรณ์
คนรุ่นหลังได้อาศัยร่มเงาที่เย็นสบายของต้นไม้ใหญ่ เศรษฐกิจในเมืองหลวงก้าวหน้าเร็วกว่าเมือง Q อีกทั้งในฐานะเป็นเมืองหลวง แหล่งทรัพยากรจึงค่อนข้างดีมาก กอปรกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมามณฑลซานตงยังกลายเป็นจุดศูนย์กลางที่แผ่ขยายอิทธิพลออกไปทั่วทิศทาง ครอบคลุมกว่า 20 เมือง
เดิมทีกู้จื้อเฉิงยังคิดหาวิธีการในการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ไม่ได้ เขาอยากอาศัยเส้นสายของจิ้นเหวินมาพัฒนาเศรษฐกิจ ต่อมาจางฉุ้ยเหลียนก็พยายามวิเคราะห์ถึงข้อดีและข้อเสีย รวมทั้งพยายามล้างสมองให้เขายกเลิกความคิดนี้ แล้วเปลี่ยนเป็นขนส่งธรรมดาที่เน้นความสำคัญของการขนส่งแบบว่องไว
“ก่อนหน้านั้นผมมีโอกาสไปสำรวจกว่างตงมา พบว่าธุรกิจโลจิสติกส์ของฝั่งนั้นพัฒนาไปในทางที่ดีมาก พัสดุแสนจะธรรมดาแบบนี้แม้แต่หม้อหุงข้าวก็ยังไปส่งถึงหน้าบ้าน” ในหัวสมองของกู้จื้อเฉิงนี่เป็นเรื่องที่บริษัทขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทำไม่ได้ แม้จะเป็นบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ก็สามารถส่งได้แค่ตู้เย็นกับเครื่องปรับอากาศเท่านั้น ไม่เคยได้ยินว่าขายหม้อหุงข้าวแล้วจะมีบริการส่งถึงหน้าบ้านมาก่อน
เขาพูดกับจางฉุ้ยเหลียนด้วยความตื่นเต้น “คุณดูสิ บางคนอยากสั่งของกินให้เด็ก ปกติเราจะต้องไปรับของที่ไปรษณีย์ แต่บริษัทขนส่งของฝั่งนั้นทำแบบไหนรู้ไหม พวกเขาไปรับของแทน ลงทะเบียนและจากนั้นก็นำสินค้าไปส่งให้ถึงหน้าบ้าน คุณว่าดีไหมล่ะ !”
จางฉุ้ยเหลียนไม่ได้ตื่นตกใจแต่อย่างใด เพราะธุรกิจแบบนี้จะเป็นที่นิยมไปทั่วประเทศในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของกิจการเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีผู้คนตัดสินใจลงทุนเป็นจำนวนมาก ระดับการบริการของบริษัทขนส่งก็จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่โดดเด่นและน่าอิจฉาที่สุดของประเทศ
ดูเหมือนกู้จื้อเฉิงไม่สังเกตถึงท่าทางนิ่งเฉยของจางฉุ้ยเหลียน เขายังจมอยู่ในความคิดของตน “คุณดูกิจการของเราในตอนนี้สิ บริษัทต่าง ๆ จะไปรับสินค้าที่โลจิสติกส์ จากนั้นก็แยกส่งตามจุดต่าง ๆ และยังมีบริการติดต่อให้ลูกค้ามารับพัสดุ ถ้าเราทำการลงทะเบียนแบบนี้บ้าง คิดค่าส่งสูงอีกนิดเพื่อประสิทธิภาพที่เร็วขึ้น จะ… ”
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มพร้อมพยักหน้า เธอไม่กล้าบอกว่าในอนาคตกิจการเหล่านี้จะเปลี่ยนไปเป็นแบบไหน ข้อแรกคือเธอไม่กล้าเปิดเผยความลับของสวรรค์มากเกินไป ข้อสองคือเธอไม่อยากให้ความกระตือรือร้นของกู้จื้อเฉิงหมดลง
“คุณมองได้กว้างไกลมาก การพัฒนาของเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำจูเจียงจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว คุณมองเห็นเรื่องราวที่คนฝั่งนี้ยังมองไม่เห็นและคิดไม่ได้ ฝั่งนั้นกลับทำเป็นเรื่องปกติไปแล้ว นั่นก็บ่งบอกได้ว่าความก้าวหน้าในอนาคตจะเป็นแบบนี้ เราต้องคว้าโอกาสนี้และทำมันให้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นเมื่อความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจมั่นคง อัตราการประสบความสำเร็จของคุณจะลดลงค่ะ”
( เขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำจูเจียง ประกอบด้วยมณฑล 9 แห่งทางตอนใต้ของจีนคือ มณฑลกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน เจียงซี กุ้ยโจว เสฉวน ยูนนาน หูหนาน ไห่หนาน และเขตปกครองตนเองกวางสี รวมกับเขตปกครองพิเศษอีกสองแห่ง คือ ฮ่องกงและมาเก๊า )
คำพูดของจางฉุ้ยเหลียนแหวกแนวไปจากเดิมมากและเขาเองก็มีความคิดนี้ เขามั่นใจว่าจะบุกเบิกเส้นทางใหม่บนสายอาชีพให้ได้ ไม่แน่ว่าอาจตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าเดิม
จางฉุ้ยเหลียนพูดเตือนเขาว่า “คุณจะทำการลงทะเบียนพัสดุแบบนี้ก็ได้นะคะ ขนส่งเอกสารหรือพัสดุเล็ก ๆ ยกตัวอย่างเช่นคุณเห็นบริษัทในอาคารพาณิชย์ใหญ่ ๆ แบบนั้นไหม พวกเขาต้องเดินเอกสารไปมาเป็นจำนวนมากทุกวัน คุณทำธุรกิจแบบนี้ก็ได้ จะส่งแบบด่วนขึ้นอีกหรือแบบด่วนพิเศษทางรถไฟ คุณว่ามันเร็วกว่าไปรษณีย์ไหมล่ะ ? ”
กู้จื้อเฉิงระดมความคิดกับกิจการประเภทนี้อย่างมาก ไม่ว่าจางฉุ้ยเหลียนพูดอะไร เขาก็มักหาประเด็นสำคัญเจอตลอด จากนั้นก็พูดด้วยความดีใจ “ผม ผมยังมีบางเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ ผมว่าที่คุณพูดก็น่าสนใจไม่น้อย ไอ้หยา ไอ้หยา ผมต้องกลับไปศึกษาต่อที่บริษัท ”
พอมาอยู่ในเมืองหลวง ฟู่ซินได้ขายกิจการเก่าทิ้งไปหมด สำหรับกู้จื้อเฉิงแล้วคือการวางมือจากอาชีพเดิม ฟู่ซินยังมีธุรกิจของตัวเองอยู่เพียงแต่กลายเป็นหุ้นส่วนของกู้จื้อเฉิงแล้ว ทั้งสองคนเป็นศัตรูกันมานาน สุดท้ายก็กลายเป็นเพื่อนกัน อีกทั้งตอนนี้ก็เป็นเพื่อนร่วมรบที่แสนเข้าขากันในอุตสาหกรรมนี้
เวลาสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้เสมอ มนุษย์เป็นสัตว์ที่วิเศษเสียจริง ตอนนี้จางฉุ้ยเหลียนพบว่าตนยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะช่วยเหลือกู้จื้อเฉิง จึงต้องทำเพียงเข้าใจโลกให้ชัดเจนขึ้น เธอใช้วิสัยทัศน์ของคนรุ่นหลังมานำพาอย่างยากลำบากมาก นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าแต่ก็น่าประหลาดใจในเวลาเดียวกัน
จางฉุ้ยเหลียนอยู่ต่ออีกสองสามวัน อันที่จริงเธอไม่วางใจในการทิ้งลูกไว้บ้านด้วยซ้ำ ไหนจะเผิงชาชาที่อารมณ์แปรปรวนตลอดเวลาอีก
ระหว่างนั้นเธอได้พบเรื่องไม่คาดฝันคือกู้จื้อชิวมีความรักแล้ว อีกฝ่ายเป็นคนรู้จักในงานแต่งของมู่จิ้นหนานและทั้งสองคนมีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน ตอนนี้กำลังหวานแหววเลยทีเดียว
จางฉุ้ยหลียนอึ้งไม่น้อยเพราะวันนั้นเธอก็อยู่ในงานแต่งด้วย แล้วเหตุใดไม่สังเกตเห็นเลยล่ะ
“ผู้ชายคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ทำไมอ่า ทำไมเธอสองคนถึงรักกันเร็วขนาดนี้ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนลากกู้จื้อชิวมาถามอย่างกระวนกระวายใจ เธอกำลังงุนงงว่าสมัยนี้รักแรกพบกำลังเป็นที่นิยมหรือไง ?