เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 574 ย้ายโรงเรียน
ตอนที่ 574 ย้ายโรงเรียน
กู้จื้อชิวยิ้มให้จางฉุ้ยเหลียน หล่อนแค่พูดว่าได้เจอคนน่าสนใจคนหนึ่งเท่านั้น ยังไม่ได้คิดไปถึงขั้นตกลงแต่งงานกันหรอก เพียงทำความรู้จักกันให้มากขึ้นไปก่อน
จางฉุ้ยเหลียนไม่กล้าพูดมาก เพราะถึงอย่างไรตอนนี้กู้จื้อชิวก็ผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากมาแล้ว เธอกลัวว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะเหมือนสุภาษิตที่ว่า งูกัดครั้งเดียวกลัวเชือกไปสิบปี ดังนั้นต้องระมัดระวังกันมากขึ้น ในใจของพี่สะใภ้อย่างเธอก็ไม่ได้มีความรู้สึกปลอดภัยแทนอีกฝ่ายเอาเสียเลย
เมื่อคิดได้เช่นนี้จางฉุ้ยเหลียนจึงยิ้มและพูดว่า “ไม่เป็นไร ถ้าเหมาะสมก็เดินหน้าต่อ ถ้าไม่ชอบก็แยกย้ายเพราะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
เธอรู้สึกว่าเป็นเช่นนี้จริง ๆ เพราะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ข้างกายของหล่อนยังมีพี่ชายอีกทั้งคน ไหนจะมู่จิ้นหนานตาเฒ่าอายุยืนที่ยังคอยสนับสนุนด้านการงาน
จางฉุ้ยเหลียนกลับมาถึงบ้านก็เล่าเรื่องนี้ให้ตงลี่หวาฟัง เมื่อตงลี่หวาได้ฟังก็พนมมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันแล้วพูดว่า “อามิตตาพุทธ หล่อนยอมคบเพื่อนก็ถือเป็นเรื่องดี แม่ล่ะกลัวหล่อนปิดกั้นตัวเองแล้วจะไม่แต่งงานตลอดชีวิต”
คำพูดของตงลี่หวาทำให้จางฉุ้ยเหลียนอึ้งงัน นึกไม่ถึงว่าผู้อาวุโสจะคิดแบบนี้ พอเห็นจางฉุ้ยเหลียนมองมาด้วยท่าทางอึ้งงัน ตงลี่หวาจึงโน้มน้าวว่า “เรื่องนี้ต้องให้หล่อนเป็นคนบอกแม่อันเองนะ ต่อไปลูกอย่าแทรกเรื่องการแต่งงานของหล่อนอีก มันจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ไม่ใช่เรื่องของลูก ปล่อยให้หล่อนเลือกทางเดินเอง เสียใจหรือไม่เสียใจก็เป็นเรื่องของหล่อน”
จางฉุ้ยเหลียนได้รับบทเรียนแล้ว ในใจคิดว่าถึงแม้เธอจะกังวลเรื่องความยุติธรรม แต่สำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องผ่านไปได้ด้วยตัวเอง โชคดีที่กู้จื้อชิวเข้าใจง่ายและตื่นตัวได้เร็ว ถ้าสับสนเหมือนเกาน่า ต่อให้เซี่ยเหมยทุ่มเทมากแค่ไหนก็ไม่รู้จุดจบจะเป็นอย่างไร
“จริงสิ แม่มีเรื่องจะคุยกับลูกอีกหนึ่งเรื่อง” ตงลี่หวาพูดเสียงเบาลง “ได้ยินว่าครรภ์ของเย่หงไม่ค่อยดี หล่อนไปโรงพยาบาลเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไอ้หยา กลัวว่าเด็กคนนี้คลอดออกมาจะไม่แข็งแรงน่ะสิ”
จางฉุ้ยเหลียนขมวดคิ้วมุ่น “แม่รู้ได้อย่างไรคะ ? เกิดปัญหาครั้งที่แล้วก็ปวดหัวจะตาย ถ้าดูจากนิสัยของพ่อกู้แล้ว แม้จะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริง ๆ ก็ไม่น่ามาหาพ่อกับแม่นะคะ”
ตงลี่หวายิ้มอย่างขมขื่น “เรื่องดีไม่แพร่งพราย เรื่องชั่วดังกระฉ่อน พวกคนรู้จักต่างก็รู้ความสัมพันธ์ของเราสองบ้านดี อย่างไรก็ต้องเอามาพูดกับพ่อเซี่ยอยู่แล้ว พ่อของลูกเกลียดความอับอายที่สุด เลยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไป 2 วันเต็ม แม่ไม่รู้หรอก ไอ้หยา ถึงจะรู้แล้วให้เอาหน้าที่ไหนแบกของไปเยี่ยมล่ะ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนพยักหน้า “นอกจากผู้อาวุโสแล้วก็มีแต่เด็ก ๆ ไม่รู้ว่าจะปรนนิบัติดูแลกันได้ไหม แต่อย่าบอกให้หนูไปเยี่ยมเลยนะคะ เพราะหนูทำไม่ได้หรอก”
แม้เธอจะทำได้ แต่จะให้ไปปรนนิบัติดูแลจริงหรือ ? แบบนั้นไม่เป็นการหักหน้าอันหลงหรือไง จะให้แม่สามีรู้สึกอย่างไรล่ะ
เมื่อเห็นท่าทางครุ่นคิดของจางฉุ้ยเหลียน ตงลี่หวาก็รีบเบี่ยงประเด็นไปทางเผิงชาชาทันที “ตอนนี้หล่อนรู้ความขึ้นมากเลยนะ เลิกงานก็กลับมาอ่านหนังสือ แม่เห็นว่าไม่ใช่หนังสืออ่านเล่นด้วย ปกติหล่อนจะไม่ทำอาหาร แต่นี่ทานข้าวเสร็จก็ล้างจานเองเลย”
จางฉุ้ยเหลียนพยักหน้าและสนทนาอีกสักพักก็ขอตัวไปสะสางงาน ครั้งนี้กู้จื้อเฉิงมุ่งมั่นมาก ดังนั้นต้องย้ายไปอยู่ในเมืองอย่างแน่นอน
ถ้าจะให้ดีก็ขอย้ายก่อนที่คังคังจะขึ้นมัธยมปลาย นั่นคือยิ่งเร็วได้ยิ่งดี
เดิมทีจางฉุ้ยเหลียนคิดว่าต้องรออีก 2 ปีเพื่อให้ธุรกิจของกู้จื้อเฉิงมั่นคงแล้วค่อยวางแผน แต่เมื่อเห็นญาญา ไม่สิ ตอนนี้ชื่อฟู่อันหนิงแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเด็กน้อยทำให้จางฉุ้ยเหลียนต้องวางแผนล่วงหน้า
“แม่ครับ ผมต้องย้ายโรงเรียนจริงหรือ ? ” ตอนนี้คังคังมีส่วนสูงมากกว่าจางฉุ้ยเหลียนมาก ท่าทางนิ่งขรึมของเด็กหนุ่มทำให้เธอรู้สึกสามารถพึ่งพาได้
“ลูกเข้าโรงเรียนเร็วและมีพื้นฐานอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้เข้าโรงเรียนที่ดีคงน่าเสียดายแย่” จางฉุ้ยเหลียนแตะใบหน้าของลูกชายด้วยความรักใคร่
เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ พริบตาเดียวคังคังก็อยู่ชั้นมัธยมต้นแล้ว เธอกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ 16 ปีแล้วสินะ มันเป็นความรู้สึกเหมือนอยู่คนละโลกอย่างไรอย่างนั้น
“โรงเรียนของผมดีที่สุดในเมืองนี้ ดีกว่าโรงเรียนของพี่เหมิงอีก โรงเรียนที่หล่อนเคยเรียนมีเด็กบ้านรวยเยอะแยะ แต่การศึกษาของโรงเรียนเราดียิ่งกว่า โรงเรียนของหล่อนมีเอกลักษณ์คือนักเรียนที่สอบได้หนึ่งร้อยอันดับแรกจะได้รับการเรียนเสริมภาคค่ำ อาจารย์ในโรงเรียนพร้อมใจกันติวให้เด็กเพื่อทำแบบฝึกหัดที่ยาก ๆ ได้” คังคังเบะปากเพราะไม่ชอบเงื่อนไขของโรงเรียนอะไรแบบนี้
“โรงเรียนของผมก็มีคาบเรียนเสริมภาคค่ำแต่เป็นการเรียนเสริมของนักเรียนที่สอบได้หนึ่งร้อยอันดับสุดท้าย เพราะใคร ๆ ก็อายกันนั้นแหละ จึงทุ่มแทแรงกายแรงใจเพื่อไม่ให้ตัวเองรั้งท้ายอีก” วิธีการของทั้งสองโรงเรียนไม่แตกต่างกันมากนัก ทว่ามันมีความหมายสำหรับพวกเด็ก ๆ แตกต่างกัน
ในมุมนี้จางฉุ้ยหลียนจึงรู้สึกว่าได้เลือกโรงเรียนที่ดีให้ลูกชายแล้ว
แม้ว่าการเรียนการสอนจะหินมากและเป็นโรงเรียนดีที่สุดในเมืองก็ตาม แต่จางฉุ้ยเหลียนรู้สึกว่าการเลือกสิ่งดียิ่งกว่าให้ลูกชายย่อมต้องรีบตัดสินใจ
“ตอนแรกแม่คิดว่ารอให้ลูกขึ้นมัธยมปลายก่อนค่อยไป ถึงอย่างไรภูมิลำเนาของลูกก็อยู่ที่ปักกิ่งแล้ว ตอนลูกใกล้จะขึ้นมัธยมปลายก็ค่อยให้ความสำคัญกับการทบทวนที่ปักกิ่งได้ พ่อก็หาอาจารย์ไว้แล้ว จึงคิดว่าอยากให้ลูกไปเร็วหน่อยยิ่งดี” จางฉุ้ยเหลียนพูดด้วยความสับสน แต่เด็กก็ยังเข้าใจ
“แม่ครับ แม่บอกว่าการศึกษาในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน แต่แม่ของผมก็เก่งที่สุดได้ทั้งที่ไม่ได้เรียนในปักกิ่งนี่ครับ”
“จริง ๆ แล้วแม่กับพ่ออยากให้ลูกเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี ดังนั้นหลายปีก่อนเราจึงปูทางไว้ให้ลูก เราซื้อบ้านเอาไว้ที่ปักกิ่งแถมยังกู้เงินอีกหลายแสนหยวนเพื่อให้ลูกและน้องสาวได้มีทะเบียนบ้านอยู่ในปักกิ่ง ! ”
จางฉุ้ยเหลียนไม่ปิดบัง แม้ว่าคังคังจะรู้เรื่องพวกนี้บ้าง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าพ่อแม่จะยอมจ่ายเงินมากมายเพื่อพวกตน
“ลูกก็รู้ว่าแท้จริงเรามีฐานะธรรมดามาก ลูกเคยเห็นฐานะทางบ้านของพ่อและก็เคยเห็นฐานะทางบ้านของลุงมู่ด้วย บ้านของเราเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ ดังนั้นจงรู้ไว้ว่าเรามีฐานะแค่นี้ให้ลูก ถ้าลูกอยากได้อะไรก็ต้องพึ่งตัวเอง”
ชาติที่แล้วเธอก็เกลี้ยกล่อมลูกสาวจนปากเปียกปากแฉะ แต่กลายเป็นการกดดันเชี่ยวเชี่ยวเสียอย่างนั้น
นั่นเพราะเธอไม่มีความสามารถมากพอ เด็กจึงไม่เห็นถึงการเสียสละของเธอเลย
ครั้งนี้แตกต่างออกไป พ่อแม่ต้องเจอกับอุปสรรคอย่างไรบ้าง คังคังล้วนเห็นกับตาตัวเองทั้งสิ้น
“โรงเรียนที่แม่เลือกให้ผมสอบเข้ายากใช่ไหมครับ ? ” คังคังถามด้วยเสียงเบา ๆ
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มอย่างขมขื่น “ตอนนี้พ่อของลูกกำลังติดต่อ ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องฝากเข้า ขอแค่ได้เรียนในโรงเรียนมัธยมต้นประจำท้องถิ่น เวลาสอบเข้ามัธยมปลายก็คงไม่ใช่เรื่องยาก”
เธอกลัวว่าเด็กจะกดดันมากเกินไปจึงอดพูดไม่ได้ “แม้ลูกสอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แม่จ่ายเงินนิดหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้ว”
จางฉุ้ยเหลียนเข้าใจนิสัยลูกชายดี เขาก็เหมือนกับบิดาที่มีความหยิ่งยโสในตนเอง
เมื่อได้ยินมารดาพูดว่าจะจ่ายเงินเพื่อให้เขาได้เข้ามัธยมปลายอะไรทำนองนั้น เขาจึงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที ราวกับได้รับความอัปยศจึงบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้าแบบนั้นผมไปสอบเข้าห้องนักเรียนทุนดีกว่า ผมได้ยินว่าห้องนักเรียนทุนน่ายกย่องมาก ผมสอบเข้าได้แน่นอน”
จางฉุ้ยเหลียนเม้มปากแล้วอมยิ้มเล็กน้อย “โรงเรียนที่นักเรียนทุนจะสอบเข้าล้วนเป็นโรงเรียนที่ติดใน 10 อันดับแรกของประเทศทั้งนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ครอบครัวเราไม่หวังถึงขนาดนั้นหรอก”
คังคังยิ่งไม่พอใจเข้าไปใหญ่ “คนอื่นสอบได้ แล้วทำไมผมจะสอบไม่ได้ ความรู้ของผมก็สูงกว่าคนอื่นอยู่แล้ว พวกเขายังอายุมากทั้งที่เรียนระดับเดียวกับผมเลย”
จางฉุ้ยเหลียนหลุดขำออกมา เธอพยักหน้าและตอบรับ “แม่เข้าใจที่ลูกพูดนะ ถ้าอย่างนั้นก็ขยันเข้าไว้ รอให้พ่อไปพบใครสักคนสำเร็จก่อน เราจะย้ายไปที่นั่นแล้วค่อยคุยกันอีกที ถือโอกาสหาโรงเรียนอนุบาลให้น้องสาวของลูกด้วย ได้ยินว่าตอนนี้ในเมืองมีการปรับพื้นฐานการเรียนการสอนใหม่ แม่เองก็ไม่มีเวลาไปดูเลย ”
คังคังขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามจางฉุ้ยเหลียน “ถ้าเราย้ายไปที่นั่น แล้ว ร้านกับโรงพิมพ์ของแม่จะทำอย่างไรครับ ? คุณตาจะไปกับเราด้วยไหม ? โรงซ่อมรถของท่านจะขายให้คนอื่นหรือครับ ? ถ้าคุณตาเตรียมเกษียณ แล้วตระกูลเซี่ยเกิดสร้างปัญหาขึ้นมาอีก แม่ต้องคิดให้ดีนะครับ”
จางฉุ้ยเหลียนนึกไม่ถึงว่าคังคังจะคิดมากขนาดนี้ ปกติเห็นท่าทางซื่อบื้อแต่แอบเป็นนักสังเกตมากทีเดียว
เธอกลั้นหัวเราะไม่ไหว “รู้แล้ว วางใจเถิด แม่ต้องจัดการเรียบร้อยแน่นอน”
“คุณย่าก็ด้วยครับ คุณน้าก็ไปอยู่ในเมือง แล้วคุณย่าอยู่คนเดียวที่นี่ไม่มีคนดูแล สู้ไปเปิดร้านขายหนังสือในเมืองก็ได้ หรือไม่ต้องทำอะไรแค่อยู่บ้านก็ใช่ว่าจะเลี้ยงไม่ได้เสียหน่อย”
เมื่อคังคังพูดจบก็ชำเลืองมองไปรอบ ๆ แล้วพูดด้วยเสียงต่ำว่า “แล้วก็ฝั่งคุณปู่ด้วยนะครับ แม่ต้องแจ้งท่านให้เร็วหน่อย แล้วก็คุณอาตัวน้อยอีกคน”
จางฉุ้ยเหลียนเห็นเขาเอ่ยถึง ‘คุณอา’ ด้วยความอึดอัดใจ จึงพูดด้วยความอยากรู้ว่า “ลูกก็นึกถึงอาหรือ ? ฮ่าฮ่า เรียกเด็กที่ไม่หย่านมแม่ว่าอา น่าสนใจจริง ๆ ”
คังคังรู้สึกอาย จากนั้นก็สะบัดชายเสื้อด้วยความโกรธก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ว่า “เฮอะ ไม่สนใจแม่แล้ว” เมื่อพูดจบก็ลงไปชั้นล่างโดยเหลือไว้แค่เสียงหัวเราะฮ่าฮ่าของจางฉุ้ยเหลียน
ทว่าคำพูดของคังคังก็ไม่ผิดหรอก เรื่องพวกนี้ต้องคิดดี ๆ ยกตัวอย่างเช่น อันหลง ที่เหล่ากู้ไม่มีทางทิ้งมารดาให้เดียวดายอยู่ที่นี่เด็ดขาด
อย่าเพิ่งพูดถึงบรรดาญาติของอันหลงที่อยู่ในเมืองหลวงเลย หากทิ้งหล่อนไว้ในเมือง Q คนเดียว กู้จื้อเฉิงต้องโดนด่าว่าอกตัญญูโดยไม่ต้องสงสัย
เมื่อพวกเขาจะย้ายออกไป ไม่พูดถึงกู้เต๋อไห่ก็คงจะไม่ได้ ไหนจะเช่าหวา จางกว่างฝู ที่ไม่รู้ว่าจะถือโอกาสนี้สร้างเรื่องหรือเปล่า
แต่อย่างไรก็ต้องพาเซี่ยจวินและตงลี่หวาไปด้วยกัน แน่นอนว่าแหล่งทำเงินอย่างโรงซ่อมรถแห่งนั้นก็ยังเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไขได้
ตอนแรกเซี่ยจวินกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวามาก ญาติพวกนั้นก็อิจฉาตาร้อนอยากได้ส่วนแบ่ง เพิ่งจะมาเบาลงก็สองปีนี้เอง
เมื่อคนอายุมากแล้วก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องการเงินสักเท่าไร ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึก ยิ่งนานวันความรู้สึกก็น้อยลงทุกที