คุณหนูใหญ่ผู้นี้กลับมาเพื่อแก้แค้น - บทที่ 365 เมื่อไหร่เธอจะรู้จักโต
บทที่ 365 เมื่อไหร่เธอจะรู้จักโต
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ สิ่งที่อยากพูดก็ได้พูดออกมาหมดแล้ว และได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ เสิ่นจงเฉินก็บรรลุจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้แล้ว จึงรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องจบบทสนทนานี้
“น้องชาย ที่พี่คุยเรื่องนี้กับนาย ก็แค่อยากบอกให้รู้ล่วงหน้า เมื่อกลับถึงบ้านแล้วให้คุยกับลูกดี ๆ อย่าทะเลาะกันเด็ดขาด จำไว้นะ”
เสิ่นจงเฉินมองน้องชายพลางกำชับอย่างจริงจัง
เขายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา
“ดึกแล้ว เดี๋ยวฉันต้องไปหาคุณแม่อีก พวกเราไปกันเถอะ”
“ไปหาแม่เหรอ” เสิ่นจงเฉิงแสดงสีหน้ากังวลทันที
“พี่ใหญ่แม่สบายดีไหม อารมณ์เป็นยังไงบ้าง”
เขายุ่งกับงานบริษัททั้งวัน ครั้งก่อนเรื่องเตรียมงานวันเกิดคุณแม่ เขารับปากว่าจะจัดการเอง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเวลาไปเยี่ยมแม่เลย นึกขึ้นมาก็รู้สึกละอายใจ
“แม่แข็งแรงดี ช่วงนี้มีเสิ่นเจียกับเสิ่นเปี่ยวไปอยู่เป็นเพื่อน คุณแม่มีความสุขมาก กินข้าวได้เพิ่มตั้งสองชาม”
เสิ่นจงเฉินหัวเราะใหญ่ โอบไหล่น้องชาย
“นายยุ่งกับงาน ที่บ้านก็มีเรื่องให้ปวดหัวเยอะ พวกเราเข้าใจ ไม่เป็นไร นายทำงานของนายไป มีเสิ่นเจียกับเสิ่นเปี่ยวสองคนนี้คอยดูแลคุณแม่ แม่สบายดี”
“เจี๋ยเจี๋ยกับอาเปี่ยวเป็นเด็กดีจริง ๆ ทั้งกตัญญูทั้งรู้ความ” เสิ่นจงเฉิงรู้สึกแปลกใจมาก
แม้ว่าเพราะเรื่องของเสิ่นเมิ่งทำให้เขามีความรู้สึกไม่ดีกับเสิ่นเจียเป็นพิเศษ แต่หลังจากที่เสิ่นเจียตั้งใจมาขอโทษและพยายามชดเชยความผิด ตอนนี้ยังเป็นเด็กดี ไปอยู่เป็นเพื่อนคุณย่า เสิ่นจงเฉิงก็รู้สึกดีกับเธอขึ้นมาก
เขานึกถึงลูกสาวตัวเอง หัวใจพลันรู้สึกหนักอึ้ง
เด็กวัยเดียวกัน ดูลูกคนอื่นสิ รู้ผิดแล้วแก้ไข ยังเป็นเด็กดีมีความกตัญญู อาสาทำหน้าที่ลูกกตัญญูแทนพ่อแม่
แต่ดูเสิ่นเมิ่งสิ! ไม่เคยทำให้ใครสบายใจเลย เพิ่งออกจากถ้ำหมาป่า พอดีขึ้นมาหน่อย ก็วิ่งเข้าถ้ำเสือ หลงผู้ชายจนเสียสติ กลายเป็นคนโง่เขลา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำหน้าที่ลูกกตัญญูต่อคุณย่า! ด้วยอคติที่เสิ่นเมิ่งมีต่อคุณย่า อย่าว่าแต่จะไปอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าสองวันเลย แค่ไปเยี่ยมคุณย่าเองยังไม่เต็มใจ! ถ้าไม่จำเป็นต้องเจอกัน คงไม่อยากเจอคุณย่าไปตลอดชีวิต!
“เฮ้อ!”
นึกถึงตรงนี้ เสิ่นจงเฉิงถอนหายใจอีกครั้ง
“เมื่อไหร่เมิ่งเมิ่งถึงจะเป็นเด็กดีรู้ความแบบนี้บ้าง”
“ต้องมีวันนั้นแน่! อาเฉิง อย่าผิดหวังกับลูกมากนักเพราะเรื่องเล็ก ๆ จริง ๆ แล้วเมิ่งเมิ่งก็ทำได้ดีมาก อย่างน้อยเรื่องงานเธอก็ขยันและมีผลงานดี”
เสิ่นจงเฉินรีบปลอบน้องชาย
“ลองดูเสิ่นเจียกับเสิ่นเปี่ยวสิ พวกเขาไม่มีความสามารถเท่าเมิ่งเมิ่ง ก็ได้แต่ทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น”
เสิ่นจงเฉิงรู้สึกหนักใจ มีความรู้สึกมากมายแต่พูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าซ้ำ ๆ
“พอเถอะ รีบกลับบ้านเถอะ กลับไปคุยกับเมิ่งเมิ่งดี ๆ เด็ก ๆ ต้องค่อย ๆ อบรมสั่งสอน นี่เป็นหน้าที่ของพวกเราที่เป็นพ่อแม่”
เสิ่นจงเฉินไม่พูดอะไรอีก ตบไหล่น้องชายแล้วโบกมือลา
เสิ่นจงเฉิงโบกมือตอบ ขึ้นรถของตัวเอง แต่ไม่ได้สั่งคนขับว่าจะไปไหน กลับจุดบุหรี่สูบในรถ
คนขับมองเขาผ่านกระจกมองหลัง ยิ้มถาม
“ท่านประธาน เรากลับบ้านไหมครับ”
“เดี๋ยวค่อยว่ากัน”
เสิ่นจงเฉิงพิงพนักเก้าอี้ สูบบุหรี่เข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ พ่นควันออกมา
ควันบุหรี่ลอยอยู่หน้าเขา เหมือนผ้าโปร่งบางคลุมใบหน้า
คนขับมองผ่านม่านควันบาง ๆ เห็นเขาขมวดคิ้วแน่น อดถามไม่ได้
“ท่านประธาน มีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือเปล่าครับ”
ในรถมืดสลัว อากาศเงียบสงบ มีเพียงปลายบุหรี่ที่นิ้วของเสิ่นจงเฉิงวูบวาบ
“ไม่มีอะไร!”
หลังสูบบุหรี่หมดมวน เสิ่นจงเฉิงกดดับบุหรี่แล้วตอบเสียงทุ้ม เขามองท้องฟ้ามืดครึ้มนอกหน้าต่าง แล้วสั่ง
“ไป พาฉันกลับบ้าน!”