เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1610 เรียกวิญญาณ
บทที่ 1610 เรียกวิญญาณ
เธอคุกเข่าลงเสียงดังอยู่ตรงหน้าฉู่ลั่ว ฉู่ลั่วลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วมองเธอ
สั่วอิงที่ตอนแรกยังคงร้องไห้ กลับร้องไม่ออกแล้ว
ฉู่ลั่ว “คุณไม่ได้ติดต่อไปหาคนตระกูลสั่วเหรอคะ?”
สั่วอิง “…”
“คุณติดต่อไปหาคนตระกูลสั่วแล้ว แต่คนตระกูลสั่วไม่มีวิธีช่วยคุณใช่ไหม?”
สั่วอิงก้มหน้า “ฉันติดต่อไปหาหัวหน้าตระกูลแล้วค่ะ หัวหน้าตระกูลเรียกวิญญาณอาซีแล้ว แต่เรียกกลับมาไม่ได้”
“เพราะเขาไม่ยอมกลับมา! ก็เลยเรียกกลับไม่ได้”
สั่วอิงเงยหน้าขึ้นมาทันที “อาซีต้องยอมกลับมาแน่ค่ะ สวีจิ้นต่างหากที่ไม่ยอมกลับมา! ท่านปรมาจารย์…”
เธอเดินเข่าเข้าไปหาฉู่ลั่ว “ฉันไม่สนใจว่าจะเป็นสวีจิ้นหรือไม่ใช่ ฉันไม่สนใจเรื่องเมื่อพันปีก่อนด้วยค่ะ ฉันเป็นแค่สั่วอิง ฉันต้องการแค่เจี่ยซี”
“พวกคุณไม่เคยถามอาซีเลยว่าอาซีอยากเป็นสวีจิ้นหรือเปล่า?”
“อาซีจะไม่ต้องการพ่อแม่ พี่น้องและเพื่อนของตัวเองเหรอคะ?”
“ท่านปรมาจารย์ พวกคุณจะทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ!”
สั่วอิงร้องไห้อย่างเจ็บปวด แต่ฉู่ลั่วกลับสีหน้าเรียบเฉย “ถึงคุณจะบำเพ็ญไม่ได้ แต่ก็นับว่าเป็นคนของลัทธิเต๋าครึ่งหนึ่ง”
“คุณน่าจะรู้ดีกว่าใครทั้งหมดว่าบนโลกนี้ล้วนเป็นไปตามเหตุและผล”
สั่วอิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาเงยหน้ามองฉู่ลั่ว น้ำตาไหลลงมาจากใบหน้าเธอ ตกกระทบบนพื้นพรม
“ผลในวันนี้ มาจากสาเหตุเมื่อพันปีก่อน”
“ท่านปรมาจารย์ จะไม่ช่วยอาซีเหรอคะ?”
สั่วอิงถามเสียงสั่น
“คนที่ช่วยเขาได้ มีแต่ตัวเขาเองค่ะ” ฉู่ลั่วเอ่ย
สั่วอิง “…”
เธอยืนขึ้นอย่างเชื่องช้า ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของตน “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ แต่ท่านปรมาจารย์คะ…คนกลับชาติมาเกิดแล้วก็คือกลับชาติมาเกิดแล้ว ไม่เกี่ยวอะไรกับชาติก่อนแล้วค่ะ”
“เขาคือเจี่ยซี เป็นคู่หมั้นของฉัน”
“เขาไม่ใช่สวีจิ้น”
“และฉันจะไม่ยอมให้สวีจิ้นทำร้ายอาซีด้วย”
พอพูดประโยคนี้จบ สั่วอิงก็หันหลังจากไป
เธอเดินโซเซกลับไปที่ห้อง บนเตียงในห้องนอนของเธอมีเจี่ยซีที่กำลังหลับไม่ได้สติอยู่
เธอแข้งขาอ่อนแรง ล้มลงไปนั่งบนพื้น พลางมองเจี่ยซีที่นอนอยู่บนเตียงทั้งน้ำตา
“อาซี เมื่อไหร่คุณจะกลับมาสักที?”
“คุณไม่อยากกลับมาจริง ๆ เหรอ?”
เธอร้องไห้ด้วยความอัดอั้นสักพัก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาเพื่อติดต่อหาสั่วเฟิง
“เสี่ยวอิง เธอร้องไห้ทำไม? เพราะ…เพราะฉู่ลั่วไม่ยินยอมเหรอ?”
สั่วอิงซุกหน้าลงกับหัวเข่า ร้องไห้อยู่พักหนึ่งถึงค่อย ๆ สงบอารมณ์ลงได้ท่ามกลางเสียงพูดปลอบใจของสั่วเฟิง
“หนูเพิ่งไปหาเธอมาค่ะ แต่เธอไม่ยอมช่วย”
สั่วเฟิงทำเสียงไม่พอใจ “เห็นแก่ตัวจริง ๆ เธอยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นเจ้านิกายของลัทธิเต๋าอีกเหรอ”
“หัวหน้าตระกูล ตอนนี้จะทำยังไงดีคะ? อาซียังไม่ได้สติเลย ถ้าเขาไม่ยอมกลับมาจริง…”
“ไม่หรอก” สั่วเฟิงพูดยืนกราน “เขาต้องกลับมาแน่นอน”
“เสี่ยวอิงวางใจ ฉันต้องทำให้เธอกับเจี่ยซีได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ใครก็อย่าคิดจะมาขัดขวางพวกเธอสองคน”
ในคืนนั้น
สวีจิ้นมองเฉิงยวนที่นอนเล่นโทรศัพท์อยู่ยนเตียง
ทันใดนั้นเขากับเฉิงยวนก็หันไปมองนอกประตูพร้อมกัน
ควันสีเขียวกลุ่มหนึ่งลอยเข้ามาจากนอกประตู ตรงเข้ามาที่ร่างวิญญาณของสวีจิ้น
นี่คือการเรียกวิญญาณ
เฉิงยวนนอนคว่ำลงบนเตียงอีกครั้ง “เรียกวิญญาณอีกแล้ว! เจ้าแน่ใจเหรอว่าจะไม่กลับไป?”
สวีจิ้นยกมือขึ้น ยังคงทำเหมือนเช่นเคย เขาปัดควันสีเขียวพวกนั้นออกไป “ยวนยวน ข้าเคยบอกแล้ว ข้าอยากเป็นแค่สวีจิ้น”
เสียงเขาเพิ่งหายไป ก็มีควันสีเขียวกลุ่มใหม่ลอยเข้ามาอีกครั้ง
ควันครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อน ทันทีที่ลอยมาถึงตัวสวีจิ้นก็มีด้านแดงปรากฏขึ้นมา มันรัดพันสวีจิ้นเอาไว้
เฉิงยวนรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ จึงยกมือไปคว้าสวีจิ้น
แต่พลังนั้นแข็งแกร่งมาก ทันทีที่เฉิงยวนเข้าใกล้ เธอก็ถูกผลักกระเด็นออกไปทีนที
“ยวนยวน!…”
สวีจิ้นพยายามจะขัดขืน แต่กลับถูกด้ายแดงเส้นนั้นพาตัวไป จากนั้นเขาก็หายไปในพริบตา
เฉิงยวนใช้มือข้างหนึ่งดันพื้นก่อนจะติดตามไป
จนกระทั่งตามมาถึงหน้าประตูห้อง เธอถึงได้หยุดนิ่ง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมา มันก็เป็นสวีจิ้นนั่นเองที่ยืนอยู่ในห้อง
ภายในห้องนั้น สวีจิ้นกำลังก้มหน้ามองผู้ชายที่อยู่บนเตียง ก่อนจะมองหญิงสาวที่ฟุบหน้าอยู่ข้างเตียง