เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1665 กระตุ้นร้างแท้ของดอกบัวสีแดง
บทที่ 1665 กระตุ้นร้างแท้ของดอกบัวสีแดง
เขาพูดจบก็หัวเราะอย่างเยาะเย้ย “พวกเจ้าจะกล้าฆ่าข้าหรือ? ถ้าไม่มีข้า พวกเจ้าก็อย่าหวังจะได้ดอกบัวสีแดงนี้ไปเลย!”
ความอุ่นร้อนสายหนึ่งไหลลงมาตามลำคอของเขา สั่วเหลียงยกมือขึ้นลูบมันออกมาดู เห็นว่าความอุ่นร้อนนั้นเป็นสีแดงฉาน
“เจ้า…เจ้ากล้าทำได้อย่างไร?”
สั่วเหลียงตกใจ
ฉู่ลั่วเก็บดาบชิงเจวี๋ยพลางกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าฉันไม่กล้าฆ่าคุณ แค่เพราะการปล่อยคุณไว้มันยังมีประโยชน์อยู่ค่ะ”
สั่วเหลียงพลันเบิกตาโพลง “เหอะ! หากไม่มีข้า ใครก็ไม่มีทางกระตุ้นร้างแท้ของดอกบัวสีแดงนี้ได้หรอก”
ฉู่ลั่วเพียงแค่ชายตามองเขาอย่างเย็นชา แล้วส่งสัญญาณให้จิ่วฉาน จิ่วฉานจึงรีบโยนเมล็ดดอกบัวสีแดงในมือไปทันที
เธอยื่นมือมารับมันไว้ แล้วเดินไปที่ขอบโลงศพ
มือข้างหนึ่งขึ้นมาประสานท่า ส่วนอีกข้างโยนเมล็ดดอกบัวสีแดงขึ้นไปกลางอากาศ
พลังวิญญาณอันบริสุทธิ์พุ่งออกจากปลายนิ้วของเธอตรงไปยังเมล็ดพันธ์ุนั้น
ภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังวิญญาณ เมล็ดสีดำที่ไร้ชีวิตจึงค่อย ๆ ลอกเปลือกแข็งสีดำออก เผยให้เห็นเมล็ดสีขาวแสนบริสุทธิ์ดั่งหยกซึ่งอยู่ข้างใน
เมล็ดดอกบัวสีแดงตกลงมาจากกลางอากาศอย่างช้า ๆ ร่วงดิ่งลงไปในโลงศพทันที
พลังวิญญาณสีขาวใสล่องลอยออกมาจากเมล็ดพันธุ์ ห่อหุ้มโลงศพทั้งใบเอาไว้
จากนั้นโลงศพก็เริ่มบิดเบี้ยว
ฉู่ลั่วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
โลงศพสีแดงค่อย ๆ หดตัวและบิดเบี้ยว จนกระทั่งพลังวิญญาณหดกลับเข้าไปอีกครั้ง ภาพตรงหน้าที่เกิดขึ้นก็เหลือเพียงดอกไม้สีแดงสดงอกเงยโดดเดี่ยวเพียงดอกเดียว
กิ่งก้านและใบเป็นสีเขียวสด ส่วนดอกไม้ก็สีแดงฉานราวกับเลือด
จิ่วฉานเดินเข้าไปใกล้ เด็ดดอกบัวแดงดอกนั้นขึ้นมา จัดการห่อมันด้วยผ้าแดงที่เตรียมไว้ แล้วเก็บใส่กล่องไม้สลักลวดลายงดงามใบใหญ่ที่เขาสะพายอยู่
“จะเป็นไปได้อย่างไร?”
สั่วเหลียงได้สติกลับมา เขาอุทานด้วยความตกใจ “เป็นไปไม่ได้! นอกจากเจ้าของที่ปลูกมันแล้ว ก็มีแต่…มีแต่เซียนบนแดนเทพเท่านั้น…”
เขาหันขวับไปมองฉู่ลั่ว “เจ้า…”
จิ่งเจียเหยียนเอียงหัว ส่งยิ้มยียวนให้เขา “คิดไม่ถึงใช่ไหมล่ะ! ลั่วลั่วของพวกเราฝ่าด่านเคราะห์สำเร็จแล้วนะ!”
“เป็นไปไม่ได้! โลกมนุษย์ขาดแคลนพลังวิญญาณ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” นี่ก็เป็นสาเหตุที่ลัทธิเต๋าเสื่อมถอยลง นักพรตทุกคนจึงต่างพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อบำเพ็ญตนเอง
จิ่งเจียเหยียนเอ่ย “แต่ลั่วลั่วของพวกเราฝ่าด่านเคราะห์สำเร็จแล้วนี่ไง! อิจฉาสิ! ริษยาสิ! คนอย่างคุณน่ะอย่าว่าแต่ชาตินี้เลย ต่อให้เกิดใหม่อีกกี่ชาติก็เป็นอย่างเธอไม่ได้หรอก”
“เจียเหยียน!” เฉิงยวนตะโกนเรียกจิ่งเจียเหยียน “ไปกันเถอะ!”
จิ่งเจียเหยียนพยักหน้า รู้สึกว่าสีหน้าของเฉิงยวนดูแปลกไปนิดหน่อย
หลังจากฉู่ลั่วโยนยันต์แปนบนตัวของสั่วเหลียงแล้ว เธอก็จับสั่วเหลียงด้วยมือเดียว แล้วพาเฉิงยวนกับคนอื่น ๆ กลับไป
เมื่อกลับมาถึงโรงแรม จิ่วฉานคิดจะมอบดอกบัวสีแดงให้เฉิงยวน แต่เฉิงยวนกลับส่งมันไปให้ฉู่ลั่วต่อ “ของสิ่งนี้เก็บไว้ที่ลั่วลั่วจะเหมาะสมกว่า”
“ลั่วลั่ว เจ้าคิดว่าจะสามารถเริ่มถ่ายโอนหนี้เลือดได้เมื่อไหร่?”
“ฉันจะจัดการโดยเร็วที่สุด!”
เมื่อได้รับคำตอบจากฉู่ลั่ว เฉิงยวนก็ยกยิ้มอย่างสดใส “ดีเลย! ขอบคุณเจ้านะลั่วลั่ว! ข้าจะไปดูพวกหลาน ๆ ของข้าก่อน ไม่ได้เจอพวกเขาตั้งครึ่งวัน ข้าคิดถึงพวกเขาจะแย่แล้ว”
หลังจากนั้นเธอก็เดินจากไป สวีจิ้นกำลังจะตามเฉิงยวนไปอย่างเคย แต่เขาถูกฉู่ลั่วเรียกตัวไว้ก่อน
“ช่วงนี้คุณช่วยคอยดูแลเธอด้วยนะคะ อย่าให้เธอทำอะไรหุนหันพลันแล่น”
สวีจิ้นพยักหน้า
หลังจากพวกเขาทั้งหมดจากไป จิ่งเจียเหยียนก้มลงมองสั่วเหลียงที่ถูกโยนทิ้งไว้บนพื้น แล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่ายวนยวนจะมีอะไรผิดปกติไปนะ! ศัตรูของเธออยู่ตรงนี้แท้ ๆ แต่เมื่อครู่เธอกลับไม่แม้แต่จะมองเขาสักนิด แล้วก็เดินจากไปทั้งอย่างนี้เลย”
ฉู่ลั่วบอกให้ซู่เซี่ยงหยางมาหา “ดังนั้นพวกเราถึงต้องคอยจับตาดูเธอเอาไว้”
เฉิงยวนเหมือนจะเป็นคนใจกว้าง แต่ความจริงแล้วเธอมีนิสัยเด็ดเดี่ยวมาก
ความแค้นที่ทำให้คนทั้งตระกูลต้องสูญสิ้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่เธอจะไม่เก็บมันมาใส่ใจ