เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1832 ไปเยี่ยมตระกูลฉู่
บทที่ 1832 ไปเยี่ยมตระกูลฉู่
“ดังนั้น ตอนนี้มณฑลหนานมีวิญญาณเพ่นพ่านเต็มไปหมดหรือคะ?”
มณฑลหนานเป็นมณฑลใหญ่ มีจำนวนประชากรมากมาย
หนึ่งปีสามารถเรียกวิญญาณได้เพียงครั้งเดียว สำหรับมณฑลหนานอันกว้างใหญ่และปรโลกแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่
ยมทูตขาวดำหัวเราะเบา ๆ “ถ้าแค่พวกผีกับปีศาจอาละวาดก็ยังดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงความตาย คนที่อายุขัยใกล้หมดจำนวนไม่น้อยพยายามหาทางไปมณฑลหนานเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกวิญญาณ”
“ปรมาจารย์ฉู่ หลายปีที่คุณจากไป ที่อื่น ๆ ยังดีอยู่บ้าง มีเพียงมณฑลหนานเท่านั้นที่เป็นเหมือน…”
ฉู่ลั่วต่อประโยค “เป็นเหมือนหุบเหวเทพมรณะ”
ยมทูตขาวดำพยักหน้า “ถูกต้องครับ! พวกเราสงสัยว่าค่ายกลในมณฑลหนานอาจเป็นฝีมือของคนที่มาจากหุบเหวเทพมรณะ”
ฉู่ลั่วนึกถึงเหตุการณ์วุ่นวายที่หุบเหวเทพมรณะเมื่อหลายปีก่อน ประตูมิติสิบกว่าแห่งเปิดพร้อมกัน แม้จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลประตูอยู่ใกล้ ๆ แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน ประกอบกับความสับสนวุ่นวาย ย่อมต้องมีผู้บำเพ็ญจากหุบเหวเทพมรณะหลบหนีออกมาได้แน่
“แต่ปรมาจารย์ฉู่ไม่ต้องกังวลนะครับ ช่วงหลายปีนี้พวกเราได้ส่งยมทูตไปมณฑลหนาน นอกจากฮั่วเซียวหมิงจะถูกผูกติดกับค่ายกลแล้ว ก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก”
“เป็นเพราะมียันต์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงที่ปรมาจารย์ฉู่มอบให้นั่นแหละครับ”
ฉู่ลั่วสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ถ้าไม่ใช่เพราะยันต์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงที่เธอมอบให้ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้เลือกฮั่วเซียวหมิงให้ผูกติดกับค่ายกล
ห้วงความคิดของเธอกลับมาอีกครั้ง ฉู่ลั่วพูดกับคนตระกูลซ่งว่า “เมี่ยวเมี่ยวกับคนอื่น ๆ ไม่ได้อยู่ในมณฑลหนานค่ะ”
“อะไรนะ!” ซ่งจือหนานตกใจเล็กน้อย “ไม่ได้อยู่ในมณฑลหนานเหรอ? ถ้าไม่ได้อยู่ในมณฑลหนาน ไม่ได้อยู่ในปรโลก… งั้นเธอก็ควรจะมาหาพวกเราสิครับ!”
ถ้าเธอไม่มาหาพวกเรา ก็ย่อมมีเหตุผลเดียวเท่านั้น
คือเธอไม่สามารถมาได้
หรือพูดอีกอย่างคือ พวกเขาทั้งหมดไม่สามารถมาได้
ตอนนี้คนในตระกูลซ่งยิ่งตกใจมากขึ้น ทุกคนหันไปมองฉู่ลั่วพร้อมกัน
ฉู่ลั่วพูดขึ้น “ฉันจะสืบให้กระจ่างเอง”
ซ่งจือหนานกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกภรรยาขัดไว้เสียก่อน
เสี่ยวลู่ยิ้มพูดว่า “พี่ลั่วเพิ่งกลับมา ให้พี่ลั่วได้ไปพักผ่อนสักหน่อยเถอะค่ะ!”
“ใช่ ๆ ๆ”
“ควรให้ลั่วไปพักผ่อนได้แล้ว”
ฉิงจื่อฉิงรีบให้เสี่ยวลู่พาฉู่ลั่วไปพักผ่อน
ขณะฉู่ลั่วกำลังเดินออกจากศาลา ฉิงจื่อฉิงก็เรียกเธอไว้อีกครั้ง “ลั่วลั่ว หนูเคยคิดจะไปเยี่ยมตระกูลฉู่บ้างไหม?”
ฉู่ลั่ว “…”
“ลั่วลั่ว หนูไปเยี่ยมพวกเขาหน่อยเถอะ! ยี่สิบกว่าปีผ่านมา พวกเขาทุกคน…แก่ลงมากแล้ว”
ยี่สิบปีนานแค่ไหน?
ฉู่ลั่วไม่ได้คิดเกี่ยวกับช่วงเวลานี้ตอนอยู่ในโลกอื่น
มีเพียงการกลับมายังโลกนี้เท่านั้น ถึงจะทำให้เห็นว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน
“ป้าฉิง หนูจะไปค่ะ”
ฉิงจื่อฉิงยิ้มอย่างสบายใจ
พูดว่าจะไป วันรุ่งขึ้นฉู่ลั่วก็ไปแต่เช้าตรู่
ตอนไปถึงตระกูลฉู่ ที่นั่นกำลังวุ่นวาย
ฉู่ลั่วยืนอยู่หน้าคฤหาสน์เก่าของตระกูลฉู่ แว่วเสียงโวยวายดังมาจากข้างใน
“แม่ครับ เรื่องนี้ยังไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ หลายปีมานี้คนที่แอบอ้างชื่อลั่วลั่วเพื่อหลอกคนอื่นก็มีไม่น้อยนะครับ” เป็นเสียงของฉู่เหิงที่เต็มไปด้วยความหนักใจ “คุณแม่ ผมจะไปเอง ผมจะไปดูว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จ”
“พ่อช่วยพูดกับแม่หน่อยสิครับ”
เสียงของฉู่เหว่ยฮ่าวดังออกมา “เข้าใจแล้ว ลูกรีบไปดูเรื่องของหลิงเยี่ยเถอะ ทำไมเธอถึงหนีออกไปเข้าร่วมการแข่งขันได้ มันที่ที่เธอควรไปเหรอ?”
ฉู่เหิง “ผมเข้าใจแล้วครับ”
เขาผลักประตูออกไป แต่แล้วกลับชะงักกลางคัน
ฉู่ลั่วไม่ได้ยืนอยู่นอกประตูใหญ่ของบ้าน แต่เธออยู่ข้างใน
ห่างจากประตูใหญ่ของตระกูลฉู่เพียงไม่กี่ก้าว
ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีเทาอ่อน แสงสีแดงส้มแทรกผ่านกลุ่มเมฆออกมา
ดอกไม้และต้นไม้ในสวนเต็มไปด้วยหยดน้ำค้างใส ส่องประกายแปลกตาภายใต้แสงแดดยามเช้า
ฉู่ลั่วยืนอยู่ในสวนด้วยใบหน้าที่เหมือนกับเมื่อหลายสิบปีก่อนไม่มีผิด เธอหันมองมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ฉู่เหิงรู้สึกหัวใจเต้นกระตุกโดยไม่ทราบสาเหตุ
เขารู้ว่าไม่จำเป็นต้องสืบหาอะไรอีกแล้ว
คนตรงหน้านี้คือน้องสาวของเขา