เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1940 ตั้งใจว่าจะบอกฮั่วเซียวหมิงเป็นคนแรก
- Home
- เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด
- บทที่ 1940 ตั้งใจว่าจะบอกฮั่วเซียวหมิงเป็นคนแรก
บทที่ 1940 ตั้งใจว่าจะบอกฮั่วเซียวหมิงเป็นคนแรก
ความระแวดระวังในดวงตาของฮั่วจิ้นและหยางไต้จึงลดลงไปบ้าง
ตอนนั้นเอง หัวงูตัวหนึ่งก็โผล่เข้ามาทางหน้าต่าง พูดด้วยเสียงของมนุษย์ “เป็นลั่วลั่ว เป็นลั่วลั่วจริง ๆ เพื่อช่วยฉัน เธอถึงกับระเบิดห้องทดลองของคนอื่นเลยนะ! ฉู่ลั่วตัวปลอมทำได้แค่ไลฟ์สด ปราบผีกับวิญญาณร้ายเท่านั้นแหละ!”
“ห้องทดลองนั้นเป็นห้องทดลองที่ยอดเยี่ยมมากในประเทศ อาวุธที่ใช้ปราบวิญญาณร้ายส่วนใหญ่ก็พัฒนาขึ้นที่นั่น”
“ตอนนี้อาวุธส่วนใหญ่ในองค์กรล้วนมาจากสถาบันวิจัยแห่งนี้”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ความสงสัยในดวงตาของหยางไต้และฮั่วจิ้นก็หายไปเกือบทั้งหมด
หยางไต้มองฉู่ลั่วอย่างพินิจพิเคราะห์ “ลั่วลั่ว?”
ฉู่ลั่วเดินเข้าไปหา “ค่ะ หนูเอง”
เธอนั่งลงขอบเตียง มองสองสามีภรรยาด้วยสีหน้าอ่อนโยน
หยางไต้รีบคว้ามือของฉู่ลั่วไว้แน่น “หนูกลับมาแล้ว? หนูกลับมาจริง ๆ แล้วใช่ไหม?”
“ตอนอยู่ในโลกอื่นไม่ได้ลำบากอะไรใช่ไหม! ตอนนั้นไม่คิดเลยว่าหนูจะไปนานขนาดนี้ ของก็ไม่ได้เอาไปมาก ได้ยินว่าโลกอื่นไม่มีอะไรเลย ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำดื่ม ไม่มีเสื้อผ้า…ของที่เอาไปจะพอหรือเปล่า!”
หยางไต้พูดเร็วมาก ไม่เหมือนคนที่เพิ่งขับไล่พลังหยินออกไป
ฉู่ลั่วส่ายหน้า “ไม่หรอกค่ะ หนูบำเพ็ญมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องกินหรือดื่มอะไรหรอกค่ะ เรื่องเสื้อผ้าก็ไม่ต้องกังวล”
“ถึงโลกอื่นจะรกร้าง แต่ก็มีปัญหาให้ยุ่งยากน้อยกว่ามาก”
หยางไต้ยังคงมีสีหน้าเป็นห่วง “อาจิ่วรอหนูอยู่ตลอดเลยนะ ว่าแต่หนูได้พบอาจิ่วแล้วหรือยัง? ตั้งแต่ที่ฉู่ลั่วตัวปลอมมาครั้งก่อน พวกเราก็ไม่ได้เจออาจิ่วอีกเลย”
“ทุกครั้งที่พวกเราถามเจ้าหน้าที่ในองค์กร พวกเขาก็บอกแค่ว่าตอนนี้อาจิ่วไม่สะดวกออกมาพบพวกเรา”
ฉู่ลั่วเงียบไปครู่หนึ่ง
สีหน้าของหยางไต้เปลี่ยนไปทันที
สีหน้าฮั่วจิ้นก็ซีดลงเช่นกัน
เขาถามเสียงสั่น “เขา…เขาเกิดเรื่องขึ้นใช่ไหม?”
“ค่ะ”
ฉู่ลั่วพาสามีภรรยาไปที่หน้าโลงศพ แล้วเล่าสถานการณ์ของฮั่วเซียวหมิงให้พวกเขาฟัง
หยางไต้ยื่นมือไปลูบใบหน้าของฮั่วเซียวหมิง
ฮั่วจิ้นก็มีสีหน้าหดหู่ เขาหันหน้ามามองฉู่ลั่ว “เขายังพอมีทางไหม?”
ฉู่ลั่ว “…ปรโลกให้วิธีมาแค่วิธีเดียวค่ะ คือส่งเขาไปเกิดใหม่ วิญญาณก็จะได้รับการซ่อมแซม แต่ว่าวิญญาณของเขาฉีกขาดเกินไป หลังจากเกิดใหม่…อาจจะเป็นคนพิการหรือคนโง่…”
หยางไต้กับฮั่วจิ้นร่างกายโงนเงน คนอื่น ๆ รีบเข้าไปประคองพวกเขาทันที
สองสามีภรรยาหันไปมองลูกชายในโลงศพ สีหน้าในดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
ทุกคนต่างมีสีหน้าเศร้าสลด
พวกเขาช่วยกันพยุงสองสามีภรรยากลับไปพักผ่อนในห้อง
หัวหว่านมองด้วยความกังวลใจ “คุณหนูคะ เรื่องที่เกิดขึ้นกับประธานฮั่วกระทบกระเทือนจิตใจของทั้งสองท่านมาก ฉันเห็นพวกท่าน…เหมือนจะหมดอาลัยตายอยากไปแล้ว”
ยิ่งไปกว่านั้น ประธานฮั่วยัง…
ถึงจะกลับชาติมาเกิดได้ แต่ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี
หร่วนย่วนย่วนที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดว่า “การสูญเสียครั้งนี้หนักหนามาก อีกทั้งพวกเขาทั้งคู่ยังได้รับผลกระทบจากพลังหยินมานาน ถ้า..ถ้าหากหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ ฉันเกรงว่า…”
ฉู่ลั่วหันไปมองประตูห้องที่ปิดสนิท จ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเข้าไปในห้อง
ภายในห้อง หยางไต้กำลังซบอยู่ในอ้อมกอดของฮั่วจิ้น ร้องไห้เสียงอู้อี้
พอได้ยินเสียงประตูเปิด เธอก็รีบเงยหน้าขึ้นทันที หลังเห็นว่าเป็นฉู่ลั่วก็รีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้า
“ทำไมลั่วลั่วถึงเข้ามาล่ะ? ฉันแค่ร้องไห้นิดหน่อยเท่านั้น ไม่มีอะไรหรอก”
เธอฝืนยิ้ม
ฉู่ลั่วเดินเข้าไปหาพวกเขา ถอดนาฬิกาพกที่แกะสลักอย่างประณีตออกจากคอของตัวเอง “หนูตั้งใจว่าจะบอกฮั่วเซียวหมิงเป็นคนแรก แต่ตอนนี้…”
เธอเปิดนาฬิกาพก หยิบผ้าไหมสีขาวผืนบางออกมาจากส่วนที่พับไว้
จากนั้นก็ส่งผ้าไหมสีขาวให้กับหยางไต้
ผ้าไหมนั้นบางเบาราวกับผ้าโปร่ง ถูกพับให้เล็กจิ๋ว
หยางไต้ “นี่คืออะไรเหรอ?”
เธอพูดพลางคลี่ผ้าไหมออก ไม่คิดว่าผ้าชิ้นเล็ก ๆ นี้จะไม่ใช่แค่ชิ้นเดียว แต่เป็นผ้าไหมขนาดฝ่ามือสิบกว่าชิ้น