หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1112 กรรมตามสนองแล้ว
ตอนที่ 1112 กรรมตามสนองแล้ว
หลังจากอาซินจ่ายเงินเสร็จแล้ว นางก็หันไปเห็นสภาพหมดอาลัยตายอยากของหยิ่งอีเข้าพอดี จึงอดที่จะเอ่ยถามออกมาไม่ได้ว่า “พี่หยิ่ง ท่านเป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ ? ไม่สบายตรงที่ใดหรือไม่ ? ”
เยว่หลานกวาดสายตาอันคมกริบมามองเขาทันที หยิ่งอีรีบกระตุกมุมปากขึ้น เพื่อทำให้ตนเองดูสดใสขึ้นเล็กน้อย “ไม่ ๆ ข้าสบายดี เพียงตื้นตันใจมากก็เท่านั้น ขอบคุณแม่นางอาซินยิ่งนักขอรับ”
อาซินหัวเราะออกมาอย่างเขินอาย “ไม่ต้องเกรงใจไปหรอกเจ้าค่ะ”
เพียงไม่นานพวกเขาก็ได้ซื้อของมากองโต ขณะมองข้าวของกองโตนั่น เยว่หลานก็ได้เอ่ยกับหยิ่งอีว่า “ไปจ้างเกวียนมาขนก็แล้วกัน”
อาซินรีบเอ่ยห้ามทันใด “ไม่ต้องจ้างเกวียนมาหรอกเจ้าค่ะ พี่เยว่ แม้ว่าข้าวของเหล่านี้จะเยอะ ทว่าแท้จริงแล้วมันไม่ได้หนักอันใด พวกเราช่วยกันถือคนละนิดละหน่อยก็ได้แล้วเจ้าค่ะ”
แม้ว่าการจ้างเกวียนจะใช้เงินไม่มาก แต่มันก็ไม่ได้จำเป็นถึงเพียงนั้น พวกพี่เยว่ยังไม่มีเงิน เงินในมือของนางก็มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นจะนำไปใช้จ่ายมั่วซั่วไม่ได้
เมื่อเยว่หลานได้ยินดังนั้นแล้ว เขาจึงพยักหน้ารับ แล้วหันไปส่งสายตาให้หยิ่งอี
หยิ่งอีรีบแบกข้าวของเหล่านั้นขึ้นมา เพียงไม่นานบนตัวของเขาก็เต็มไปด้วยหีบห่อของน้อยใหญ่ แม้แต่ปากก็ยังคาบของเอาไว้อีกห่อ
เยว่หลานหยิบของชิ้นเล็ก ๆ สองห่อที่เหลือขึ้นมาถือ แล้วหันไปเอ่ยกับอาซินและยายอู๋พร้อมด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเราไปกันเถิดขอรับ”
เมื่อเห็นว่าบนตัวหยิ่งอีเต็มไปด้วยข้าวของ อาซินจึงเอ่ยออกมาว่า “พี่หยิ่ง นำมาให้ข้าช่วยถือสักสองอย่างเถิดเจ้าค่ะ”
ในขณะที่เอ่ย นางก็ได้ยื่นมือออกมาเพื่อจะรับของไปช่วยถือ
หยิ่งอีรีบก้าวถอยหลังด้วยความตื่นตกใจ จากนั้นก็สาวเท้าวิ่งหนีทันที
ล้อเล่นหรืออย่างไร ? หากให้ว่าที่จักรพรรดินีช่วยถือของ คงไม่ต้องรอให้กลับไปถึงแคว้นเป่ยตี้หรอก อีกไม่นานฝ่าบาทคงเด็ดหัวเขาด้วยมือของตนเอง
เมื่อเห็นว่าหยิ่งอีวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว อาซินจึงกะพริบตาด้วยความมึนงง “พี่หยิ่งเป็นอันใดไปกัน ? ”
เยว่หลานเอ่ยออกมาพร้อมด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก เขาเป็นคนขยันชอบทำงาน แต่ก่อนตอนอยู่ที่บ้านของข้าก็ชอบแย่งทำงานเป็นประจำ ห้ามเท่าใดก็ไม่เคยฟัง”
ยายอู๋ถอนหายใจยาวออกมา แล้วเอ่ยว่า “ช่างเป็นเด็กที่ซื่อตรงจริง ๆ นิสัยเช่นนี้…หากไปเจอคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมเหล่านั้นเข้า คงต้องเสียเปรียบเป็นแน่”
เยว่หลานกระแอมไอด้วยความกระอักกระอ่วน เพราะเขารู้สึกว่าคำเอ่ยของยายอู๋มีความหมายแฝงถึงเขา
“อาม่า อาซิน พวกเรารีบกลับหมู่บ้านกันเถิด อีกประเดี๋ยวพอแดดแรงแล้ว จะกลับไม่ไหวเอา”
จากนั้นทั้ง 3 คนจึงเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน ทว่าเพิ่งเข้ามาในหมู่บ้านได้ไม่นาน ก็บังเอิญพบกับมารดาของอาฮวา
“ยายอู๋ อาซิน พวกเจ้าทราบแล้วหรือยัง ? ว่าเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นกับตระกูลหวัง”
แววตาของพวกนางเต็มไปด้วยความว่างเปล่า “ตระกูลหวังอย่างนั้นหรือ ? ”
มารดาของอาฮวากระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยออกมาว่า “ก็ตระกูลหวังที่มาก่อเรื่องเมื่อวานอย่างไรเล่า ได้ยินมาว่ามารดาของหวังต้าขุยตายแล้วน่ะ”
ทั้งสองผงะตกใจทันที “จะเป็นไปได้อย่างไร ? เมื่อวานยังดี ๆ อยู่เลย แล้วเหตุใดอยู่ ๆ ถึงตายล่ะ ? ”
“คนเราน่ะ ทำชั่วอันใดเอาไว้สวรรค์ย่อมรู้เห็น เวรกรรมตามทันนางแล้ว ได้ยินมาว่าเช้านี้มารดาของหวังต้าขุยลุกขึ้นมาทำมื้อเช้า ในขณะที่นางเอื้อมมือไปหยิบชามในตู้ พวกเจ้าลองเดาดูสิว่าเกิดอันใดขึ้น ? ”
ทั้งสองส่ายหน้าอย่างคาดเดาไม่ถูก นอกจากจานชามและตะเกียบแล้ว จะมีอย่างอื่นได้อย่างไร ?
มารดาของอาฮวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและประหลาดใจ “นางเผลอไปจับโดนงูใหญ่ตัวหนึ่ง งูตัวนั้นมีพิษร้ายแรงเป็นอย่างมาก พอเห็นมือของนาง มันจึงฉกทันที คนตระกูลหวังยังไม่ทันได้จับงูตัวนั้น นางก็หมดลมหายใจไปแล้ว เฮ้อ…คนเราน่ะ ไม่ควรทำเรื่องชั่วร้ายเลยจริง ๆ ”
อาซินรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย นางนึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนหวังต้าขุยตาย จึงกลัวว่าตนเองจะถูกกรรมตามสนองบ้าง “แล้วเหตุใดในตู้เก็บชามถึงมีงูได้เล่าเจ้าคะ ? ”
มารดาของอาฮวาตอบกลับว่า “พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็คงต้องโทษความขี้เกียจของคนตระกูลหวังนั่นแหละ ตู้เก็บชามหลังนั้นมีรูขนาดเท่าฝ่ามืออยู่หนึ่งรู หากเป็นคนปกติทั่วไปคงจะซ่อมรูนั่นไปนานแล้ว ทว่าคนตระกูลหวังกลับปล่อยทิ้งไว้ไม่สนใจ เจ้างูนั่น น่าจะเข้าไปในตู้จากรูนั้นแหละ ส่วนเหตุใดงูตัวนั้นถึงเข้าไปในบ้านได้ หากพวกเจ้าไปดูหลังบ้านตระกูลหวังก็จะรู้เอง ที่นั่นหญ้าสูงจะเท่าหลังคาบ้านอยู่แล้ว จะไม่ให้มีงูซ่อนอยู่ได้อย่างไร ? ตอนนี้เป็นฤดูวางไข่ของงู ตอนนางเอื้อมมือไปคว้าชามในตู้ งูตัวนั้นกำลังวางไข่อยู่พอดี ดังนั้นมันเลยฉกนางทันทีน่ะ”
ยายอู๋กับอาซินตกตะลึงคราแล้วคราเล่า
ในใต้หล้านี้มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้อยู่จริง ๆ หรือ ?
หลังจากมารดาของอาฮวานินทาเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางถึงได้หันไปมองเยว่หลาน แล้วเอ่ยถามออกมาว่า “ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่คนที่มาช่วยแก้สถานการณ์เมื่อวานหรอกหรือ ? ”
เยว่หลานยกมือขึ้นคารวะนางอย่างสุภาพ “คารวะท่านน้า”
เยว่หลานผิวขาวสะอาด บนตัวมีรัศมีสูงศักดิ์แต่ไม่เย่อหยิ่ง จึงเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าสตรีวัยกลางคนเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นของในมือของเขาสองห่อ นางจึงเอ่ยถามพร้อมด้วยรอยยิ้มว่า “พ่อหนุ่ม นี่เจ้า…”
ยายอู๋ช่วยอธิบาย “อาหลานกับหยิ่งอีไม่มีบ้านอยู่น่ะ หมู่บ้านของพวกเรามีบ้านหลังหนึ่งว่างอยู่ไม่ใช่หรือ ? ดังนั้นข้าเลยให้พวกเขาไปพักอยู่ที่นั่นชั่วคราว บ้านหลังนั้นไม่มีข้าวของอันใดเลยสักอย่าง ข้าเลยพาพวกเขาไปซื้อของใช้จำเป็นในเมืองน่ะ”
มารดาของอาฮวาเอ่ยออกมาว่า “บ้านหลังนั้นไม่มีแม้แต่เตียง บ้านของข้ายังมีเตียงว่างอยู่ อีกประเดี๋ยวจะให้คนยกไปให้พวกเจ้านะ”
เยว่หลานรีบกล่าวขอบคุณทันใด
มารดาของอาฮวาโบกมือปัด “ขอบคุณอันใดกัน ต่อไปก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันแล้ว หากมีอันใดอยากให้ช่วย เจ้าสามารถมาบอกพวกเราได้”
ชีวิตในหมู่บ้านชาวประมงเรียบง่าย พวกชาวบ้านไม่ได้ปากหวานก้นเปรี้ยว นี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดหลินหร่วนถึงพาอาซินมาอยู่ที่นี่
หลังจากสนทนากับมารดาของอาฮวาเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงตรงกลับบ้านหลังน้อยของเยว่หลานทันที
หยิ่งอีกำลังนั่งหอบหายใจอยู่บนพื้น
ข้าวของกองนั้นหนักไม่น้อย ผนวกกับตัวเมืองอยู่ห่างจากหมู่บ้านชาวประมงราว 10 กว่าลี้ ถึงตัวเขาจะมีวรยุทธ์ แต่การแบกข้าวของมาด้วยจำนวนมาก ย่อมเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา โดยเฉพาะฟันของเขา ตอนนี้มันปวดร้าวไปหมดแล้ว
พอหยิ่งอีได้ยินเสียงเจ้านาย เขาจึงรีบลุกขึ้นยืนและเก็บงำลมหายใจเหนื่อยหอบเอาไว้ แล้วแสร้งทำเป็นว่าตนเองสบายดี
ตอนยายอู๋เห็นเขา นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาว่า “เจ้าเด็กนี่ช่างซื่อตรงจริง ๆ เลย ข้าวของมากมายเพียงนั้น เจ้ากลับแบกมาคนเดียว คงเหนื่อยแย่แล้วล่ะสิ ?”
หยิ่งอีรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันใด “ท่านยาย ข้าไม่เหนื่อย ข้าแรงเยอะขอรับ”
ยายอู๋มองเม็ดเหงื่อบนหน้าผากของเขา แล้วเอ่ยออกมาว่า “วันหลังอย่าทำเช่นนี้อีก แม้ว่าคนหนึ่งคนจะแรงเยอะเพียงใด แต่ก็สู้หลายคนร่วมแรงกันไม่ได้อยู่ดี”
เด็กที่ซื่อตรงจริงใจเช่นนี้ นางเริ่มเป็นกังวลว่าในอนาคตเขาจะเสียเปรียบผู้อื่น
หยิ่งอีรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง คิดว่ายายอู๋เป็นคนใจดีอันดับหนึ่งในใต้หล้าแล้ว
แต่เขาจะทำอันใดได้เล่า ? มีเจ้านายแบบนั้น เขาทำได้เพียงแสร้งยิ้มและแสร้งทำเป็นว่าตนเองสบายดี
ยายอู๋ไม่ได้เอ่ยอันใดต่ออีก เพียงเรียกอาซินไปช่วยจัดการบ้านให้เยว่หลานกับหยิ่งอี
ไหนเลยหยิ่งอีจะกล้าให้พวกนางออกแรง เขารีบไปหยิบไม้กวาดมาปัดกวาดภายในบ้าน ทำให้ฝุ่นคลุ้งกระจายจนอาซินกับยายอู๋พากันถอยกรูดออกมา
“หยิ่งอี เจ้าราดน้ำลงไปก่อนสิ”
เจ้าเด็กนี่ ! พวกนางไม่ได้จะแย่งงานเขาสักหน่อย !
หลังจากทำความสะอาดบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว มารดาของอาฮวาก็ให้คนยกเตียงหลังนั้นมาที่บ้านของเยว่หลาน
ตอนที่เฟยสุ่ยย้ายออกไป นางได้ยกเตียงในบ้านหลังนี้ให้กับมารดาของอาฮวา ดังนั้นเตียงหลังเก่าของนางจึงไม่มีคนใช้อีก
ตอนนี้เมื่อยกมาให้พวกเยว่หลานแล้ว ไม่เพียงเพิ่มพื้นที่ในบ้านให้ตนเองเท่านั้น ทว่ายังช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดเหลือให้พวกเยว่หลานอีกด้วย นับว่านางจัดการได้อย่างสมบูรณ์แบบ