หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1120 หน้าด้านไร้ยางอาย
ตอนที่ 1120 หน้าด้านไร้ยางอาย
ในขณะที่อาซินกำลังยืนเหม่ออยู่ในลานบ้าน ก็มีสตรีสองคนเดินเข้ามา พวกนางเอ่ยทักทายอาซิน “แม่นางอาซิน แดดแรงถึงเพียงนี้ เจ้ามัวยืนทำอันใดอยู่ตรงนี้ ? ”
เมื่ออาซินได้สติกลับมาอีกครา นางจึงหันหน้าไปคลี่ยิ้มให้สตรีสองคนนั้น “เฟยซุ่ย เฟยฮวา พวกเจ้ากลับมาจากทำธุระแล้วหรือ ? ”
เฟยซุ่ยพยักหน้ารับ “แม่นางอาซิน เจ้ากำลังรอผู้ใดอยู่หรือ ? ”
อาซินตอบกลับด้วยความเขินอายว่า “ไม่ได้รอผู้ใดสักหน่อย ข้าแค่ไม่มีอันใดทำเลยออกมาชมทิวทัศน์น่ะ จริงสิ แม่นางเฟยซุ่ย พี่ชายสองคนที่เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านของเจ้า น่าจะกลับมาในสองวันนี้แล้ว พวกเจ้าอย่าเป็นกังวลไปเลย”
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ อาซินก็รู้สึกผิดกับสตรีสองคนนี้เป็นอย่างมาก
เพราะนางคิดว่าบ้านหลังนั้นไม่มีเจ้าของมาโดยตลอด แต่หลังจากพวกพี่เยว่ขึ้นไปล่าสัตว์บนภูเขา ก็มีหญิงสาวสองคนมาที่หมู่บ้าน และหนึ่งในนั้นยังเป็นคนที่ชาวบ้านรู้จัก นางคือชาวต้าโจวที่เคยมาพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น
หญิงสาวสองคนนี้บอกว่าพวกนางจะกลับมาปักหลักที่หมู่บ้านชาวประมง ทั้งยังหยิบเอาโฉนดบ้านหลังนั้นออกมา
ครานี้สถานการณ์จึงกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที เพราะตนเองให้ผู้อื่นเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้ว
เรื่องนี้พวกนางเป็นคนผิด ดังนั้นนางและยายอู๋จึงบอกว่าจะรีบย้ายของออกมา แต่ผู้ใดจะไปคาดคิดว่าหญิงสาวสองคนนี้จะบอกว่าการพักอาศัยอยู่นอกหมู่บ้านค่อนข้างอันตราย ดังนั้นจึงคิดจะขายบ้านให้พวกเยว่หลาน จากนั้นค่อยซื้อที่ดินผืนใหม่ในหมู่บ้าน แล้วปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ ขึ้นมา
แต่ก่อนที่บ้านหลังใหม่จะสร้างเสร็จ พวกนางจำเป็นต้องมาพักอยู่ที่บ้านยายอู๋ก่อนชั่วคราว
ก่อนเยว่หลานจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ เขาได้ฝากเงินก้อนใหญ่ไว้กับยายอู๋ ทว่ายายอู๋ไม่กล้าตัดสินใจซื้อบ้านหลังนั้นด้วยตนเอง ผนวกกับเฟยซุ่ยและเฟยฮวายอมตกลงอยู่พักในบ้านของตน
เนื่องจากหญิงสาวสองคนนี้ยังไม่มีผู้ใดแต่งงาน หากไปอยู่อาศัยกับคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านก็คงไม่ค่อยสะดวกเท่าใดนัก ทว่าบ้านของตนมีแค่คนแก่กับหลานสาวเท่านั้น ให้พวกนางพักที่นี่ถือว่าเหมาะสมแล้ว
ในวันนี้เฟยซุ่ยกับเฟยฮวาไปทำเรื่องซื้อที่ดินในเมือง โดยที่ดินที่พวกนางซื้ออยู่ข้าง ๆ บ้านของยายอู๋นี่เอง
ต่อไปพวกนางจะกลายเป็นเพื่อนบ้านของตน ดังนั้นจึงต้องสนิทสนมกันเข้าไว้
เฟยซุ่ยเอ่ยออกมาพร้อมด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่ได้รีบร้อนสักหน่อย”
เมื่อมองอาซิน เฟยซุ่ยก็รู้สึกมีความสุขมากยิ่งนัก
เมื่อหนึ่งปีก่อน ตงเมี่ยวซินแทบจะหมดลมหายใจแล้วด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะองค์หญิงมีพลังวิเศษ คุณหนูตงไม่มีทางจะรอดชีวิตเป็นแน่
ตอนนี้คุณหนูตงเปลี่ยนตัวตนใหม่แล้ว นางลืมทุกสิ่งทุกอย่าง มีชีวิตใหม่ ทั้งยังได้กลับมามีวาสนากับองค์จักรพรรพดิเฮ่อเหลียนจวิ้นอีกครา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเรื่องหนึ่ง
นางหวังว่าพวกเขาจะได้อยู่ครองคู่กันตลอดไป
ไม่เหมือนกับนาง ที่อยู่กันคนละโลกกับคนผู้นั้น ชาตินี้ไม่อาจกลับมาครองคู่กันได้อีก
พอนึกถึงคนผู้นั้นที่จากไปเมื่อหลายปีก่อน แววตาของเฟยซุ่ยก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ในขณะที่พวกนางกำลังสนทนากันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นมาจากข้างนอก ทันใดนั้นก็มีคนวิ่งมาเรียกพวกนางที่หน้าประตูบ้าน “อาซิน รีบไปที่หน้าหมู่บ้านเร็วเข้า พวกอาหลานกลับมาแล้ว ! ”
อาซินรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ในเมื่อกลับมาแล้ว เหตุใดถึงไม่กลับมาที่บ้านเลยเล่า หยุดอยู่หน้าหมู่บ้านเพื่ออันใด ?
หรือจะเกิดอุบัติเหตุอันใดขึ้นกับเขากัน ?
อาซินเริ่มแน่นหน้าอก จากนั้นนางก็สาวเท้าวิ่งออกไปโดยไม่แม้แต่จะคิดทันที
พอวิ่งมาถึงหน้าหมู่บ้าน อาซินเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูกันอยู่ นางตื่นตกใจจนน้ำตาแทบไหล
อาซินรีบเบียดเข้าไปในฝูงชน เห็นเยว่หลานกับหยิ่งอีที่สกปรกยิ่งกว่าอันใดดี แขนขาของพวกเขายังครบถ้วน ตอนนี้นางถึงได้พบว่าเมื่อครู่ตนเองประหม่าจนตัวสั่น “พี่เยว่ เหตุใดพวกท่านถึงตกอยู่ในสภาพนี้เล่า ? ”
เยว่หลานตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเราไปเจอพี่ใหญ่บนภูเขามาน่ะ เจ้าดูสิ ! นี่คือสัตว์ที่พวกเราล่าได้ในครานี้”
ตอนนี้อาซินถึงได้สังเกตเห็นว่าด้านข้างของพวกเขามีวัตถุสีดำวางอยู่
เมื่อลองเพ่งมองดูดี ๆ นางก็ตื่นตกใจจนอ้าปากค้าง
นั่นคือหมีควายตัวหนึ่ง ! มันใหญ่ราวกับเนินเขาเล็ก ๆ ลูกหนึ่ง
ชาวบ้านเพิ่งเคยเห็นหมีควายเป็นคราแรก ดังนั้นพวกเขาจึงพากันมาห้อมล้อมด้วยความตื่นตกใจ
เยว่หลานอวดอาซินด้วยความภาคภูมิใจ “ครานี้พวกเรามีโชคไม่น้อย ถึงกับล่าหมีควายตัวนี้มาได้ จะต้องแลกเป็นเงินได้ไม่น้อยเป็นแน่”
อาซินไม่ได้มองหมีควายตัวนั้นให้ละเอียด แต่กลับมองเยว่หลานด้วยความเป็นห่วงแทน “พี่เยว่ ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่ ? บาดเจ็บตรงที่ใดหรือไม่ ? ”
เยว่หลานรู้สึกมีความสุขมากยิ่งนัก !
เขารู้อยู่แล้วว่า…หากทำให้ตนเองดูน่าอนาถสักหน่อย อาซินจะต้องเอ็นดูเขาเป็นแน่ !
“ข้าไม่ได้เป็นอันใด เพียงแค่รู้สึกเหนื่อยก็เท่านั้น หมีตัวใหญ่เพียงนี้ พวกเราต้องเสียแรงไปมากกว่าจะเอากลับมาได้”
หยิ่งอีนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง
เขาเป็นคนล่าหมีตัวนี้ จากนั้นก็ให้นกยักษ์ขนกลับมา ฝ่าบาทไม่ได้ออกแรงเลยแม้แต่น้อย
ความหน้าด้านของฝ่าบาทคงไม่มีผู้ใดเทียบได้แล้ว เขาประกาศปาว ๆ จนทำให้ชาวบ้านทุกคนหลงคิดว่าเขามีส่วนร่วมด้วย
อาซินหันไปมองหยิ่งอี แล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน “พี่หยิ่งอี ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ ? ”
หยิ่งอีส่ายหน้าปฏิเสธ “ขอบคุณแม่นางอาซินที่เป็นห่วง ข้าสบายดี”
แท้ที่จริงเขาไม่ค่อยสบายสักเท่าใดนัก เพราะตอนล่าหมีควายตัวนี้ นอกจากฝ่าบาทจะไม่ช่วยเขาแล้ว ทว่ายังเป็นตัวถ่วงเขาอีก เขาถูกเจ้าหมีควายตะปบ ตอนเข้าไปปกป้องฝ่าบาท ทว่าไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรงอันใด เพียงแค่รู้สึกเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
ผู้ใดจะไปคาดคิดว่าเยว่หลานจะเอ่ยออกมาอย่างหน้าไม่อายว่า “เขาทำตัวเงอะงะ จึงถูกหมีควายตะปบเข้าหนึ่งครา น่าจะบาดเจ็บเล็กน้อย อีกประเดี๋ยวค่อยเรียกหมอมาดูอาการเขา”
หยิ่งอี “……”
เฟยซุ่ยยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านนอกฝูงชน ขณะฟังคำเอ่ยไร้ยางอายของเยว่หลาน นางก็อดกลอกตาใส่เขาไม่ได้
สายตาอันเฉียบคมของเยว่หลานหันไปเห็นนางเข้าพอดี ดังนั้นเขาจึงยกยิ้มและขยิบตาให้นางหนึ่งครา มาเร็วใช้ได้เลยหนิ ยอดเยี่ยมไปเลย หากเขาต้องกลับไปแคว้นเป่ยตี้อีกครา ก็ไม่จำเป็นต้องห่วงความปลอดภัยของภรรยาแล้ว
หลินหร่วน สหายข้ามโลกผู้นี้พึ่งพาได้จริง ๆ !
อาซินลอบสังเกตเขาอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมดาที่นางจะเห็นตอนเขายิ้มและขยิบตาให้เฟยซุ่ย ไม่รู้ว่าเป็นอันใดไป นางรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
เยว่หลานไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของอาซิน หลังจากยืมเกวียนจากคนในหมู่บ้านได้แล้ว พวกเขาก็แบกหมีควายขึ้นเกวียน เตรียมนำไปขายในเมือง
ชาวบ้านตื่นเต้นเป็นอย่างมาก พวกเขาเข้ามาช่วยยกตัวหมีควายขึ้นเกวียน และยังมีเด็กหนุ่มอีกหลายคนที่อยากตามเข้าไปในเมืองด้วย
เดิมทีเยว่หลานอยากพาอาซินไปด้วย ทว่าเขารู้จักนิสัยของอาซินเป็นอย่างดี นางไม่ชอบทำตัวโดดเด่น ดังนั้นจึงไม่ได้ชวนนางไปด้วย เพียงหันไปส่งสายตาให้เฟยซุ่ย เพื่อให้นางคอยดูแลอาซินให้ดี
เฟยซุ่ยไม่อยากสนใจเขา ดังนั้นนางจึงเบือนหน้าไปอีกทาง ในเมื่อนางมาถึงที่นี่แล้ว นางจะไม่รู้หน้าที่ของตนเองได้อย่างไร ?
อาซินเห็นฉากนี้กับตาของตนเอง นางรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าหมู่บ้านอย่างเงียบ ๆ
สองนายบ่าวและชาวบ้านกลุ่มหนึ่งช่วยกันขนหมีควายตัวนั้นไปขายในตัวเมือง หมีควายตัวนั้นราคาดีเป็นอย่างมาก พวกเขาได้เงินมาเกือบ 300 ตำลึง
ชาวบ้านที่ติดตามมาด้วยต่างก็อิจฉาไปตาม ๆ กัน เงิน 300 ตำลึงเชียว พวกเขาไม่เคยเห็นเงินมากมายเพียงนี้มาก่อน
เยว่หลานเข้าใจเรื่องทางโลกเป็นอย่างดี หลังจากรับเงินมาแล้ว เขาแบ่งเงินในหยิ่งอีก้อนหนึ่ง แล้วออกคำสั่งว่า “ให้พวกพี่ชายในหมู่บ้านพาเจ้าไปซื้อวัตถุดิบ แล้วใช้เกวียนเทียมวัวขนกลับไป พวกเราเพิ่งมาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยทักทายคนในหมู่บ้านดี ๆ เลยสักครา วันนี้ได้เงินมาไม่น้อย พวกเราเลี้ยงอาหารคนในหมู่บ้านสักมื้อ ทุกคนจะได้ร่วมสังสรรค์และทำความรู้จักกันไปด้วย”