หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1122 เข้าใจผิดแล้ว
ตอนที่ 1122 เข้าใจผิดแล้ว
เยว่หลานครุ่นคิดในใจว่า…เขาอยากแต่งอาซินเข้าบ้านตอนนี้เลยด้วยซ้ำ
พวกเขาสองคนเสียเวลามาหลายปีแล้ว เขาอยากจะอยู่กับนางและมอบฐานะที่ถูกต้องให้กับนาง
แต่จะรีบร้อนอย่างที่คิดไม่ได้ เพราะตอนนี้อาซินจำเขาไม่ได้ และเขาก็ไม่อยากให้อาซินจำเรื่องราวอันน่าเจ็บปวดเหล่านั้นในอดีตได้ด้วย ดังนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา ทำให้นางกลับมาหลงรักตนเองอีกครา
แม้ว่าจะยุ่งยากไปสักหน่อย แต่เพื่อนางแล้ว เขายินดีที่จะสละทั้งเวลาและแรงกายแรงใจ
เฟยซุ่ยรู้สึกอิจฉาอาซินมากยิ่งนัก หลังจากผ่านเรื่องราวมามากมายเพียงนั้น ทว่าชายหนุ่มผู้นี้ก็ยังปฏิบัติต่อนางเหมือนตอนแรก เห็นนางเป็นดั่งสมบัติล้ำค่า
“อาซินกลับเข้าบ้านไปแล้ว ทางที่ดีที่สุดท่านควรรีบสารภาพความในใจกับนางเสีย เรื่องของความรู้สึก หากทำให้คลุมเครือนานเกินไป มันไม่ใช่เรื่องดีอันใด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าจะเกิดอันใดขึ้นบ้างในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นเวลาจะทำอันใดต้องทำให้เด็ดขาด วันข้างหน้าจะได้ไม่เสียใจในภายหลัง”
หากตอนนั้น นางและคนผู้นั้นเปิดอกคุยกันตรง ๆ แม้ว่าจะอยู่กันคนละภพ แต่อย่างน้อยก็ยังได้รู้ความในใจของกันและกัน และนางคงไม่เสียใจมากเพียงนี้ ทุกคราที่หวนคิดถึง นางมักจะรู้สึกผิดที่ตนเองไม่ได้สารภาพความในใจออกไป ปล่อยให้เขาตายทั้งที่ยังไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของนาง
เยว่หลานพอรู้เรื่องในอดีตของนางมาบ้าง ดังนั้นเขาจึงเข้าใจในคำเอ่ยของนางทันที และอดไม่ได้ที่จะตบบ่านางเพื่อปลอบประโลม “เจ้าควรเดินออกมาได้แล้ว”
เฟยซุ่ยหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “ข้าเดินออกมานานแล้ว”
ก็แปลกน่ะสิ
เยว่หลานมุ่ยปาก คนที่เดินออกมาแล้ว จะมีสภาพแบบนี้ได้อย่างไร ?
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากยอมรับ เขาก็ไม่จำเป็นต้องเปิดโปงนาง ไม่เช่นนั้นจะทำให้นางรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม
เขาโชคดีกว่าเฟยซุ่ยมาก เพราะอย่างน้อยเมี่ยวซินก็ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขายังสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ในอนาคต
ในขณะที่เขากำลังมีความสุข เขากลับไม่รู้เลยว่าอาซินที่อยู่ในบ้านเข้าใจเขาผิดยิ่งกว่าเดิม
อาซินเป็นหญิงสาวที่มีความคิดไร้เดียงสา เมื่อได้ยินเยว่หลานเอ่ยว่าตนเองหมั้นหมายแล้ว นางก็รู้สึกทนไม่ไหว
นางก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดตนเองถึงรู้สึกแบบนี้ รู้สึกเพียงว่าภายในใจเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ถึงขั้นอยากร้องไห้ออกมา
เพราะกลัวว่าจะทำตัวเสียกิริยาในลานบ้าน ดังนั้นนางจึงรีบวิ่งกลับเข้ามาในบ้าน เดิมทีคิดจะยืนมองเขาจากที่ไกล ๆ แต่พอเห็นเขาเข้าไปสนทนากับเฟยซุ่ย ท่าทางของเขาดูผ่อนคลาย สนุกสนาน ทั้งยังกลอกตาเป็นครั้งครา เขาปฏิบัติต่อเฟยซุ่ยราวกับคุ้นเคยกันอย่างไรอย่างนั้น ทำให้นางเข้าใจว่า…สตรีที่หมั้นหมายกับเยว่หลานก็คือเฟยซุ่ย
ใช่แล้ว ! แค่มองดูก็รู้แล้วว่าเฟยซุ่ยไม่ใช่คนธรรมดา บรรยากาศรอบตัวนางค่อนข้างเยือกเย็น ทั้งยังตัดสินใจได้เด็ดขาด ไม่มีทางเป็นบุตรสาวชาวบ้านทั่วไปอย่างแน่นอน
ส่วนพี่เยว่ก็ไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนกัน และทั้งสองคนยังเป็นชาวต้าโจวอีกด้วย
แม่นางเฟยซุ่ยต้องมาที่นี่เพราะเขาอย่างแน่นอน พวกเขาสองคนมีสัญญาหมั้นหมายต่อกัน การที่แม่นางเฟยซุ่ยมาหาเขา ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้วไม่ใช่หรือ ?
อาซินดำดิ่งเข้าสู่ทางตันชั่วพริบตา นางคิดว่าความคิดในหัวของนางถูกต้อง
ทว่าทันใดนั้น ก็มีเสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็กหนุ่มสองสามคนดังขึ้นมาในลานบ้าน “พี่เยว่ช่างร้ายกาจยิ่งนัก ถึงกับสามารถล่าหมีควายตัวใหญ่มาได้ ต่อไปข้าคงต้องมาขอคำแนะนำเรื่องล่าสัตว์จากพี่เยว่บ้างแล้ว หากพี่เยว่พาพวกเราขึ้นเขาไปด้วยได้ นั่นจะสุดยอดยิ่งกว่า”
“พี่เยว่ไม่ใช่แค่ร้ายกาจเท่านั้น ทว่ายังเป็นคนมีน้ำใจและความชอบธรรมอีกด้วย วันนี้เขาซื้อของกลับมาห่อใหญ่ กล่าวว่าซื้อมาให้ภรรยาของเขา ดูท่าอีกไม่นานพวกเราคงได้ดื่มสุรามงคลของพี่เยว่แล้วล่ะ”
เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็ราวกับมีมีดแทงเข้ามาที่หัวใจของนาง อาซินเจ็บจนต้องร่ำไห้ออกมา
เมื่อรู้ตัวว่าตนเองกำลังร้องไห้ อาซินก็เริ่มทำอันใดไม่ถูก
เหตุใดนางต้องร้องไห้ด้วย ? ว่าที่ภรรยามาหาพี่เยว่ ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องดีหรอกหรือ ? คู่รักที่กำลังจะแต่งงานกัน ไม่ใช่ว่านางควรดีใจแทนพี่เยว่หรอกหรือ ?
ทว่าเหตุใดถึงรู้สึกแย่เพียงนี้ กระทั่งรู้สึกไม่ค่อยพอใจอีกด้วย ?
นางเลวเกินไปหรือไม่ ?
เยว่หลานยังไม่รู้ว่าอาซินคิดเรื่องไร้สาระเป็นตุเป็นตะ จนกลายเป็นปัญหาที่นางแก้ไม่ตก เดิมทีเขาคิดจะเข้าไปหาอาซิน ทว่าตอนนี้ในลานบ้านมีคนอยู่มากจนเกินไป เขากับอาซินยังไม่มีสถานะใดต่อกัน ดังนั้นในที่สาธารณะเช่นนี้ รักษามารยาทเอาไว้จะดีกว่า
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเก็บความคิดในใจ แล้วหันไปสนทนากับพวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้านแทน
อาซินเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง แต่ก็ไม่มีผู้ใดเข้ามารบกวนนาง เนื่องจากนางยังไม่ได้ออกเรือน ในวันนี้เด็กหนุ่มที่ยังไม่ได้แต่งงานก็มาร่วมงานเยอะเช่นกัน หากนางจะปลีกตัวออกมาก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่มีผู้ใดคิดว่าเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด
พอถึงยามพลบค่ำ งานเลี้ยงอย่างเป็นทางการก็เริ่มต้นขึ้น
เยว่หลานใจกว้างเป็นอย่างมาก บนโต๊ะล้วนเป็นอาหารจานเนื้อทั้งหมด พ่อครัวที่จ้างมาก็ฝีมือดีมากเช่นกัน เขาทำอาหารได้รสชาติดี ทั้งยังมีหน้าตาสวยงาม ทำให้คนในหมู่บ้านชาวประมงได้เปิดโลกกว้างอีกครา
เดิมทีเยว่หลานคิดจะฉวยโอกาสหลังจากเริ่มงานเลี้ยง หาโอกาสไปพาอาซินออกมานั่งที่โต๊ะด้วย ทว่าผลลัพธ์กลับถูกเด็กหนุ่มสองสามคนที่ช่วยขนหมีควายไปขายในเมืองลากไปนั่งที่โต๊ะด้วย “พี่เยว่ ท่านมานั่งโต๊ะเดียวกับพวกเราเถิด พวกเราพี่น้องจะได้สนทนากันสะดวกหน่อย”
เยว่หลานไม่อาจปฏิเสธได้ ทำได้เพียงนั่งสังสรรค์อยู่กับพวกเขา
เด็กหนุ่มไม่กี่คนนี้กระตือรือร้นเป็นอย่างมาก พวกเขาอยากจะเป็นพรรคพวกเดียวกันกับเยว่หลาน ดังนั้นจึงเอาแต่เรียกเขาว่าพี่ใหญ่ ทั้งยังชนแก้วคราแล้วคราเล่า
เยว่หลานถูกเด็กหนุ่มมอมจนเริ่มลืมตาไม่ขึ้น หลังจากงานเลี้ยงสิ้นสุดลง เขาถูกหยิ่งอีแบกกลับไปที่บ้าน
พอกลับมาถึงบ้านแล้ว เยว่หลานถึงได้ฟื้นขึ้นมา
หยิ่งอีค่อนข้างงุนงง “ฝ่าบาทไม่ได้เมาหรือพ่ะย่ะค่ะ ? ”
เยว่หลานหยิบยาแก้เมาค้างออกมา แล้วเอ่ยว่า “ข้าเตรียมตัวเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว จะถูกเด็กหนุ่มเหล้านั้นมอมเมาได้อย่างไร ? ”
เยว่หลานไม่ได้เมามาหลายปีแล้ว เพราะเขาไม่ได้ดื่มเกินกำลังของตนเอง เขาไม่มีทางปล่อยให้ตนเองเมาง่าย ๆ เป็นแน่
ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ทางฝั่งบ้านยายอู๋มีคนช่วยเก็บข้าวของอยู่ไม่น้อย หากตนเองกลับไปตอนนี้ จะต้องถูกต่อว่าอย่างแน่นอน
เขายังไม่ได้ลงมือตัดเย็บเสื้อผ้าให้อาซินเลย เช่นนั้นก็ทำเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนก็แล้วกัน พรุ่งนี้จะได้นำเอาเสื้อผ้าที่เขาตัดเย็บเองกับมือไปให้อาซิน
เขารีบทำทุกอย่างให้เสร็จ ครานี้เขามีเวลาออกมาแค่สามวันเท่านั้น วันมะรืนเขาต้องเดินทางกลับแล้ว ดังนั้นเวลาที่เหลืออยู่มีไม่มากแล้ว
โชคดีที่เขามีความสามารถในด้านนี้อยู่แล้ว แม้ว่าเขาจะไม่เคยวัดตัวอาซินมาก่อน แต่แค่ลองมองสำรวจคร่าว ๆ ก็รู้ขนาดตัวของอาซินแล้ว เขามีรูปแบบเสื้อผ้าที่จะตัดเย็บอยู่ในหัว ตั้งแต่คิดที่จะตัดเย็บเสื้อผ้าให้อาซินแล้ว
กระทั่งไม่ต้องวาดเส้นบนผ้าด้วยซ้ำ เขาใช้กรรไกรตัดออกมาเลย
หยิ่งอียืนกระสับกระส่ายอยู่ข้าง ๆ เพราะเห็นฝ่าบาททำงานตัดเย็บด้วยตาของตนเอง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ฝ่าบาทจะจัดการเขาอย่างไร ? ห้าอาชาแยกร่าง ? หรือเลาะกระดูก ?
เขาสามารถเลือกวิธีที่ทำให้ตนเองสบายหน่อยและศพยังสมบูรณ์ได้หรือไม่นะ ?
ไหนเลยเยว่หลานจะรู้ว่าองครักษ์รักเงาผู้ที่ภายนอกดูเยือกเย็น ทว่าภายในบ้าคลั่งของเขาผู้นี้กำลังคิดอันใดอยู่ เขายังคงเพ่งสมาธิไปที่การตัดผ้าแต่ละชิ้น แล้วเย็บมันเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว
เช้าวันต่อมา เยว่หลานยังคงนั่งอยู่ที่เดิม หยิ่งอีไปนำเอาอาหารเช้ามาจากบ้านของยายอู๋ จากนั้นก็บอกให้เยว่หลานพักทานมื้อเช้าก่อน แล้วค่อยทำต่อ
ทว่าเยว่หลานไม่สนใจ เขาตั้งหน้าตั้งตาเย็บเสื้อผ้าจนเสร็จ
เวลาล่วงเลยไปถึงยามสาย ในที่สุดเขาก็ตัดเย็บเสื้อผ้าเสร็จ พอลองจินตนาการตอนอาซินสวมใส่มัน เขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
จากนั้นเขาก็หยิบเครื่องประดับขึ้นมาจัดการต่อ