หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1123 เริ่มหวั่นไหว
ตอนที่ 1123 เริ่มหวั่นไหว
รูปแบบของเครื่องประดับเหล่านี้ดูเชยและล้าสมัยเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงทำการรื้อเครื่องประดับ แล้วเลือกชิ้นที่ดีที่สุดมาประดับเข้าด้วยกันใหม่ เพียงเท่านี้ก็ได้เครื่องประดับศีรษะที่แปลกใหม่แล้ว
หากตั้งใจทำอันใด เวลาจะผ่านไปไวเป็นอย่างมาก เพียงชั่วพริบตาเวลาก็ล่วงเลยมาถึงยามอู่แล้ว
เฟยซุ่ยนำอาหารกลางวันมาส่ง นางเห็นเยว่หลานกำลังแยกชิ้นส่วนเครื่องประดับและประกอบใหม่อีกคราอยู่ที่ลานบ้าน ดังนั้นนางจึงเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มว่า “เป็นถึงองค์จักรพรรดิแต่กลับมานั่งทำอันใดเหล่านี้ด้วยตนเอง หากขุนนางของท่านมาเห็น คงจะพากันอ้าปากค้าง”
เยว่หลานไม่สนใจ เพราะเฟยซุ่ยรู้เรื่องเหล่านี้ตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว เขาเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นไปมอง “เหตุใดเจ้าถึงมาส่งอาหารได้เล่า ? ”
เฟยซุ่ยยักไหล่ แล้วตอบกลับไปว่า “แม่นางอาซินให้ข้ามา เหมือนว่านางกำลังอารมณ์ไม่ดีสุด ๆ เลยล่ะ”
มือที่กำลังเคลื่อนไหวของเยว่หลานหยุดชะงัก จากนั้นก็รีบเงยหน้าขึ้นทันใด “นางเป็นอันใด ? ”
แน่นอนว่าเฟยซุ่ยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร เนื่องจากตอนที่อาซินขอให้ตนนำอาหารมาส่ง นางเอ่ยถามด้วยท่าทางลังเลว่า “แม่นางเฟยซุ่ย เจ้ากับพี่เยว่เคยรู้จักกันมาก่อนใช่หรือไม่ ? เจ้ามาที่นี่เพราะเขาใช่หรือไม่ ? ”
ตอนนั้นนางไม่ได้คิดอันใดมาก เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น
เพราะพวกเขารู้จักกันมานานมากแล้ว และสาเหตุที่ตนเองต้องมาที่นี่ ก็เป็นเพราะเยว่หลานไปขอร้อง
แต่พอเงยหน้าขึ้นอีกครา กลับเห็นสีหน้าใจสลายของอาซิน ดังนั้นนางถึงได้ทราบว่าอาซินกำลังเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเยว่หลานผิดไป ในขณะที่นางกำลังจะอธิบาย อาซินกลับเดินหนีเข้าบ้านเสียก่อน
เฟยซุ่ยคิดว่า…หากให้นางเป็นคนอธิบายเรื่องนี้ สู้ให้เยว่หลานไปอธิบายเองจะดีกว่า หากเยว่หลานไปอธิบาย อาจจะช่วยให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนมั่นคงขึ้น เช่นนี้ดีต่อทุกฝ่าย
อาซินแอบร้องไห้ในห้องนอนชั่วครู่
เมื่อคืนนางนอนไม่ค่อยหลับ พอหลับตา ในสมองก็ปรากฏภาพตอนที่เยว่หลานเอ่ยว่าตนเองมีสัญญาหมั้นหมายแล้ว
นางรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เสียใจจนน้ำตาไหลออกมาหลายครา
ตอนนี้นางเข้าใจความรู้สึกของตนเองแล้ว เหมือนว่านางจะเริ่มหลงรักเยว่หลานขึ้นเล็กน้อยแล้ว
ไม่เช่นนั้นเหตุใดนางถึงรู้สึกเสียใจเพียงนี้เล่า ?
นางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองไปหลงรักเขาตั้งแต่เมื่อใด บางทีอาจจะเป็นตอนที่เขาช่วยนางเอาไว้ หรือเป็นตอนที่เขาชี้แนะนาง ไม่ก็เป็นตอนที่เขาช่วยแก้สถานการณ์ให้นาง
ถึงว่าเหตุใดช่วงหลายวันมานี้ นางมักคิดถึงเขาตลอด คิดถึงสภาพมอมแมมตอนก่อไฟของเขาและปลาย่างไหม้เกรียม ก็เห็น ๆ อยู่ว่าเขาต้องการมาขอข้าวกิน แต่กลับไม่กล้าเอ่ยออกมาตรง ๆ จำเป็นต้องหาข้ออ้างมาขอกินด้วย ทุกด้านของเขาล้วนน่าขันและน่ารัก เขาเป็นบุรุษที่หล่อเหลาและสง่างามผู้หนึ่ง แต่กลับทำตัวเหมือนเด็กโง่ ไม่วางมาดแม้แต่น้อย
ช่วงที่เขาขึ้นเขาไปล่าสัตว์ จิตใจของนางมักไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะกังวลว่าเขาจะไปประสบพบเจอกับอันตรายในป่า แล้วดูแลตนเองได้ไม่ดี ตอนที่เข้าใจผิดคิดว่าเขาประสบกับเรื่องอันตรายมา ปฏิกิริยาของตนเองคือประหม่าจนขาสั่น นั่นล้วนเป็นเพราะในใจของตนมีเขาอยู่
ทว่านางยังไม่ทันได้เข้าใจความรู้สึกของตนเอง เขาและนางก็เป็นดั่งห่านกับหงส์ที่ไม่อาจล่วงล้ำมาหากันได้แล้ว
เขามีสัญญาหมั้นหมายติดตัว และว่าที่ภรรยาของเขาก็มาหาถึงที่แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงร้องไห้เสียใจตลอดทั้งคืน
ทว่าสุดท้ายแล้วภายในใจก็ยังหลงเหลือความไม่พอใจ นางยังอยากจะพิสูจน์ เพราะถ้าหากเฟยซุ่ยไม่ได้เป็นอันใดกับพี่เยว่ขึ้นมาเล่า ?
แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นพี่เยว่มาที่บ้านสักที
ด้วยเหตุนี้นางจึงขอให้เฟยซุ่ยนำอาหารไปส่งให้พี่เยว่ จากนั้นก็เอ่ยถามสองคำถามนั้น เพราะพิสูจน์กับผู้ใดก็เหมือนกันนั่นแหละ หากพวกเขาเกี่ยวข้องกัน เฟยซุ่ยจะต้องยอมบอกนางอย่างแน่นอน
ตอนเฟยซุ่ยพยักหน้ายอมรับ นางทนไม่ไหวจริง ๆ นางไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าเฟยซุ่ย จนเป็นเหตุทำให้เฟยซุ่ยกับพี่เยว่ผิดใจกัน ดังนั้นนางจึงรีบเดินหนีเข้าบ้าน
ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง นางคิดไม่ผิดเลยสักนิด
พี่เยว่ที่นางหลงรัก เป็นคู่หมั้นของแม่นางเฟยซุ่ย
อาซินซ่อนตัวอยู่ในห้องและลอบร้องไห้ใต้ผ้าห่มอย่างเงียบ ๆ
ยายอู๋ผลักประตูเข้ามา พบว่านางกำลังร้องไห้อยู่ ดังนั้นจึงตื่นตกใจขึ้นมาทันใด “อาซิน นี่หลานเป็นอันใดไป ? ”
อาซินไม่กล้าเอ่ยเรื่องในใจของตนเองออกมา เพราะเรื่องนี้ดูไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าใดนัก เมื่อหลายวันก่อนนางเพิ่งบอกกับอาม่าไปว่าไม่อยากออกเรือน ทว่าตอนนี้ตนเองกลับหลงรักพี่เยว่ และพี่เยว่ยังมีสัญญาหมั้นหมายอยู่แล้วด้วย
หากอาม่ารู้เรื่องนี้ อาม่าจะมองนางอย่างไรเล่า ?
นอกจากนี้นางจะบอกเรื่องนี้ให้ผู้อื่นรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะแม่นางเฟยซุ่ยจะให้นางรู้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะอีกฝ่ายต้องดั้นด้นมาหาพี่เยว่นับหมื่นลี้ หากนางรู้ความในใจของตนเอง นางอาจจะเข้าใจพี่เยว่ผิดไปก็ได้
ความคิดของนางไม่บริสุทธิ์ เกิดความคิดไม่สมเหตุสมผลกับพี่เยว่ หากเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อการแต่งงานของพวกเขา นางจะต้องบาปมหันต์เป็นแน่
ด้วยเหตุนี้อาซินจึงเอ่ยด้วยดวงตาแดงก่ำว่า “อาม่า ข้าไม่เป็นไร ข้าแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายก็เท่านั้น”
ยายอู๋เห็นนางเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ พอได้ยินว่านางไม่สบาย จึงรีบเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ “อาซิน เจ้าไม่สบายตรงที่ใดอย่างนั้นหรือ ? ร้ายแรงหรือไม่ ? ไม่ได้การล่ะ หลานรออยู่ที่บ้านนะ ยายจะไปเชิญหมอมา”
อาซินรีบห้ามนางทันใด “อาม่า ข้าไม่ได้เป็นอันใดมาก เพียงแค่…เพียงแค่เบื่อจนวิตกกังวล ตอนนี้สบายขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”
ยายอู๋รู้สึกงุนงง “เหตุใดอยู่ดี ๆ หลานถึงเบื่อเล่า ? อาซิน หลานเริ่มนึกถึงเรื่องในอดีตได้แล้วใช่หรือไม่ ? ”
อาซินเริ่มรู้สึกผิด แต่นางก็ยังพยักหน้าตามคำเอ่ยของยายอู๋ “นึกออกบางส่วนเจ้าค่ะ”
เมื่อยายอู๋เห็นนางร้องไห้จนเป็นแบบนั้น จึงคิดว่าอดีตของนางคงจะขมขื่นมากยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงลูบหัวอาซินด้วยความเอ็นดู “เด็กดี ไม่ต้องร้องแล้ว เรื่องพวกนั้นผ่านพ้นไปแล้ว คนเราน่ะ หากอยากใช้ชีวิตให้ดี ก็ต้องก้าวไปข้างหน้า เรื่องที่ผ่านมาแล้ว ก็ไม่ต้องคิดถึงมันอีก มองไปข้างหน้า ชีวิตยังอีกยาวไกล เรื่องดี ๆ ยังรอเจ้าอยู่นะรู้หรือไม่ ? ”
หลังจากอาซินได้ยินคำเอ่ยเหล่านี้แล้ว นางก็ปวดใจยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นจึงรีบเข้าไปสวมกอดยายอู๋แล้วร่ำไห้ออกมาอีกครา
อีกฝั่งหนึ่ง หลังจากเยว่หลานฟังคำบอกเล่าของเฟยซุ่ยจบแล้ว เขาจึงรีบลุกขึ้นยืนทันใด หลังจากหยิบเครื่องประดับและเสื้อผ้าที่ลงมือตัดด้วยตนเองขึ้นมาแล้ว เขาก็รีบพุ่งตัวออกไปทันที
ตอนเยว่หลานมาถึงบ้านยายอู๋ อาซินยังคงสะอื้นไห้อยู่
“อาซิน อาซิน เจ้าอยู่หรือไม่ ? ”
เยว่หลานทนฟังเสียงร้องไห้ของนางไม่ไหว เพียงแค่นางสะอื้นเล็กน้อย หัวใจของเขาก็บิดเบี้ยวแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงรีบขานเรียกนาง
อาซินได้ยินเสียงเขาจากในบ้าน นางจึงตกตะลึงไปชั่วครู่ เหตุใดพี่เยว่ถึงมาหานางได้เล่า ?
ยายอู๋ตบหลังนางเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม จากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า “ประเดี๋ยวยายจะออกไปดูว่าอาหลานมีเรื่องอันใด ส่วนหลานก็เลิกร้องได้แล้ว ร้องไห้มาก ๆ ไม่ดีต่อดวงตานะ”
หลังจากอาซินได้ยินเสียงของเยว่หลาน น้ำตากลับไหลลงมาเยอะยิ่งกว่าเดิม แต่เพราะไม่อยากให้ยายอู๋เป็นห่วง นางจึงพยายามสะกดกลั้นเอาไว้
ยายอู๋ลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไป พร้อมกับเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “อาหลาน เจ้ามีธุระอันใดกับอาซินหรือ ? ตอนนี้นางไม่ค่อยสบาย กำลังพักอยู่ในบ้านน่ะ”
เยว่หลานคิดว่าอย่างไรก็ควรบอกเรื่องนี้กับยายอู๋ ด้วยเหตุนี้เขาจึงดึงยายอู๋ไปยังหลังบ้าน
“อาม่า ข้ามีเรื่องหนึ่งต้องบอกท่าน”
ยายอู๋เห็นเขาเป็นเหมือนหลานแท้ ๆ ของตนเองไปแล้ว พอเห็นเขาทำตัวกระมิดกระเมี้ยน จึงเอ่ยถามพร้อมด้วยรอยยิ้มว่า “เรื่องอันใดหรือ ? คงไม่ได้อยากให้อาม่าจัดงานแต่งให้เจ้าหรอกนะ ? ”