หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1134 วิธีการสุดโต่ง
ตอนที่ 1134 วิธีการสุดโต่ง
บ้าไปแล้ว บ้ากันหมด
นี่เป็นความคิดเพียงหนึ่งเดียวในใจเหล่าขุนนาง
ไม่รู้ว่าฝ่าบาทเป็นบ้าอันใด อยู่ ๆ ก็จัดการกับเฉาเซียงกัว จากนั้นยังฉีกหน้าลี่ไท่เฟย นำเอาเรื่องน่าอับอายเหล่านั้นออกมาประจาน ทำให้เกียรติยศของราชวงศ์ถูกเหยียบจนจมดิน
การกระทำเหล่านี้อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน พวกเขาต่างก็อกสั่นขวัญแขวน เริ่มกลัวว่าฝ่าบาทจะหันมาเด็ดหัวตนเองแทน
ลี่ไท่เฟยถูกปลดออกจากตำแหน่งกลายเป็นสามัญชนไม่ว่า แต่กลับถูกลากออกไปประหารครึ่งท่อนในตอนนั้นเลย
ความโหดร้ายของการประหารครึ่งท่อนคือหลังจากสำเร็จโทษแล้ว คนจะไม่ตายในทันที จะต้องเห็นร่างกายของตนเองขาดเป็นสองท่อน แล้วปล่อยให้เลือดไหลจนตาย
ความตายเช่นนี้โหดร้ายยิ่งนัก โดยทั่วไปแล้วจะใช้กับนักโทษที่เลวทรามมากจริง ๆ
ทว่าฝ่าบาทกลับสำเร็จโทษมารดาผู้ให้กำเนิดตนเองด้วยวิธีนี้ เหล่าขุนนางพากันอกสั่นขวัญแขวน หวาดกลัวจนไม่กล้าหยิบยกเรื่องนี้มาเอ่ยอีก เพราะกลัวว่าจะนำพาหายนะมาสู่ตนเองและครอบครัว
นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เฮ่อเหลียนจวิ้นได้ทิ้งชื่อเสียงทรราชไม่ยอมรับญาติมิตรไว้ภายในใจราษฎรแคว้นเป่ยตี้
แต่เฮ่อเหลียนจวิ้นกลับไม่สนว่าผู้อื่นจะมองตนเองอย่างไร ภายในใจของเขามีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือบีบบังคับให้เฉาหยูนำตัวอาซินออกมา
หลังจากจับกุมคนตระกูลเฉามาเก้าชั่วโคตรแล้ว เฮ่อเหลียนจวิ้นก็ได้สั่งให้คนเขียนโทษทั้งหมดของเฉาหยูออกมา แล้วนำไปติดประกาศทั่วทั้งเมืองหลวง
โทษและหลักฐานถูกแยกแยะไว้ชัดเจน ทุกข้อกล่าวหามีหลักฐานยืนยันได้ ทำให้ผู้คนเชื่อถือ
นอกจากนี้เฮ่อเหลียนจวิ้นยังติดประกาศอีกแผ่น จุดประสงค์ก็เพื่อเตือนเฉาหยูที่กำลังหลบหนี หากเฉาหยูไม่ออกมาปรากฏตัวภายในสามวันนี้ เขาจะฆ่าคนตระกูลเฉาทีละคน ฆ่าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมด
เมื่อประกาศฉบับนี้ถูกประกาศออกไป เมืองหลวงก็โกลาหลขึ้นมาทันใด
ตอนนี้พี่น้องไม่กี่คนของเฮ่อเหลียนจวิ้นได้หนีออกไปจากวังหลวงหมดแล้ว พวกเขากล่าวว่าเฮ่อเหลียนจวิ้นอำมหิตจนเกินไป อาจทำให้ราชสำนักระส่ำระส่าย
เฮ่อเหลียนจวิ้นขี้เกียจจะสนทนากับคนไม่ได้เรื่องอย่างพวกเขา เพียงออกราชโองการเรียกทหารส่วนพระองค์และทหารรักษาการณ์มาประจำการที่เมืองหลวง
ทหารรวมกันกว่าแสนนาย นี่เป็นฉากที่อลังการอย่างมาก
อ๋องเหล่านั้นพากันหัวหดด้วยความตื่นตกใจ
เฮ่อเหลียนจวิ้นในเวลานี้ ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะผิดใจด้วยได้อีกต่อไป
เวลาล่วงเลยไปกว่าสามวัน แต่กลับยังไม่มีข่าวคราวของเฉาหยูแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้เฮ่อเหลียนจวิ้นจึงออกคำสั่ง เลือกคนในตระกูลเฉาออกมาสองสามคน แล้วลงโทษประหารต่อหน้าชาวเมือง
ผู้ที่ถูกประหารชุดแรกคือพี่น้องของเฉาหยู ส่วนภรรยา บุตรและบิดามารดาของเฉาหยู เขาจะยังไม่แตะต้องเป็นการชั่วคราว เพราะนั่นเป็นไพ่ตายที่เขาจะไว้ใช้ควบคุมเฉาหยู
หลังจากประหารชุดแรกเสร็จ เฮ่อเหลียนจวิ้นสั่งให้คนนำศพไปแขวนไว้ที่กำแพงเมือง
เขารู้ว่าเฉาหยูยังคงอยู่ในเมืองหลวง ไม่ได้ออกไปที่ใด
เขาต้องการให้เฉาหยูเห็นญาติของตนเองตกตายไปทีละคน !
มีเพียงวิธีการนี้เท่านั้น ถึงจะบีบให้เฉาหยูนำตัวอาซินออกมาได้
ตลอดหลายวันมานี้ชาวเมืองต่างก็หวาดกลัวเป็นอย่างมาก พวกเขากลัวว่าองค์จักรพรรดิจะคลุ้มคลั่งจนฆ่าทุกคนในเมืองหลวง และกลัวว่าเฉาหยูจะเข้ามาโจมตีเมืองหลวงตลอดเวลา ประตูเมืองถูกสั่งปิด ห้ามเข้าและห้ามออก ทุกคนถูกขังอยู่ในกรงเหล็กอันกว้างใหญ่แห่งนี้
ทุกคนต่างก็เดาว่าอีกไม่นานเฉาเซียงกัวจะต้องเคลื่อนไหวเป็นแน่ เพราะคนในตระกูลของเขามีเกือบพันชีวิต ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีทางทนดูคนในครอบครัวของตนถูกฆ่าได้หรอก
แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีข่าวคราวของเฉาเซียงกัว ราวกับเขาได้หายไปจากโลกอย่างไรอย่างนั้น
เหล่าราษฎรต่างก็ถกเถียงกันอย่างสนุกปาก
ก่อนหน้านี้มีคนเอ่ยว่าเฮ่อเหลียนจวิ้นเหี้ยมโหด แม้แต่มารดาผู้ให้กำเนิดก็ยังฆ่าได้ลงคอ ทว่าตอนนี้ดูเหมือนเฉาเซียงกัวก็ไม่ได้แตกต่างจากเฮ่อเหลียนจวิ้นเลยสักนิด
ชีวิตคนในตระกูลกว่าพันคน หนึ่งในนั้นยังมีบิดามารดา ภรรยาและบุตรของตนเองด้วย แต่เขากลับไม่ยอมปรากฏออกมา ปล่อยให้คนในตระกูลถูกสังหารไปทีละคน
พวกเขาบ้าไปแล้วหรือ ?
ราษฎรอย่างพวกเขาไปก่อกรรมทำเข็ญอันใดมา ถึงต้องมาเผชิญกับเรื่องเช่นนี้
ไม่ว่าวันหน้าผู้ใดจะได้ครอบครองบัลลังก์ ก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาทั้งนั้น
ทว่าตอนนี้พวกเขาสองคนมีอำนาจเหนือผู้ใด ไม่มีใครห้ามปรามพวกเขาได้
หลายวันต่อจากนั้น เฮ่อเหลียนจวิ้นสั่งประหารคนตระกูลเฉาวันละชุด หลังจากสังหารเสร็จก็นำเอาศพไปแขวนไว้ที่กำแพงเมือง พอหลายวันเข้า ศพที่ตากแดดอยู่บนกำแพงเริ่มส่งกลิ่นเหม็น แมลงวันบินว่อน ศพเมื่อสองวันก่อนหน้านั้นถูกเปลี่ยนลงมาบ้างแล้ว ไม่ใช่ว่ากำแพงไม่มีที่ให้แขวนหรอกนะ ทว่าศพเหล่านั้นส่งกลิ่นเหม็นจนเกินไป
ด้านนอกเมืองหลวง
เฉาหยูมองศพไร้ศีรษะบนกำแพง จากนั้นเขาก็กำหมัดแน่น
ลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เกลี้ยกล่อมว่า “นายท่าน พวกเรารีบไปกันเถิดขอรับ หากยังอยู่ที่นี่ต่อ อาจจะถูกเจอตัวได้ง่าย ๆ นะขอรับ”
เฉาหยูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “อีกนานเพียงใดตัวประกันถึงจะถูกส่งมา ? ”
ลูกน้องคนสนิทตอบกลับเสียงเบา “ถึงหมู่บ้านชาวประมงจะอยู่ติดกับพรมแดนแคว้นเป่ยตี้ของพวกเรา แต่ต้องใช้เวลาเดินทางมายังเมืองหลวงราวเดือนหนึ่งขอรับ คนของพวกเรากำลังรีบเดินทางมา ทว่าคนของเฮ่อเหลียนจวิ้นก็ออกตามหาทั่วทุกหนแห่ง เกรงว่าคงต้องเลื่อนออกไปนานกว่านั้นขอรับ”
เฉาหยูตะคอกด้วยความโมโหว่า “ไม่ว่าจะใช้วิธีการอันใด ข้าจะต้องได้เห็นตงเมี่ยวซินภายในครึ่งเดือนนี้ ! ”
เขาก็มีทหารของตนเองเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับทหารในมือของเฮ่อเหลียนจวิ้นแล้ว ไม่เพียงต่างกันแค่จำนวนเท่านั้น ทว่าในด้านพละกำลังก็ยังต่างกันไม่น้อย
เดิมทีเขาคิดว่าจะรอให้ตัวประกันมาถึง แล้วค่อยไปสู้กับเฮ่อเหลียนจวิ้น แบบนั้นถึงจะมีชัยมากกว่า แต่คาดไม่ถึงว่าเจ้าบ้าเฮ่อเหลียนจวิ้นจะอำมหิตถึงเพียงนี้ ฆ่าญาติพี่น้องเขาไม่ว่า แต่กลับยังนำเอาศพมาแขวนไว้บนกำแพงเมืองอีกด้วย
เขาสุดจะทนแล้ว !
ตัวเขาเป็นขุนนางมานานเพียงนี้ แม้แต่จักรพรรดิพระองค์ก่อนก็ยังเกรงใจเขาอยู่บ้าง
แต่คาดไม่ถึงว่าจะถูกลูกจิ้งจอกที่ตนเองเลี้ยงดูมาปฏิบัติด้วยเช่นนี้ !
เมื่อนึกถึงครอบครัวของตนเอง เฉาหยูก็ไม่อยากรออีกต่อไป เขาอยากบุกโจมตีเมืองหลวง แล้วรบกับเฮ่อเหลียนจวิ้นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย !
ลูกน้องผู้นั้นไม่กล้าเถียง แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่น่าเป็นไปได้ก็ตาม
ลูกน้องอีกคนเอ่ยออกมาด้วยความระมัดระวังว่า “นายท่าน ข้าน้อยมีวิธีขอรับ ก่อนหน้านี้นางไป๋เคยพาสตรีผู้หนึ่งเข้าวังไม่ใช่หรือขอรับ ? สตรีผู้นั้นหน้าตาเหมือนตงเมี่ยวซินเป็นอย่างมาก หากพวกเราให้นางปลอมตัวเป็นตงเมี่ยวซิน เช่นนี้พวกเราอาจจะควบคุมเฮ่อเหลียนจวิ้นไว้ได้ชั่วคราวนะขอรับ”
เฉาหยูคิดตาม คิดว่าลองดูก็ไม่ได้เสียหายอันใด ด้วยเหตุนี้เขาจึงรีบออกคำสั่ง ให้นำตัวสตรีผู้นั้นมา
เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงแดดเจิดจ้าจนทำให้คนลืมตาไม่ขึ้น ในลานประหารมีเพียงเสียงลมและเสียงจักจั่น ไม่มีผู้ใดมาห้อมล้อมเลยสักคนเดียว
ประหารติดต่อกันเกือบสิบวัน เหล่าราษฎรจึงไม่กล้ามามุงดูแล้ว
ในช่วงสองสามวันแรก มีราษฎรมามุงดูไม่น้อย ทว่าตอนนี้ไม่มีผู้ใดกล้ามาอีก
ประหารคนสิบกว่าคนในทุกวัน ภาพนองเลือดนั่น ไม่มีผู้ใดทนมองต่อไปได้จริง ๆ
เฮ่อเหลียนจวิ้นนั่งอยู่บนแท่นสูง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนและความอดกลั้น
นี่เป็นวันประหารวันที่เก้าแล้ว ทว่าเฉาหยูกลับยังไม่ปรากฏตัวออกมา และยังหาร่องรอยของตงเมี่ยวซินไม่พบอีกด้วย
ตัวเขาก็ไม่ใช่คนโรคจิตแต่อย่างใด การเฝ้าดูคนตระกูลเฉาถูกประหารทุกวัน ก็เป็นการทรมานตนเองเช่นเดียวกัน ทุกคราที่เขาหลับตา ภาพที่ผุดขึ้นมาในหัว มักจะเป็นฉากนองเลือดเสมอ
ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น หากไม่ทำแบบนี้ เฉาหยูคงไม่นำตัวภรรยาของเขาออกมาเช่นกัน
เฮ่อเหลียนจวิ้นหลับตาลงช้า ๆ แล้วเค้นเสียงดังฮึ
หยิ่งอีปรบมือส่งสัญญาณ ทันใดนั้นทหารก็พาตัวนักโทษเข้ามาในลานประหาร
เมื่อนักโทษเห็นเฮ่อเหลียนจวิ้น พวกเขาจึงรีบคุกเข่าร้องขอความเมตตาทันที “ฝ่าบาทได้โปรดไว้ชีวิตด้วย ฝ่าบาทปล่อยพวกเราไปเถิด พวกเราไม่รู้เรื่องเลยสักนิด พวกเราล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ ขอฝ่าบาททรงเมตตา ไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด”
เฮ่อเหลียนจวิ้นยังคงทำหน้าเย็นชา ทำเป็นไม่ได้ยินคำขอร้องของคนเหล่านี้ เพียงรอให้ถึงเวลาประหารอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น
หลังจากคนตระกูลเฉาอ้อนวอนได้สักพัก พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าเฮ่อเหลียนจวิ้นไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้จึงหันมาก่นด่าเขาแทน
“เฮ่อเหลียนจวิ้น เจ้าปีศาจไร้มโนธรรม ! เจ้าไม่ตายดีเป็นแน่ ข้าขอสาปแช่งให้เจ้าถูกฟ้าผ่าตาย ตายโดยไม่มีดินกลบหน้า ! ”
“เจ้าจะต้องได้รับบาปกรรม เฮ่อเหลียนจวิ้น ถึงข้าจะตายกลายเป็นผี แต่ข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไปเป็นแน่ ! ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นลืมตาขึ้น จากนั้นก็กวาดตามองคนตระกูลเฉาที่กำลังบ้าคลั่งเหล่านั้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เช่นนั้นเจิ้นจะรอพวกเจ้ามาเอาชีวิต เอาล่ะ ไม่ต้องรอเวลาแล้ว ลงมือได้เลย”
เพชฌฆาตนับสิบคนเดินขึ้นไปบนแท่นประหารพร้อมกับดาบเล่มใหญ่ จากนั้นก็หยิบจอกสุราขึ้นมากระดก ทว่าไม่ได้กลืนลงไป เพียงพ่นสุราลงบนดาบเท่านั้น
เมื่อทุกอย่างพร้อมเสร็จสรรพแล้ว เฮ่อเหลียนจวิ้นจึงหยิบป้ายคำสั่งบนโต๊ะขึ้นมา แล้วโยนลงไปบนพื้น
เมื่อป้ายคำสั่งกระทบพื้น เพชฌฆาตดึงป้ายชื่อบนหลังนักโทษออก จากนั้นก็ยกดาบขึ้นสูง แล้วใช้แรงทั้งหมดฟันลงมาที่คอของนักโทษ
เฮ่อเหลียนจวิ้นหลับตาลง เขาไม่ได้มองฉากนองเลือดนั่น ทว่าหูกลับยังได้ยินอย่างชัดเจน เขาได้ยินเสียงศีรษะกระทบกับกระดานไม้บนลานประหารอย่างชัดเจน
ท้องไส้ปั่นป่วนขึ้นมาทันใด เขาพยายามอดทนเอาไว้ เพื่อไม่ให้ตนเองแสดงอาการผิดปกติ
ทันใดนั้น ก็มีทหารควบม้าเข้ามารายงาน
หลังจากทหารผู้นั้นลงมาจากหลังม้าแล้ว เขาก็รีบคุกเข่าลงกับพื้น “ทูลฝ่าบาท พบทหารม้าของกบฏเฉาที่นอกเมือง พวกเขากำลังตรงมาเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
ในที่สุดก็มาเสียที
เฮ่อเหลียนจวิ้นลืมตาขึ้น จากนั้นก็รีบออกคำสั่งว่า “รีบตามเจิ้นไปที่กำแพงเมือง ! ”
เหล่าองครักษ์รีบคุ้มกันเฮ่อเหลียนจวิ้นออกจากลานประหาร แล้วตรงไปยังกำแพงเมืองทันที
เฉาหยูนั่งอยู่บนหลังม้า มองกำแพงเมืองสูงตระหง่านเบื้องหน้า แววตาฉายความโหดเหี้ยมออกมา เฮ่อเหลียนจวิ้น เจ้าแย่งผืนแผ่นดินไปจากข้า ฆ่าคนในครอบครัวของข้า ข้าจะให้เจ้าชดใช้ด้วยเลือด !
เฮ่อเหลียนจวิ้นใช้ความเร็วสูงสุดขึ้นไปบนกำแพงเมือง ก่อนจะหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมามองลาดเลา
ตอนที่เห็น ‘ตงเมี่ยวซิน’ จากในกล้อง เฮ่อเหลียนจวิ้นก็สั่นเทาไปทั้งร่าง จากนั้นก็กำหมัดแน่น
ทหารของเฉาหยูหยุดอยู่ห่างจากกำแพงเมืองสองถึงสามร้อยเมตร
ระยะห่างนี้ เพียงพอให้เฮ่อเหลียนจวิ้นเห็นฝั่งพวกเขา นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันการโจมตีจากธนูได้อีกด้วย
มีทหารจำนวนหนึ่งยกแท่นสูงที่สร้างด้วยไม้ออกมา เฉาหยูกระโดดลงมาจากหลังม้า แล้วขึ้นไปยืนบนแท่นสูง จากนั้นก็ตะโกนออกมาว่า “เฮ่อเหลียนจวิ้น คนรักของเจ้าอยู่ในมือของข้า หากเจ้าไม่อยากให้นางตาย รีบส่งคนในตระกูลของข้าออกมานอกเมืองมาเสีย ! ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นตะโกนกลับไปว่า “หากอยากให้ข้าปล่อยตัวคนในตระกูลของเจ้า เจ้าก็ปล่อยเมี่ยวซินเสีย ! ไม่เช่นนั้น…”
ในขณะที่เอ่ย เขาก็โบกมือส่งสัญญาณ
ทหารกุมตัวนักโทษเดินขึ้นมาบนกำแพงเมือง
เฮ่อเหลียนจวิ้นสั่งให้คนนำเอาผ้าคลุมหน้านักโทษออก
เฉาหยูใช้กล้องส่องทางไกลมองดูนักโทษบนกำแพงเมือง เขาเคียดแค้นจนต้องหลั่งน้ำตา
เพราะนั่นคือบิดามารดา บุตรและภรรยาของเขาทั้งหมด 19 คน ไม่ขาดแม้แต่คนเดียว อยู่ครบทั้งหมด
เฮ่อเหลียนจวิ้นเป็นดั่งปีศาจร้าย “เฉาหยู ข้าจะนับ 1 ถึง 10 หากเจ้าไม่ปล่อยเมี่ยวซิน ข้าจะผลักคนลงจากกำแพงเมืองทีละคน”
คิดจะใช้เมี่ยวซินมาบีบบังคับเขาอย่างนั้นหรือ เขาหวั่นไหวจริง ๆ นั่นแหละ ทว่าเขาไม่ใช่คนโง่ หากเขาปล่อยตัวประกันเมื่อใด เมี่ยวซินจะต้องไม่รอดเป็นแน่ !