หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1146 ครอบครัวว่าที่สามี
ตอนที่ 1146 ครอบครัวว่าที่สามี
“ท่านพี่ ข้าคิดถึงท่านที่สุด ! ”
หลินซิ่วทำตัวเหมือนตอนยังเยาว์ไม่มีผิด หลังจากมาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลินหร่วนแล้ว นางก็เข้าไปโอบแขนพี่สาว แล้วแนบศีรษะลงราวกับลูกแมว การกระทำเช่นนี้ ทำให้นางสบายใจและมีความสุขเป็นอย่างมาก
หลินหร่วนลูบผมของนางด้วยความรักและเอ็นดู “เจ้าอายุเท่าใดแล้ว ยังจะอ้อนเหมือนตอนเด็กอยู่อีก หากผู้อื่นมาเห็นเจ้าทำตัวแบบนี้ ข้าล่ะอยากจะรู้จริง ๆ ว่าจะมีคนไข้คนใดกล้าตรวจกับเจ้าอีก”
หลินซิ่วฉีกยิ้มจนดวงตาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “ข้าไม่กังวลเรื่องนี้เลยสักนิด หากไม่มีคนมาให้ข้าตรวจ ก็แสดงว่าไม่มีคนป่วย ความปรารถนาสูงสุดของหมอคือใต้หล้าปราศจากโรคภัย”
“ไม่ได้พบกันแค่ไม่กี่ปี เจ้าเติบใหญ่ขึ้นไม่น้อยเลย เป็นผู้ใหญ่กับเขาแล้ว”
หลินหร่วนยังจำตอนที่นางเพิ่งทะลุมิติมายังโลกใบนี้ได้ ตอนนั้นหลินซิ่วผอมแห้งราวกับถั่วงอก หัวใหญ่ตัวเล็ก เส้นผมทั้งเหลืองและแห้ง แม้แต่ตอนเอ่ยก็ยังไม่ค่อยมีแรง
ทว่าตอนนี้กลับสูงพอ ๆ กับนางแล้ว ผิวพรรณขาวผุดผ่อง แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ สภาพหลินซิ่วในปัจจุบัน ถือว่ามาจากน้ำพักน้ำแรงของนางเช่นกัน
เมื่อน้องสาวเติบใหญ่จนสามารถแบกรับภาระในบ้านได้แล้ว พี่สาวอย่างนางก็วางใจ
หลินหร่วนเอ่ยกับหลินซิ่วว่า “ประคองข้าออกไปเดินหน่อยเถิด เจ้าเป็นคนบอกข้าเองไม่ใช่หรือ ว่าให้เดินมาก ๆ หน่อย”
หลินซิ่วรีบเข้าไปประคองนาง “ท่านพี่ เหตุใดถึงไม่พาเจียวเจียวมาด้วยเล่าเจ้าคะ ? ”
“นางแยกจากต้าหู่ไม่ได้ วัน ๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับต้าหู่ แยกจากกันแค่ครู่เดียวก็ไม่ได้ ดังนั้นข้าเลยไม่พานางมาด้วย โชคดีที่น้องชายของนางเชื่อฟังนางมากที่สุด ดังนั้นข้าจึงไม่ได้พามาด้วยทั้งสองคน”
หลินซิ่วเบิกตากว้างทันใด “ท่านพี่ เจียวเจียวมีน้องชายแล้วหรือเจ้าคะ ? ! ”
หลินซิ่วยังไม่รู้เรื่องนี้ หลังจากตัดขาดกัน หลินซิ่วก็ไม่รู้เรื่องราวของหลินหร่วนอีกเลย
หลินหร่วนพยักหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้ม “ใช่ เขาหน้าตาเหมือนข้ามากเลยล่ะ วันข้างหน้าข้าจะพาพวกเขามาหาเจ้าก็แล้วกัน”
หลินซิ่วชะงักไปชั่วครู่ นางรู้สึกว่าช่วงสองสามปีที่ไม่ได้พบกัน นางพลาดช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของท่านพี่ไปไม่น้อย
หากปีนั้นไม่เกิดเรื่องขึ้นก็คงจะดี แบบนั้นนางกับท่านพี่จะยังเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกันมากที่สุด
ทว่าเวลาไม่ย้อนกลับ เมื่อทำพลาดไปแล้ว ก็ไม่อาจกลับไปแก้ไขได้อีก
โชคดีที่ตอนนี้ท่านพี่ดูมีความสุข นางเองก็มีความสุขมากเช่นกัน ท่านพ่อยังคงสบายดี ส่วนท่านพี่หลินหาน นางคิดว่าเขาก็คงสบายดีเช่นกัน
หลินหร่วนรู้ว่าหลินซิ่วกำลังคิดอันใดอยู่ ดังนั้นจึงตบหลังมือนางเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องคิดมาก คนเราต้องก้าวเดินไปข้างหน้า เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จริงสิ ข้าได้ยินว่าเจ้ากำลังจะออกเรือนอย่างนั้นหรือ ? เรื่องใหญ่เพียงนี้ เหตุใดถึงไม่ส่งคนไปบอกข้าหน่อยเล่า ? ”
พอเอ่ยมาถึงเรื่องนี้ หลินซิ่วหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันใด นางรีบก้มหน้าลง อยากจะมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย “พวกผู้ใหญ่กำลังตกลงกัน ข้ากับเขา…ไม่รีบร้อนเจ้าค่ะ”
หลินหร่วนมองดูใบหูที่แดงก่ำของนาง แล้วแกล้งแซวว่า “เจ้ารู้สึกอย่างไรกับเขา ? ชอบเขาหรือไม่ ? หากไม่ชอบ พี่จะช่วยปฏิเสธงานแต่งครานี้ให้เจ้าเอง แล้วหาเจ้าบ่าวที่เจ้าชอบให้ แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว แต่มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าเจ้าเป็นน้องสาวของข้า เพียงแค่ข้าประกาศออกไป ชายหนุ่มทั่วใต้หล้าต้องพากันมาสู่ขอเจ้าอย่างแน่นอน”
หลินซิ่วเขินอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว “ท่านพี่ ! ”
“ดูท่าเจ้าคงชอบเจ้าหมอนั่นน่าดู” เมื่อเห็นท่าทางของเขินอายของหลินซิ่ว หลินหร่วนก็หัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู “มา เล่าที่มาที่ไปกับภูมิหลังครอบครัวของเขาให้พี่ฟังหน่อย พี่จะช่วยเจ้าวิเคราะห์ ดูว่าเขาคู่ควรกับเจ้าหรือไม่”
หลินซิ่วเชื่อใจหลินหร่วนมากที่สุด ภายในใจของนาง หลินหร่วนคือคนที่เก่งกาจที่สุดในใต้หล้า ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงกับนางได้
ด้วยเหตุนี้นางจึงพยายามระงับความเขินอายเอาไว้ แล้วเล่าเรื่องว่าที่สามีของตนเองให้หลินหร่วนฟัง
เขามีนามว่าซูเฉิงซี เป็นบุตรชายคนเดียวของจือโจวเมืองเมืองชิงโจว ตอนนี้อายุ 19 ปี หน้าตาค่อนข้างหล่อเหลา ทั้งยังมากความสามารถ เขาเป็นจู่เหรินรุ่นเยาว์คนหนึ่ง ตระกูลซูถือเป็นตระกูลชนชั้นกลางในราชวงศ์ต้าโจว บรรพบุรุษของเขาอยู่ที่มณฑลว่านชิง ก่อนหน้านี้เป็นตระกูลพ่อค้า แต่พอมาถึงรุ่นซูจือโจวถึงได้มีขุนนางในตระกูล ซูเฉิงซีเป็นคนมีพรสวรรค์มาตั้งแต่ยังเยาว์ ดังนั้นจึงถูกตระกูลซูตั้งความหวังเอาไว้สูง
เดิมทีทั้งสองคนไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกัน แต่เพราะหลินหร่วน ซูจือโจวจึงให้ความสำคัญกับตระกูลหลิน กระทั่งลอบดูแลหลินซิ่วอย่างลับ ๆ หลังจากไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ ซูเฉิงซีกับหลินซิ่วจึงได้พบกันทั้งอย่างนี้
คนหนึ่งเป็นจู่เหรินรุ่นเยาว์ผู้มีหน้าตาหล่อเหลา ส่วนอีกคนเป็นหมอหญิงผู้งดงาม เมื่อทั้งสองได้พบกันบ่อยเข้า เป็นธรรมดาที่จะเกิดความรู้สึกต่อกัน
ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย
แม้ว่าตระกูลหลินจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากหลินหร่วนและไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อนแล้ว ทว่าตอนนี้หลินหานกลายเป็นอาจารย์สอนหนังสือ หลินซิ่วเป็นศิษย์หมอฉีผู้เลื่องชื่อ ทั้งยังมีโรงหมอเป็นของตนเอง ตระกูลหลินมีกิจการไม่น้อย หากนับรวม ๆ กันแล้ว ถือว่าทั้งสองตระกูลมีฐานะเท่าเทียมกัน
ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจกับงานแต่งครานี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงเริ่มดำเนินการคร่าว ๆ แล้ว พวกเขาวางแผนว่าจะให้ทั้งสองคนแต่งกันภายในสองเดือนนี้
เนื่องจากหลินซิ่วกับซูเฉิงซีก็อายุไม่น้อยแล้ว เดิมทีพวกเขาควรจะแต่งงานออกเรือนไปนานแล้ว
เมื่อหลินหร่วนได้ยินหลินซิ่วเล่าเช่นนั้น นางก็รู้สึกว่าซูเฉิงซีผู้นี้ใช้ได้เลยทีเดียว
“แล้วซูจือโจวกับฮูหยินของเขาเป็นอย่างไรบ้าง ? เจ้าเคยพบหรือเคยสนทนาด้วยหรือไม่ ? ”
ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ถือว่าสำคัญมาก โดยเฉพาะในยุคสมัยโบราณเช่นนี้ การที่แม่สามีทรมานลูกสะใภ้ นับว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไป แม่สามีส่วนใหญ่ยังช่วยหาอนุภรรยาให้กับบุตรชายอีกด้วย
นางไม่อยากให้หลินซิ่วแต่งงาน แล้วถูกแม่สามีกดขี่ข่มเหง
นางหวังว่าหลินซิ่วและว่าที่สามีของนางจะได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ได้ทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ แล้วประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง
หากแม่สามีไม่ดี เช่นนั้นชีวิตของหลินซิ่วในวันข้างหน้าจะต้องลำบากมากเป็นแน่
แม้แต่โรงหมอซือเอินของนางก็อาจจะรักษาเอาไว้ไม่ได้
แม่สามีในยุคโบราณ ให้ความสำคัญกับเรื่องหน้าตาอย่างถึงที่สุด พวกนางมักจะคิดว่าลูกสะใภ้ไม่ควรออกไปเผยหน้าตานอกจวน ไม่เช่นนั้นจะทำให้บ้านสามีขายหน้า
นางดูถูกความคิดนี้อย่างถึงที่สุด
หลินซิ่วศึกษาวิชาแพทย์มาหลายปีเพียงนั้น หากต้องละทิ้งเพราะแม่สามีใจร้าย แม้แต่นางก็คงรับไม่ได้เช่นกัน
หลินซิ่วเอ่ยออกมาว่า “ข้ากับท่านป้าซูไม่ค่อยสนิทกันสักเท่าใดนัก เคยพบเจอกันเพียงไม่กี่คราเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่มองดูแล้วนิสัยของท่านป้าซูก็พอใช้ได้อยู่นะเจ้าคะ กับข้านางดูเป็นมิตรอยู่บ้าง ส่วนท่านลุงซู ข้าไม่ค่อยได้คลุกคลีด้วย ทว่าชาวเมืองชิงโจวต่างก็พากันบอกว่าเขาเป็นขุนนางที่ดีเจ้าค่ะ”
หลินหร่วนคิดว่าข่าวลือเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ ในเมื่อหลินซิ่วไม่ค่อยได้พบเจอกับพวกเขา เช่นนั้นนางจะส่งคนไปสืบดูอีกคราเพื่อความปลอดภัย
ด้วยเหตุนี้หลินหร่วนจึงเอ่ยถามถึงอีกคน
“แม่นางบัวขาวที่มาโรงหมอของเจ้าเมื่อครู่ มีที่มาที่ไปอย่างไรกัน ? ”
“แม่นางบัวขาว ? ” หลินซิ่วกะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ “ท่านพี่หมายถึงแม่นางไป๋หรือเจ้าคะ ? ”
หลินหร่วนพยักหน้ารับ “แม่นางที่แต่งตัวเหมือนคนไว้ทุกข์นั่นแหละ”
หลินซิ่วอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ แต่คิดว่าคงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก ดังนั้นนางจึงพยายามสะกดกลั้นเอาไว้ “ท่านพี่ นางมีนามว่าไป๋หยู่โหลว เป็นหลานสาวของฮูหยินซูเจ้าค่ะ”
หลินหร่วนขมวดคิ้วเข้าหากันทันใด หลานสาวของฮูหยินซูหรือ ?
น่าสนใจ บุตรชายของตนเองจะแต่งงานอยู่แล้ว แต่กลับเอาหลานสาวมาเลี้ยงไว้ในบ้าน ? ฮูหยินซูคิดจะให้บุตรชายของตนเองแต่งภรรยาสองคนหรืออย่างไร ?