หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1148 ซูเฉิงซี
ตอนที่ 1148 ซูเฉิงซี
เซียวจิ่งเฉินพึงพอใจกับสถานการณ์ของตระกูลหลินเป็นอย่างมาก
เพราะหากตระกูลหลินสามารถลุกขึ้นยืนด้วยตนเองได้ ภรรยาของเขาจะได้ปล่อยวางลงสักที ส่วนเจ้าหลินหานที่คิดจะแย่งภรรยาของเขา เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา แต่ก่อนไม่เคย ตอนนี้ยิ่งแล้ว
ความมั่นใจนี้ เขาไม่ได้สร้างขึ้นมาด้วยตนเอง ทว่าเป็นภรรยาที่มอบให้เขา
หลังจากหลินหร่วนกับหลินซิ่วสนทนากันจบ ท้องนภาก็มืดแล้ว
หลินหร่วนรั้งให้หลินซิ่วอยู่กินมื้อเย็นด้วยกัน หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เซียวจิ่งเฉินกับหลินหร่วนจึงเดินกลับมาส่งนางที่โรงหมอ
หลินซิ่วพำนักอยู่ที่เรือนด้านหลังโรงหมอ เพราะอาจจะมีคนไข้มาเรียกในยามวิกาล นับตั้งแต่หลินซิ่วเปิดโรงหมอ นางแทบไม่กลับไปพักที่บ้านเลย
ทั้งสามคนเดินกลับมายังโรงหมอพร้อมกับเสียงหัวเราะตลอดทาง ทันใดนั้นก็เห็นชายหนุ่มในชุดสีนวลจันทร์กำลังยืนรออยู่หน้าโรงหมอ
หลินซิ่วหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันใด นางกระตุกเสื้อหลินหร่วน แล้วเอ่ยออกมาว่า “ท่านพี่ นั่นเขาเจ้าค่ะ”
หลินหร่วนเงยหน้าขึ้นมอง เห็นชายหนุ่มเนื้อตัวขาวสะอาด ใบหน้าไม่จัดว่าหล่อเหลามาก แต่กลับสะอาดสะอ้าน ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกดีในชั่วพริบตา
ซูเฉิงซีเห็นว่าหลินซิ่วกำลังเดินมาทางนี้ เขาจึงรีบเข้ามาต้อนรับ “หลินซิ่ว เจ้าไปไหนมา ? ทั้งสองท่านนี้คือ ? ”
หลินซิ่วอยู่ต่อหน้าหลินหร่วนกับซูเฉิงซี ดังนั้นนางจึงยิ่งเขินอายเข้าไปใหญ่ นางเอ่ยด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า “สองท่านนี้คือสหายที่ข้าเพิ่งรู้จักวันนี้ ท่านนี้คือพี่เสิ่น ส่วนท่านนี้คือสามีของนาง”
หลินหร่วนบอกนางเอาไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นหลินซิ่วจึงปิดบังฐานะที่แท้จริงของหลินหร่วนเอาไว้ ปกติเวลาหลินหร่วนออกไปเดินเล่นข้างนอก นางมักจะใช้แซ่เสิ่น ส่วนเซียวจิ่งเฉิน หลินซิ่วปกปิดชื่อของเขาโดยตรง
ซูเฉิงซีคารวะทั้งสองคนอย่างมีมารยาท “คารวะท่านทั้งสอง”
เมื่อเข้ามาใกล้กว่าเดิม หลินหร่วนก็ยิ่งประทับใจในตัวซูเฉิงซีเข้าไปใหญ่ เพราะแววตาของเขาใสสะอาดและจริงใจ แม้จะรอหลินซิ่วมานานเพียงนี้ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจออกมา
แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล็ก แต่ก็สามารถทำให้เห็นนิสัยใจคอของอีกฝ่ายได้
เจ้าหมอนี่ชอบหลินซิ่วจริง ๆ
เมื่อมีความรู้สึกเป็นพื้นฐาน เช่นนั้นงานแต่งของหลินซิ่วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดมากแล้ว
หลินหร่วนหันไปเอ่ยกับซูเฉิงซีว่า “เจ้าคือคุณชายซูอย่างนั้นหรือ ? ยินดีที่ได้พบ ข้ากับแม่นางหลินซิ่วถูกชะตากัน ผนวกกับข้าไม่ค่อยเข้าเรื่องตั้งครรภ์สักเท่าใดนัก ดังนั้นจึงเชิญแม่นางหลินซิ่วไปนั่งเล่นที่บ้าน ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะมา ทำให้เจ้าต้องรอนานแล้ว”
ซูเฉิงซีตอบกลับอย่างมีมารยาท “ฮูหยินเกรงใจกันเกินไปแล้ว สหายของหลินซิ่วมีไม่มาก การที่นางมีวาสนาต่อท่าน นับว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง”
หลินหร่วนพยักหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้ม “ไม่ทราบว่าพรุ่งนี้คุณชายซูพอจะมีเวลาว่างหรือไม่ ? ข้าอยากเลี้ยงอาหารคุณชายซูกับแม่นางหลินซิ่วสักมื้อ ไม่ทราบว่าคุณชายซูจะให้เกียรติหรือไม่ ? ”
ซูเฉิงซีไม่ได้ตอบรับทันที เขาหมุนตัวไปมองหลินซิ่ว เพื่อถามความเห็นจากนางแทน
หลินซิ่วพยักหน้ารับเบา ๆ
ซูเฉิงซีจึงเอ่ยออกมาว่า “ถ้าเช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านแล้ว ยามอู่ของวันพรุ่งนี้ ข้าจะไปตามนัดอย่างแน่นอน”
หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ หลินหร่วนจึงบอกลาหลินซิ่ว แล้วพาเซียวจิ่งเฉินออกมา
คนหนุ่มสาวจะพลอดรักกัน ก้างขวางคออย่างพวกนางควรจะถอยออกมาเสียก่อน
หลังจากหลินหร่วนออกไปแล้ว หลินซิ่วถึงได้เงยหน้าขึ้นมองซูเฉิงซี “ฟ้ามืดแล้ว เหตุใดถึงยังมาอีกเล่า ? ”
ซูเฉิงซีเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ได้พบกันหนึ่งวัน ก็เหมือนกับห่างกันสามฤดูใบไม้ร่วง เมื่อวานข้าไม่ได้มาหาเจ้า วันนี้ข้าคิดถึงเจ้าทั้งวัน อ่านตำราก็ไม่เข้าสมองเลยสักนิด หากยังไม่มาพบเจ้าอีก บทความที่ต้องเขียนในวันพรุ่งนี้เกรงว่าจะมีแค่ชื่อเจ้า เช่นนั้นผู้อื่นต้องหัวเราะเยาะเป็นแน่”
หลินซิ่วหน้าแดงก่ำ จากนั้นก็เอ่ยออกมาด้วยความเขินอายว่า “กะล่อน”
เมื่อเห็นท่าทางเขินอายของนาง ซูเฉิงซีก็มีความสุขยิ่งกว่าอะไรดี เขาฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีคนอยู่ เข้าไปหอมหน้าผากนาง แล้วรีบถอยออกมา จากนั้นก็กระแอมเบา ๆ ราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น
หลินซิ่วใจเต้นแรง จนแทบจะหลุดออกมาจากลำคออยู่แล้ว
เพื่อไม่ให้นางอายจนเกินเหตุ ซูเฉิงซีจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “หลินซิ่ว อีกสองวันท่านแม่บอกว่าจะไปหาท่านลุงหลิน เพื่อหารือเรื่องงานแต่งของพวกเรา”
หัวข้อนี้ทำให้หลินซิ่วเขินอายยิ่งกว่าเดิม นางก้มหน้าลงจนแทบจะมุดเข้าไปในคอเสื้ออยู่แล้ว “ข้าจะกลับไปบอกพวกเขา”
ซูเฉิงซีหัวเราะร่าพลางดีดหน้าผากนางเบา ๆ “เรื่องนี้ต้องให้เจ้ากลับไปบอกที่บ้านด้วยหรือ ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ท่านแม่ของข้าจะส่งจดหมายไปบอกวันเวลากับท่านลุงหลินด้วยตนเอง”
หลินซิ่วขานรับว่า ‘อือ’ เบา ๆ นางพึงพอใจกับมารยาทของตระกูลซูเป็นอย่างมาก
“พอถึงเวลานั้นก็เชิญท่านอาจารย์มาด้วยเถิด เจ้าสำคัญต่อเขามากถึงเพียงนั้น หากไม่ให้เขามีส่วนร่วมกับเรื่องสำคัญในชีวิตของเจ้า ท่านคงอารมณ์เสียน่าดู”
เมื่อนึกถึงตอนที่ตนเองอยากเข้าไปใกล้ชิดกับหลินซิ่ว ทว่าหมอฉีกลับเอาแต่กีดกันเขาออกห่างจากนาง ทั้งยังส่งลูกศิษย์มาขัดขวางเขา ซูเฉิงซีก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
จะว่าไปแล้ว หมอฉีสนใจหลินซิ่วมากกว่าหลินจงที่เป็นพ่อแท้ ๆ ของนางเสียอีก
ชายหนุ่มคนอื่น ๆ ไม่กล้าล่วงเกินพ่อตา ทว่าเขากลับมีพ่อตาถึงสองคน แต่ละคนน่ากลัวทั้งนั้น ไม่ต้องเอ่ยว่าหมอฉีขึ้นชื่อเรื่องให้ท้าย เพราะบุตรหลานและลูกศิษย์ของเขา แต่ละคนต่างก็พากันให้ท้ายหลินซิ่วทั้งนั้น
หลินซิ่วพอจะนึกออกว่าท่านอาจารย์ฉีดูไม่ค่อยชอบขี้หน้าซูเฉิงซีสักเท่าใดนัก ดังนั้นนางจึงกระตุกยิ้มขึ้น
ซูเฉิงซียื่นมือไปดีดหน้าผากของนางอีกครา “สามีของเจ้าถูกรังแก แต่ยังจะยิ้มออกมาอยู่อีก”
หลินซิ่วหน้าแดงจนร้อนผ่าว “เอ่ยวาจาเหลวไหลอันใดกัน ? งานแต่งของพวกเรายังไม่ถูกกำหนดเลยด้วยซ้ำ เจ้าห้ามเอ่ยเช่นนี้เด็ดขาด”
ซูเฉิงซีเข้าไปจับมือนางหลวม ๆ แล้วเอ่ยออกมาว่า “อันใดกัน เจ้าไม่อยากยอมรับหรือ ? แต่ข้าจะบอกอันใดให้นะ เจ้าไม่ยอมรับไม่ได้หรอกนะ เพราะข้าจะแต่งงานกับเจ้าเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ถึงงานแต่งของพวกเรายังไม่ถูกกำหนด แต่ข้าคือว่าที่สามีของเจ้าแล้ว เรื่องนี้ ไม่มีผู้ใดในเมืองชิงโจวที่ยังไม่ทราบ”
หลินซิ่วเขินอายเป็นอย่างมาก ทว่าในใจกลับรู้สึกดียิ่งกว่าอะไร
ซูเฉิงซียังคงเอ่ยต่ออีกว่า “หลินซิ่ว ข้าอยากจะแต่งเจ้าเข้าบ้านเสียประเดี๋ยวนี้เลย”
หลินซิ่วอายจนไม่กล้ามองหน้าเขา แต่นางก็ยังรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมาหนึ่งประโยคว่า “ข้าจะรอเจ้า”
ซูเฉิงซีรีบเข้าไปสวมกอดนางด้วยความตื่นเต้น “ได้ ข้าจะรีบจัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
หลินซิ่วตื่นตกใจขึ้นมาทันใด จากนั้นก็พยายามดิ้นออกมาจากอ้อมอกของเขา “เจ้าอย่าทำเช่นนี้ หากผู้ใดมาเห็นเข้ามันจะไม่ดี”
ซูเฉิงซีรู้ว่านางรักนวลสงวนตัว และตัวเขาก็ไม่ใช่คุณชายเจ้าสำราญอันใด ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้ทำตัวบุ่มบ่ามอีกต่อไป เพียงฉีกยิ้มอย่างโง่งมเท่านั้น “เจ้ารอข้าก่อนนะ ข้าจะกลับไปบอกท่านแม่ประเดี๋ยวนี้ ว่าให้ท่านรีบหน่อย”
หลินซิ่ววิ่งเข้าไปในโรงหมอด้วยความเขินอาย
เมื่อเห็นว่านางวิ่งเข้าไปในโรงหมอแล้ว ซูเฉิงซีถึงได้ยกยิ้มอย่างโง่งม แล้วเดินกลับจวนจือโจวทั้งอย่างนั้น
ในขณะที่เขากำลังก้าวเท้าข้ามธรณีประตู ก็มีสาวใช้วิ่งเข้ามาคารวะเขา แล้วเอ่ยรายงานทันทีว่า “คุณชาย ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที คุณหนูของข้ารอท่านนานมากแล้ว นางมีบางอย่างอยากจะสนทนากับท่านเจ้าค่ะ”
ซูเฉิงซีเอ่ยถามออกมาว่า “น้องหญิงมีธุระอันใดกับข้าหรือ ? เจ้าช่วยไปบอกนางสักหน่อย ตอนนี้ข้ายังไม่ว่าง หากนางมีเรื่องอันใด ก็ให้ไปบอกท่านแม่ของข้าก็แล้วกัน”