หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1150 เกี่ยวกับรับอนุ
ตอนที่ 1150 เกี่ยวกับรับอนุ
เมื่อฮูหยินซูถูกเอาอกเอาใจเช่นนี้ นางจึงยิ้มกว้างออกมา “เจ้าช่างปากหวานเสียจริง แต่ถึงเจ้าจะไม่เอ่ย ข้าก็รู้ว่าแม่นางหลินซิ่วนั่นเป็นเด็กดี เด็กที่องค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินสั่งสอน ไม่มีทางเลวร้ายอย่างแน่นอน”
ซูเฉิงซีบีบไหล่ให้นางพลางเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “การสั่งสอนขององค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินย่อมต้องดีอยู่แล้ว ทว่าเดิมทีหลินซิ่วนิสัยดีมากอยู่แล้วนะขอรับ”
ฮูหยินซูแสร้งทำเสียงไม่พอใจ นางหันไปเอ่ยกับเหล่าสาวใช้ที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “ดูเอาเถิด นี่ยังไม่ทันได้แต่งเข้าจวน ก็รู้จักปกป้องกันเสียแล้ว”
เหล่าสาวใช้พากันหัวเราะคิกคักออกมา “นี่นับว่าเป็นเรื่องดีเจ้าค่ะ คุณชายกับว่าที่ฮูหยินจะต้องรักใคร่กลมเกลียวและให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ หากจัดงานแต่งปีนี้ ปีหน้าฮูหยินอาจจะได้อุ้มหลานก็เป็นได้นะเจ้าคะ”
ฮูหยินซูจินตนาการตามคำเอ่ยของเหล่าสาวใช้ ดังนั้นนางจึงยิ้มไม่หุบ “ไป ไปหยิบรายการสินสอดมา ข้าจะเพิ่มของลงไปอีกหน่อย”
ซูเฉิงซีรู้สึกดีใจมากยิ่งนัก ที่มารดาของตนเองให้ความสำคัญกับว่าที่ภรรยาถึงเพียงนี้ นับว่าเป็นเรื่องดีมากจริง ๆ
วันต่อมา ซูเฉิงซีคำนวณเวลาและเตรียมใจ ก่อนจะพาเด็กรับใช้ของตนเองออกไปตามนัด
แม้ว่าฮูหยินเสิ่นจะเพิ่งคบหากับหลินซิ่ว แต่ในเมื่อหลินซิ่วให้ความสำคัญถึงเพียงนั้น เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่กล้าเมินเฉย
หลังจากออกมาจากจวน ซูเฉิงซีก็ตรงไปยังโรงหมอซือเอินทันใด
หลิงหลงลอบเดินตามอย่างเงียบ ๆ เมื่อเห็นทิศทางที่ซูเฉิงซีมุ่งหน้าไปแล้ว นางจึงรีบกลับไปรายงานไป๋หยู่โหลวทันที
“คุณหนู คุณชายน่าจะไปหาแม่นางหลินเจ้าค่ะ พวกเราจะตามไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ ? ”
ไป๋หยู่โหลวตอบกลับว่า “เหตุใดจะไม่ไปเล่า ? พวกเราไปแบบเปิดเผย ข้าไม่เชื่อว่าพวกเขาจะไล่พวกเรากลับมา เจ้าดูสิว่าวันนี้ข้าแต่งตัวเป็นอย่างไรบ้าง ? ”
หลิงหลงมองชุดขาวบนร่างของนางแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าใดนัก “คุณหนู แม้ว่าท่านจะกตัญญู แต่พวกเราอาศัยอยู่ที่นี่ได้สักพักแล้ว หากสวมใส่เสื้อผ้าสีเรียบจนเกินไป มันอาจจะไม่ค่อยดีนะเจ้าคะ เปลี่ยนเป็นชุดสีเขียวน้ำทะเลนั่นดีหรือไม่เจ้าคะ ? ”
ไป๋หยู่โหลวส่ายหน้า “เจ้าไม่เข้าใจ แบบนี้ดีแล้ว รีบไปกันเถิด”
นางเหมาะกับชุดสีขาว แม้ว่าสีขาวจะไม่สดใส ทว่ามันทำให้ผู้อื่นสงสารได้ ผนวกกับฐานะของนางในตอนนี้ ควรทำให้ท่านป้ากับท่านพี่รู้สึกสงสารนางจะดีที่สุด
นางจำเป็นต้องได้รับความสงสารนี่
เมื่อหลิงหลงโน้มน้าวนางไม่สำเร็จ จึงทำได้เพียงตามใจนาง
สองนายบ่าวเริ่มออกไปตามหาซูเฉิงซี พวกนางมุ่งหน้าไปยังโรงหมอของหลินซิ่ว
ซูเฉิงซีไปรับหลินซิ่วที่โรงหมอ จากนั้นก็เดินทางไปยังร้านฉวินเว่ยจี้ที่อยู่ในละแวกนั้น
หลินหร่วนกับเซียวจิ่งเฉินรออยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
เมื่อเห็นพวกเขาเดินเข้ามา หลินหร่วนจึงโบกมือให้หลินซิ่ว “มาหาข้าทางนี้”
หลินซิ่วละทิ้งซูเฉิงซีในทันที นางรีบวิ่งไปนั่งข้าง ๆ หลินหร่วน “ท่านพี่”
หลังจากซูเฉิงซีได้ยินคำเรียกของนาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
หลินหร่วนเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ากับหลินซิ่วถูกชะตากัน คิดว่านางเหมือนน้องสาวของข้า ดังนั้นพวกเราจึงเรียกขานกันเช่นนี้”
หลินซิ่วรีบพยักหน้าตาม “ใช่ ๆ ๆ ข้ารู้สึกสนิทใจกับพี่เสิ่นเป็นอย่างมาก ราวกับนางเป็นพี่สาวของข้าอย่างไรอย่างนั้น”
ซูเฉิงซีไม่ได้สงสัยแต่อย่างใด เพียงเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้ากับฮูหยินเสิ่นถือว่ามีวาสนาต่อกันจริง ๆ แล้ว”
หลังจากพวกเขาพากันนั่งลงแล้ว พนักงานในร้านจึงเริ่มยกอาหารเข้ามา
ช่วงสองสามปีที่หลินหร่วนอาศัยอยู่หลิงหนาน อาหารค่อนข้างจืดชืด แต่เมื่อได้เห็นหม้อไฟสีแดงน่ารับประทานตรงหน้าแล้ว น้ำลายก็แทบจะไหลออกมา
ทว่าในขณะที่นางกำลังคีบไส้เป็ดลงไปในหม้อ กลับมีเสียงห้ามปรามของคนสองคนดังขึ้นมา
“ห้ามกิน ! ”
หลินซิ่วกับเซียวจิ่งเฉินเอ่ยออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
หลินหร่วนหันไปมองพวกเขาทั้งสองคน แล้วมุ่ยปากอย่างไม่สบอารมณ์ “แค่ชิมก็ไม่ได้หรืออย่างไร ? ”
เซียวจิ่งเฉินหันหน้าไปมองหลินซิ่ว “กินได้หรือไม่ ? ”
หลินซิ่วครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “หากแค่ชิมก็ไม่มีปัญหาอันใดหรอกเจ้าค่ะ แต่แนะนำให้กินซุปใสจะดีกว่า”
ด้วยเหตุนี้เซียวจิ่งเฉินจึงแย่งตะเกียบที่เปื้อนคราบน้ำมันหมาล่าในมือของนางออกมา แล้วเปลี่ยนคู่ใหม่ให้นางทันที
หลินหร่วนรู้สึกเศร้าใจมากยิ่งนัก “แต่ก่อนมีพ่อบ้านคนเดียว ทว่าตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า มีแม่บ้านเพิ่มมาอีกคนแล้ว”
ซูเฉิงซีเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “ฮูหยินเสิ่น หลินซิ่วทำเพื่อท่านและเด็กในครรภ์ของท่าน อากาศทางเมืองชิงโจวค่อนข้างแห้งแล้ง หากกินอาหารที่เผ็ดร้อนจนเกินไป อาจจะทำให้ท้องไส้ของท่านปั่นป่วนได้นะขอรับ”
หลินหร่วนหันหน้าไปมองเขา “คุณชายซู ข้าได้ยินหลินซิ่วบอกว่า…เจ้าจะเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วงในปีหน้า เจ้ามั่นใจหรือไม่ ? ”
ซูเฉิงซีตอบกลับอย่างถ่อมตนว่า “คงไม่กล้าเอ่ยว่ามั่นใจได้เต็มปาก ข้าแค่อยากลองสอบดูก็เท่านั้น ถ้าหากสอบผ่าน ทุกคนก็คงจะดีใจ แต่หากสอบไม่ผ่าน เช่นนั้นก็แปลว่าข้ายังพยายามไม่มากพอ จะต้องพยายามให้มากกว่าเดิมขอรับ”
หลินหร่วนคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่เย่อหยิ่งไม่ใจร้อน เขาถ่อมตัวเป็นอย่างมาก
“ได้ยินหลินซิ่วบอกว่า…พวกเจ้ากำลังจะแต่งงานกันแล้ว ข้ามีปัญหาอย่างหนึ่ง ไม่ทราบว่าสามารถถามได้หรือไม่ ? ”
ซูเฉิงซีป้องมือคารวะ “ฮูหยินถามมาเถิดขอรับ”
หลินหร่วนหันไปมองหลินซิ่วแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยถามออกมาว่า “ไม่ทราบว่าคุณชายซูคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการรับอนุ ? ”
หลินซิ่วรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันใด เพราะนางก็อยากรู้คำตอบมากเช่นกัน แต่นางกลัวว่าซูเฉิงซีจะเข้าใจผิด คิดว่านางให้หลินหร่วนถาม
ซูเฉิงซีคาดไม่ถึงว่าหลินหร่วนจะเอ่ยถามเรื่องนี้ เขาค่อนข้างลำบากใจ
หลินหร่วนไม่สนความลำบากใจของเขา เพียงเอ่ยออกมาตรง ๆ ว่า “ข้าได้ยินมาว่าองค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินเคยตั้งกฎเอาไว้ว่า…บุตรชายหรือหลานชายในบ้านตระกูลหลินห้ามรับอนุภรรยา ส่วนสตรีห้ามเป็นอนุภรรยาของผู้อื่น คุณชายซูคิดว่ากฎข้อนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ ? ”
ซูเฉิงซีเห็นว่านางเอ่ยถามอย่างจริงจัง เขาจึงตอบกลับด้วยความจริงจังเช่นเดียวกัน “ข้าน้อยคิดว่ากฎที่องค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินตั้งขึ้นมา แม้จะไม่ค่อยเหมาะกับความคิดของผู้คนในยุคปัจจุบันสักเท่าใด แต่มันก็สมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก”
หลินหร่วนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “โปรดอธิบายรายละเอียดด้วย”
ซูเฉิงซีรีบเอ่ยออกมาอย่างถ่อมตัวทันใด “นี่เป็นเพียงความคิดเห็นอันต่ำต้อยของข้าเท่านั้น หากฮูหยินเสิ่นอยากฟัง เช่นนั้นข้าก็จะเอ่ยออกมา นับตั้งแต่โบราณ ผู้คนมีความเชื่อว่าหากให้กำเนิดบุตรมากเท่าใด ความสุขก็จะเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้นใด ตราบใดที่มีทายาทน้อย พวกเขาก็จะคิดหาวิธีรับอนุเข้าบ้านสักคนสองคนหรือมากกว่านั้น เพื่อให้ตระกูลได้แตกกิ่งก้านสาขา นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลอย่างมาก พวกเขาสามารถมีบุตรหลานจำนวนมากได้ในระยะเวลาอันสั้น”
“ทว่าวิธีการนี้ ก็มีข้อเสียอยู่ไม่น้อย แม้จะบอกว่าครอบครัวใหญ่ทรงพลัง แต่หากคลอดเด็กออกมามาก ก็ต้องเลี้ยงดูพวกเขาให้เติบใหญ่ด้วย แต่เท่าที่ข้าทราบ แท้จริงแล้วเด็กที่ต้องตายในตระกูลใหญ่มีไม่น้อยไปกว่าครอบครัวชาวบ้านทั่วไปเลย ส่วนสาเหตุที่ตายเป็นเพราะภรรยาเอกกับอนุแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทำให้เด็กที่บริสุทธิ์ต้องได้รับความทุกข์ทรมานไปด้วย”
แท้จริงแล้วบิดาของซูเฉิงซีหรือซูจือโจว ตอนที่เขายังหนุ่มก็เคยมีอนุภรรยาหลายคนเช่นกัน ตอนยังเยาว์ซูเฉิงซีเคยเผชิญกับการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในเรือนหลังอยู่บ่อยครั้ง เขาเกือบตายเพราะการแก่งแย่งแล้วด้วยซ้ำ
สาเหตุที่ซูจือโจวมีซูเฉิงซีเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ก็เป็นเพราะการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของเรือนหลังในตอนนั้น จะเห็นได้ว่าตอนนั้นเรือนหลังของซูจือโจวแข่งขันกันรุนแรงเพียงใด
เพียงแต่ซูเฉิงซีไม่กล้านำเรื่องเหล่านี้ไปบอกให้คนนอกรับรู้
สุดท้ายเขาจึงสรุปออกมาว่า “ข้าคิดว่า…หากจะสร้างครอบครัวที่มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความสงบสุขของเรือนหลัง”