หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1152 คิดเห็นว่าอย่างไร
ตอนที่ 1152 คิดเห็นว่าอย่างไร
ไหนเลยไป๋หยู่โหลวจะยังกินอาหารลง ตอนนี้เรื่องที่นางอยากทำมากที่สุด ก็คือขัดขวางไม่ให้ซูเฉิงซีกับหลินซิ่วพบกัน จากนั้นนางจะเข้าไปแทรกกลางระหว่างพวกเขา
ตอนนี้ถือเป็นโอกาสอันดี หลินซิ่วถึงกับทิ้งซูเฉิงซีต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้ สำหรับบุรุษ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ให้เกียรติกันอย่างถึงที่สุด
ขอแค่นางไปยั่วยุสักหน่อย ซูเฉิงซีจะต้องคิดตามแน่ ๆ จากนั้นนางค่อยเข้าไปปลอบซูเฉิงซีในเวลาที่เหมาะสม แล้วแสดงด้านที่อ่อนโยนของตนเองออกมา เมื่อภายในใจของซูเฉิงซีเกิดการเปรียบเทียบ เขาจะสามารถมองเห็นได้เลยทันทีว่าผู้ใดเหนือกว่า
จะให้นางอยู่กินหม้อไฟกับคู่สามีภรรยาที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอยู่ที่นี่น่ะหรือ ? เสียเวลาชีวิตยิ่งนัก !
ไป๋หยู่โหลวปฏิเสธด้วยสีหน้าเย็นชา “ไม่ล่ะ วันนี้ข้าไม่อยากกิน ขอบคุณสำหรับความหวังดีของท่านทั้งสองอย่างมาก หากในอนาคตมีโอกาส ข้าน้อยขอเลี้ยงอาหารท่านทั้งสองเป็นการตอบแทน”
หลังจากเอ่ยจบ ไป๋หยู่โหลวก็ลุกขึ้นยืน เตรียมเดินออกไป
ทว่าทันใดนั้นหลินหร่วนกลับเปลี่ยนสีหน้า นางเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ข้าให้เจ้าไปแล้วหรือ ? ”
อยู่ ๆ นางก็เล่นใหญ่ แผ่รัศมีอันน่าเกรงขามออกมา ทำให้ไป๋หยู่โหลวถึงกับใจสั่น ขาของนางอ่อนแรงลงทันใด
หลินหร่วนสั่งให้จิ่นหลวนเดินเข้ามา แล้วจัดชุดทานอาหารให้ไป๋หยู่โหลว
“เมื่อครู่เจ้าไม่ได้บอกว่าอยากชิมอาหารจานใหม่ของร้านฉวิ๋นเว่ยจี้หรอกหรือ ? ในเมื่อมาแล้ว ก็กินให้อิ่มก่อน แล้วค่อยไป”
ในขณะที่เอ่ย นางส่งสายตาให้จิ่นหลวน
จิ่นหลวนเริ่มคีบอาหารจากในหม้อใส่ชามของไป๋หยู่โหลว
ไป๋หยู่โหลวรู้สึกโมโหมากยิ่งนัก วันนี้เป็นโอกาสที่หาได้ยาก หากปล่อยให้พลาดไปคงเสียดายน่าดู ทว่านางไม่กล้าไป แม้ว่าสีหน้าของสามีภรรยาฝั่งตรงข้ามจะยังคงเรียบนิ่ง แต่นางกลับรู้สึกเหมือนตนเองกำลังนั่งอยู่บนเข็ม ไม่กล้าขัดคำสั่งของพวกเขาแม้แต่น้อย
พวกเขามีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ ? เหตุใดถึงมีด้านที่น่ากลัวเช่นนี้ ?
จิ่นหลวนคีบอาหารใส่ชามของนางจนกองเป็นเนินสูง จากนั้นก็เอ่ยกระตุ้นว่า “แม่นางไป๋ เหตุใดท่านถึงไม่กินเล่า ? ”
หลินหร่วนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “อันใดกัน ? อาหารไม่ถูกปาก หรือว่าพวกเราสองสามีภรรยาทำให้แม่นางไป๋กินไม่ลง ? ”
แม้ว่าประโยคนี้จะเรียบง่าย แต่ไป๋หยู่โหลวกลับรู้สึกเสียวสันหลัง นางฝืนหัวเราะออกมา “ฮูหยินเสิ่นล้อกันเล่นแล้ว ข้า…ข้าจะกินประเดี๋ยวนี้”
หลินหร่วนเอ่ยออกมาพร้อมด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม “ต้องกินให้เยอะ ๆ สักหน่อย มีแค่กินข้าวในชามของตนเองอิ่มแล้วเท่านั้น ถึงจะไม่คิดไปแย่งข้าวในชามของผู้อื่น แม่นางไป๋ เจ้าว่าถูกหรือไม่ ? ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋หยู่โหลวก็โมโหจนแทบจะหักตะเกียบในมือทิ้ง
ณ โรงหมอซือเอิน
หลินซิ่วกำลังรู้สึกแย่ หลังจากออกมาจากร้านฉวิ๋นเว่ยจี้แล้ว นางก็วิ่งกลับโรงหมอโดยไม่พูดไม่จาเลยสักคำ เมื่อเด็กคนนี้โมโห ฝีเท้าของนางจะเร็วเป็นพิเศษ แม้แต่บุรุษอย่างซูเฉิงซีก็ยังตามนางไม่ทัน
เมื่อมาถึงโรงหมอแล้ว หลินซิ่วก็ตรงไปยังห้องเก็บยาที่อยู่หลังร้านทันใด จากนั้นก็หยิบมีดขึ้นมาหั่นยา
ตอนนางโมโห นางจะต้องหาอันใดทำสักอย่าง เช่นนี้ถึงจะเบี่ยงเบนความสนใจของตนเองได้ เพื่อไม่ให้ตนเองต้องจมอยู่กับโทสะ
ตอนที่ซูเฉิงซีตามเข้ามา เขาเห็นหลินซิ่วกำลังกัดฟันระบายโทสะกับสมุนไพรอยู่ ท่าทางโมโหนั่น แทบทำให้เขาเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่หลินซิ่วกำลังหั่นอยู่ไม่ใช่สมุนไพร ทว่าเป็นคอของเขาแทน
เมื่อเห็นว่านางโมโหถึงเพียงนั้น ซูเฉิงซีจึงรีบเข้าไปถามด้วยความไร้ยางอายว่า “หลินซิ่ว เจ้าเป็นอันใดไป ? รู้สึกไม่สบายตรงที่ใดหรือไม่ ? ”
หลินซิ่วไม่ชายตามองเขาแม้แต่น้อย เพียงเอ่ยออกมาด้วยความเย็นชาว่า “เจ้ามาทำอันใดที่นี่ ? ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าควรมา รีบออกไปเสีย”
นี่ไม่ได้เป็นเพราะหลินซิ่วไม่ไว้หน้าเขา ทว่าห้องยาเป็นห้องสำคัญ คนนอกห้ามเข้ามาเด็ดขาด นี่เป็นกฎที่อาจารย์ฉีตั้งขึ้นมา
โดยปกติแล้วซูเฉิงซีทราบถึงกฎข้อนี้เป็นอย่างดี ทว่าตอนนี้เขาไม่สนกฎอันใดนั่นแล้ว เขารู้แค่ว่าตอนนี้หลินซิ่วกำลังโมโหอยู่ และสาเหตุที่โมโหอาจจะมาจากตัวเขาด้วย หากเขาไปทั้งอย่างนี้ นางจะไม่ใช่แค่โกรธธรรมดาแน่นอน
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเดินไปข้างหน้าต่อไป จากนั้นก็เข้าไปคว้ามือหลินซิ่ว โดยไม่กลัวว่ามีดเล่มนั้นจะบาดมือเลยสักนิด
หลินซิ่วผงะตกใจ “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ? หากโดนมือเจ้าขึ้นมา จะทำอย่างไร ? ”
ซูเฉิงซีรีบตีงูตอนมีโอกาส เขาจับมือนางไม่ยอมปล่อย จากนั้นก็เอ่ยออกมาด้วยความระมัดระวังว่า “หลินซิ่ว เจ้าอย่าได้โมโหไปเลย หากข้าทำอันใดผิด เจ้าแค่บอกข้าตรง ๆ ก็ได้แล้ว ข้าไม่เก่งเรื่องเช่นนี้ ข้าเดาใจสตรีไม่ออกหรอก ระวังจะโมโหจนเสียสุขภาพนะ”
หลินซิ่วไม่ใช่คนเอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว เมื่อได้ยินซูเฉิงซีเอ่ยเช่นนั้น ไฟโทสะจึงค่อย ๆ มอดดับลงไปกว่าครึ่ง
นางเม้มปากแน่น จากนั้นก็ตัดสินใจเอ่ยออกมาว่า “เรื่องที่แม่นางไป๋เอ่ยเมื่อครู่ เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร ? เจ้าคงคิดว่าสิ่งที่นางเอ่ยเมื่อครู่ถูกต้องใช่หรือไม่ ? หากในอนาคตข้ามีลูกไม่ได้ ก็ควรหาอนุให้เจ้าใช่หรือไม่ ? ”
หลังจากซูเฉิงซีรู้ว่านางโมโหเพราะเรื่องนี้ เขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เด็กโง่ เหตุใดต้องโมโหเพราะเรื่องนี้ด้วยเล่า ? นี่เป็นเพียงเรื่องที่ฮูหยินเสิ่นสมมุติขึ้นมาเท่านั้น มีค่าให้โมโหที่ไหนกัน”
“หากมันไม่ใช่เรื่องสมมุติเล่า ? ”
ซูเฉิงซีเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “ตัวเจ้ามีวิชาแพทย์ติดตัว อาจารย์ของเจ้าคือหมอฉีผู้เลื่องชื่อ ไหนจะพวกศิษย์พี่ของเจ้าอีก แต่ละคนล้วนมีวิชาแพทย์สูงส่งทั้งนั้น แล้วจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร”
หลินซิ่วมองเขาด้วยสายตาจริงจัง “ข้าอยากให้เจ้าตัดทุกสิ่งรอบข้างออกไป แล้วตั้งใจตอบคำถามของข้า หากข้ามีลูกไม่ได้ เจ้าจะทำอย่างไร ? ”
เมื่อซูเฉิงซีเห็นว่านางยังคงยืนกรานให้เขาตอบคำถาม เขาจึงหุบยิ้มลง แล้วเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง “หลินซิ่ว ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ตอนนี้ตัวข้าไม่รู้จะตอบเจ้าอย่างไร เจ้าให้เวลาข้าไปคิดทบทวนหน่อยได้หรือไม่ ? ”
หลินซิ่วรู้ว่าคำถามนี้ฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าใดนัก ทว่านางอยากรู้คำตอบของเขา นางค่อนข้างผิดหวัง แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นว่าเข้าใจเขา
เนื่องจากเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลซู หากนางมีลูกไม่ได้ และไม่ยอมให้เขามีอนุ เช่นนั้นตระกูลซูคงไร้ทายาทสืบทอดตระกูลแล้ว
หากให้คนอนุรักษ์นิยมมาตอบคำถามนี้ คงค่อนข้างฝืนใจอยู่พอสมควร
หลินซิ่วเข้าใจสัจธรรมในโลกนี้ดี หากนางมีลูกไม่ได้จริง ๆ ถึงซูเฉิงซีจะไม่ยอมมีอนุ แต่ทางตระกูลซูจะต้องไม่ยอมเป็นแน่
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ หลินซิ่วก็รู้สึกแย่ยิ่งกว่าอะไรดี
นางคิดว่าตนเองทำตัวน่าเบื่อ เห็น ๆ กันอยู่ว่าเรื่องนี้เป็นเพียงแค่เรื่องสมมุติ และรู้ว่าระหว่างนางกับซูเฉิงซีไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่นางก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดี
ซูเฉิงซีเห็นว่านางอารมณ์ไม่ค่อยดีสักเท่าใดนัก ดังนั้นเขาจึงรู้ได้ทันทีว่าคำตอบของตนเองคงทำให้นางผิดหวัง
เขาอยากจะแก้ไขมัน ทว่าหลินซิ่วกลับไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก เพราะนางจะได้ไม่อารมณ์เสียไปมากกว่านี้
ด้วยเหตุนี้หลินซิ่วจึงฝืนเปลี่ยนหัวข้อ “แม่นางไป๋จะพำนักอยู่ที่จวนของพวกเจ้าอีกนานเท่าใด ? ”
ซูเฉิงซีชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกับเอ่ยออกมาว่า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่แน่ใจเช่นกัน บิดามารดาของนางตกตายหมดแล้ว นางเลยตั้งใจมาหาท่านแม่ของข้าที่เมืองชิงโจว นางอาจจะอยู่ยาวระยะหนึ่ง หลังจากนางออกทุกข์แล้ว ข้าจะขอให้ท่านแม่หาคู่ครองที่เหมาะสมให้กับนาง”