หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1160 วิธีการอันเยี่ยมยอด
ตอนที่ 1160 วิธีการอันเยี่ยมยอด
ไป๋หยู่โหลวขบเม้มริมฝีปาก แสร้งทำท่าทางละอายใจอย่างถึงที่สุด “ท่านพี่ หากท่านไม่อยากให้ท่านป้าเข้าใจผิด วิธีการที่ดีที่สุดคือเชิญหมอไปตรวจชีพจรของแม่นางหลินซิ่ว แล้วนำเอาความจริงมาอธิบาย”
ซูเฉิงซีเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นี่มันวิธีบ้าอันใดกัน ? หลินซิ่วไม่ได้มีปัญหาอันใดสักหน่อย ทั้งยังไม่ได้แต่งเข้าตระกูลซูเลยด้วยซ้ำ พาหมอไปตรวจนางแบบนั้น เป็นการกระทำที่เหมาะสมแล้วหรือ ? ”
ไม่เพียงไม่เหมาะสมเท่านั้น ทว่ายังเป็นการทำให้หลินซิ่วต้องอับอายด้วย
ไป๋หยู่โหลวรู้สึกแย่อย่างถึงที่สุด ซูเฉิงซีให้ความสำคัญกับหลินซิ่วมากเกินไปแล้ว มากจนไม่อยากให้นางได้รับความอยุติธรรมแม้เพียงเล็กน้อย
“แม้ว่าการทำเช่นนี้จะไม่ค่อยถูกต้องเท่าใดนักหรืออาจจะทำให้แม่นางหลินซิ่วรู้สึกไม่ดี แต่นี่ก็เป็นวิธีที่ได้ผลและง่ายที่สุดแล้ว หากท่านพี่มีวิธีที่ดีกว่านี้ เช่นนั้นก็จัดการเถิดเจ้าค่ะ”
ซูเฉิงซีเริ่มปวดเศียรเวียนเกล้า มารดาของเขามีนิสัยอย่างไร ตัวเขาย่อมรู้ดีที่สุด หากนางปักใจเชื่ออันใดแล้ว ยากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของนางได้ และถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนได้ ท่าทีของนางก็ไม่เหมือนเดิมอยู่ดี
ฝั่งหนึ่งคือมารดาของตนเอง อีกฝั่งหนึ่งเป็นหญิงสาวที่ตนเองรัก ไม่ว่าผู้ใดล้วนสำคัญกับเขาทั้งสิ้น
ไป๋หยู่โหลวเอ่ยต่ออีกว่า “ท่านพี่ ข้าคิดว่าท่านควรปรึกษาเรื่องนี้กับแม่นางหลินซิ่ว วิธีการของข้าอาจจะทำให้แม่นางหลินซิ่วได้รับความอยุติธรรม แต่ก็เป็นวิธีที่ได้ผลอย่างแท้จริง บางทีแม่นางหลินซิ่วอาจจะเห็นด้วยก็ได้นะเจ้าคะ เนื่องจากนางก็ใส่ใจความรู้สึกของท่านมากเช่นกัน แค่ได้รับความอยุติธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อท่าน คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดหรอกเจ้าค่ะ”
หลังจากเอ่ยจบ ไป๋หยู่โหลวก็คารวะซูเฉิงซี แล้วพาสาวใช้ออกมาทันใด
พอกลับมาถึงเรือนของตนเองแล้ว หลิงหลงสั่งให้สาวใช้ที่ตระกูลซูจัดหามาให้ออกไปก่อน จากนั้นก็เข้าไปกระซิบถามไป๋หยู่โหลวเสียงเบาว่า “คุณหนู ถ้าหากหลินซิ่วยอมทำตามจริง ๆ เล่าเจ้าคะ ? พวกเราจะไม่เสียแรงเปล่าหรือ ? ”
ไป๋หยู่โหลวตอบกลับด้วยความมั่นใจว่า “นางไม่ยอมทำตามหรอก แม้ว่าท่านพี่จะเกลี้ยกล่อมนางได้สำเร็จ แต่ก็ยังต้องผ่านด่านตระกูลฉี หากพวกเขาลอบตรวจโดยปิดบังตระกูลฉี ก็ไม่มีประโยชน์อันใดหรอก ทั้งยังจะทำให้ท่านป้าดูถูกยิ่งกว่าเดิม เพราะสตรีสูงศักดิ์ที่แท้จริง ไม่มีทางยอมรับความอัปยศเช่นนี้ได้”
“ถอยออกมาอีกก้าว แม้ว่าท่านป้าจะไม่ถือสาเรื่องนี้ แต่ท่านป้าต้องถือสาเรื่องอื่น ยกตัวอย่างเช่น…หลังจากท่านพี่แต่งภรรยาแล้ว จะลืมมารดาหรือไม่ หลินซิ่วจะอาศัยบารมีของตนเองแย่งชิงอำนาจในการดูแลจวนหรือไม่”
“ท่านป้าเป็นคนอย่างไร เจ้าเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ นางจะยอมให้ลูกสะใภ้กดหัวหรือ ? สาเหตุที่นางอยากเกี่ยวดองกับตระกูลหลินก่อนหน้านี้ เพราะนางมองเห็นแค่ผลประโยชน์เท่านั้น ตอนนี้ข้ายกข้อเสียทุกอย่างออกมาหมดแล้ว เจ้าลองเดาดูสิว่าท่านป้าจะยังคิดเหมือนเดิมหรือไม่ ? ”
“หากหลินซิ่วเกิดในตระกูลใหญ่ เป็นน้องสาวแท้ ๆ ขององค์หญิงพิทักษ์แผ่นดิน ท่านป้าอาจจะฝืนใจยอมตกลงเพื่ออนาคตของบุตรชาย ทว่าหลินซิ่วกับองค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินไม่ได้เป็นพี่น้องกันนานแล้ว ตอนนี้หลงเหลือเพียงมิตรภาพในอดีตเท่านั้น หากเอ่ยถึงมิตรภาพ มันคือสิ่งที่เปราะบางที่สุด ไม่แน่ว่าอาจจะขาดสะบั้นลงสักวัน แล้วเช่นนี้ท่านป้าจะยอมให้ตนเองได้รับความอยุติธรรมได้อย่างไร ? ”
“เจ้ารอดูเถิด ข้อเสนอที่ข้าบอกท่านพี่เมื่อครู่ ท่านป้าก็ต้องเสนอวิธีการเดียวกันกับข้าอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นวิธีเยี่ยมยอดที่สุดแล้ว ท่านป้าจะไม่อยากใช้มันได้อย่างไร ? ”
หลังจากหลิงหลงได้ฟังคำเอ่ยเหล่านี้ของไป๋หยู่โหลว นางก็รู้สึกเลื่อมใสในตัวนายหญิงของตนเองอย่างมาก
หลินหร่วนก็รู้สึกเลื่อมใสมากเช่นกัน แม่นางบัวขาวอายุน้อยกว่าหลินซิ่วหนึ่งปี แต่กลับมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายเพียงนี้ ทำให้ผู้พบเห็นต้องประหลาดใจ หากปล่อยให้นางโตขึ้นอีกสองสามปี จะร้ายกาจเพียงใดกัน ?
ปล่อยให้แม่นางบัวขาวอยู่ในจวนขุนนางช่างเสียของจริง ๆ ควรส่งนางไปลงสนามในวัง ไม่แน่นางอาจจะกลายเป็นคนที่ได้หัวเราะคนสุดท้าย
หลินซิ่วไม่ใช่คู่ต่อสู้ของแม่นางบัวขาว ถึงจะรอให้หลินซิ่วเติบใหญ่อีกสองสามปี นางก็รับมือกับคนอย่างแม่นางบัวขาวไม่ได้หรอก
เล่ห์เหลี่ยมและการวางแผนเหล่านี้ต้องเรียนรู้มาตั้งแต่เกิด ทว่าหลินซิ่วซื่อสัตย์จริงใจมาตั้งแต่ยังเยาว์ ถึงจะบีบคั้นให้ตาย นางก็ไม่มีทางคิดเรื่องพวกนี้ออก
แม้ว่าหลินซิ่วจะไม่มีใจคิดร้ายต่อผู้อื่น แต่นางก็ไม่ใช่คนโง่ จนถึงขั้นปกป้องตนเองไม่ได้
ดังนั้นหลินหร่วนจึงไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปแทรกแซง ปล่อยให้ตระกูลซูโวยวายไปก่อน เพื่อสร้างบทเรียนให้แก่หลินซิ่ว ด้วยวิธีนี้หลินซิ่วจะได้เข้าใจโลกมากยิ่งขึ้น และรู้วิธีจัดการความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ในอนาคต
หลินหร่วนตัดสินใจแล้ว นางจะจับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลซูอย่างเงียบ ๆ
ทางฝั่งตระกูลซูไม่รู้เรื่องนี้แม้แต่น้อย แต่ละคนต่างก็ปวดเศียรเวียนเกล้าเรื่องการเกี่ยวดองกับตระกูลหลิน
สุดท้ายซูเฉิงซีก็ยังเยาว์วัย หลังจากตริตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็วิ่งไปที่เรือนของฮูหยินซู เพราะอยากอธิบายความจริงให้กระจ่าง แต่ฮูหยินซูกลับทำเป็นหูทวนลม ทั้งยังเอ่ยออกมาว่า “ถ้าอยากให้ข้าเชื่อว่าร่างกายของนางไม่มีปัญหา เช่นนั้นก็ให้นางมาที่จวน แล้วเชิญหมอมาตรวจชีพจรต่อหน้าข้า หากนางไม่ยอมหรือร่างกายของนางมีปัญหา เช่นนั้นงานแต่งครานี้ก็ต้องยกเลิก ! แต่หากเจ้ายังดึงดันจะแต่งงานกับนางให้ได้ เช่นนั้นก็ข้ามศพข้าไปก่อนก็แล้วกัน ! ”
ซูเฉิงซีวิงวอนด้วยความเหนื่อยหน่าย “ท่านแม่ ท่านอย่าทำเช่นนี้ได้หรือไม่ขอรับ ? นี่เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเองนะขอรับ”
“หากเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด เช่นนั้นก็ต้องหาทางพิสูจน์ อาศัยแค่ลมปาก ข้าไม่มีทางเชื่อ ซีเอ๋อร์ ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจข้ากับพ่อของเจ้า เจ้าต้องคิดถึงอนาคตของตระกูลซูบ้าง หรือเจ้าอยากให้สายเลือดตระกูลซูสิ้นสุดลงที่เจ้าจริง ๆ ? คำขอของข้าอาจจะเกินไปหน่อย แต่เพื่อลูกหลานตระกูลซูแล้ว ข้าจำเป็นต้องทำเช่นนี้ ข้าขอสัญญาเลยว่า…ขอเพียงร่างกายของหลินซิ่วไม่มีปัญหา วันข้างหน้าข้าจะดีกับนางอย่างที่ควรจะเป็น”
ไม่ว่าซูเฉิงซีจะเอ่ยอย่างไร ก็เปลี่ยนความคิดของฮูหยินซูไม่ได้ ท้ายที่สุดจึงทำได้เพียงยอมแพ้
ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ซูเฉิงซีคิดว่าควรบอกเรื่องนี้ให้หลินซิ่วทราบ หากพวกเขาสองคนช่วยกันหาทางแก้ ก็คงดีกว่าพยายามอยู่ฝ่ายเดียว
ด้วยเหตุนี้ซูเฉิงซีจึงไปยังโรงหมอซือเอิน
หลินซิ่วออกมาส่งขนไข้พอดี พอเห็นเขามาที่ร้าน นางจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “เหตุใดถึงมาได้เล่า ? เจ้าไม่ได้บอกว่าจะอ่านตำราอยู่ที่จวนสักสองสามวันหรอกหรือ ? ”
ซูเฉิงซีฝืนยิ้มออกมา แล้วเอ่ยว่า “หลินซิ่ว ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากจะบอกเจ้า เจ้าออกไปเดินเล่นกับข้าหน่อยได้หรือไม่ ? ”
เมื่อหลินซิ่วเห็นท่าทีของเขา นางจึงเข้าไปแจ้งสาวใช้ในโรงหมอ แล้วพาเขาไปที่ท่าเรือ
หลังจากทั้งสองคนมาถึงท่าเรือแล้ว พวกเขาก็เดินไปนั่งในโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง
ที่ตรงนี้สามารถมองเห็นรูปปั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมท่าได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง นั่นเป็นรูปปั้นของหลินหร่วน หลังจากหลินหร่วนนำธัญญาหารมาช่วยเหลือราษฎรในปีนั้น ราษฎรเมืองชิงโจวก็ได้สร้างรูปปั้นไม้แกะสลักให้กับหลินหร่วนที่ท่าเรือแห่งนี้ ช่างแกะสลักได้เหมือนมากยิ่งนัก เป็นรูปหลินหร่วนยืนอยู่บนเรือที่เต็มไปด้วยธัญญาหารพลางโบกมือให้กับราษฎร
หลินซิ่วชอบรูปปั้นนี้มาก เวลาว่าง ๆ นางมักมานั่งมองมันอยู่เสมอ
ซูเฉิงซีมองไปยังรูปปั้นแวบหนึ่ง เขารู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมาทันใด จากนั้นก็เอ่ยถามออกมาว่า “หลินซิ่ว เจ้าบอกเรื่องของพวกเรากับพี่สาวหรือยัง ? ”
หากให้องค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินออกหน้ารับประกันด้วยตนเอง ท่านแม่คงไม่กล้ามีความเห็นใด ๆ หรอกกระมัง ?