หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1169 การตัดสินใจของซูเฉิงซี
ตอนที่ 1169 การตัดสินใจของซูเฉิงซี
หลังจากหลินหร่วนกับหลินจงได้ยินหลินซิ่วบอกว่าจะให้เวลาซูเฉิงซีอีกสักสองวัน พวกนางก็ไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าใดนัก
“เจ้ารู้หรือไม่ ภายในสองวันนี้ อาจจะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเลยนะ ? ”
หลินซิ่วพยักหน้ารับ “น้าจิ่งบอกข้าแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านพี่ ไม่ว่าต่อจากนี้จะเกิดอันใดขึ้น ข้ายินดีแบกรับผลที่ตามมาเจ้าค่ะ”
หลินจงเกาศีรษะด้วยความกังวลอีกครา “เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันอาจจะส่งผลกับชื่อเสียงของเจ้า กระทั่งส่งผลกับชีวิตในอนาคตของเจ้า ? ”
หลินซิ่วหันหน้าไปมองจิ่งเสียนแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอีกครา “ข้ารู้เจ้าค่ะ น้าจิ่งบอกเรื่องที่ควรบอกกับข้าทั้งหมดแล้ว ข้ารู้ว่าตนเองกำลังทำอันใดอยู่ ท่านพ่อ ท่านพี่ ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าเอาแต่ใจแค่คราเดียวเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือตอนที่ข้าขอเรียนวิชาแพทย์ ครานี้ข้าขอเอาแต่ใจอีกครา ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ข้าก็จะไม่มานั่งเสียใจในภายหลังเจ้าค่ะ”
หลินจงโมโหยิ่งกว่าอะไรดี เขาคิดจะสั่งสอนนางสักยก แต่กลับถูกจิ่งเสียนถลึงตาใส่
หลินหร่วนไม่ได้ใจร้อนเหมือนหลินจง นางเพียงเอ่ยถามว่า “เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่ ? ”
หลินซิ่วพยักหน้ารับ “คิดดีแล้ว ท่านพี่เฉิงซีเป็นคนดี ในเรื่องนี้ เขาไม่ได้ทำผิดอันใดเช่นกัน ดังนั้นข้าอยากรออีกสักหน่อยเจ้าค่ะ”
หลินหร่วนกวักมือเรียกนางเข้ามา แล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว เช่นนั้นก็ทำตามความคิดของเจ้าเถิด แต่เจ้าให้โอกาสเขาได้เพียงแค่คราเดียวเท่านั้น เข้าใจหรือไม่ ? ”
หลินซิ่วพยักหน้ารับเบา ๆ “ท่านพี่ ข้าทราบดีเจ้าค่ะ”
“เอาล่ะ เจ้าเข้าใจแล้วก็ดี ในช่วงสองวันนี้เจ้าไปโรงหมอตามปกติเถิด แต่ห้ามไปที่อื่นล่ะ”
สำหรับตระกูลซู นางไม่เห็นอยู่ในสายตา
เมื่อมีนางอยู่ ตระกูลซูไม่มีทางทำลายชื่อเสียงของหลินซิ่วได้ง่ายดายเพียงนั้นเป็นแน่
ตอนนี้ทำได้เพียงรอดูว่าซูเฉิงซีจะทำอย่างไรต่อไป แต่นางคิดว่า…เรื่องนี้ค่อนข้างเสี่ยง อย่าว่าแต่บุรุษในยุคสังคมศักดินาเลย แม้แต่บุรุษที่มีการศึกษาในยุคสมัยใหม่ ก็ยากที่จะเลี่ยงปัญหาภายในครอบครัวได้ ท้ายที่สุดพวกเขาเลือกครอบครัว แล้วทอดทิ้งความรัก
เกรงว่าหลินซิ่วคงต้องเสียใจแล้ว
ทว่าท้ายที่สุดแล้วความเจ็บปวดในระยะยาวก็เลวร้ายกว่าความเจ็บปวดในระยะสั้น ตอนนี้เดินผ่านหลุมที่ตระกูลซูขุดขึ้นมาได้แล้ว ย่อมดีกว่าต้องดำดิ่งอยู่กับมัน แล้วมานั่งร้องไห้ทีหลัง
หลังจากหาทางออกร่วมกันได้แล้ว จิ่งเสียนก็กลับมาที่โรงหมอเป็นเพื่อนหลินซิ่ว
หลินจงมองหลินหร่วนด้วยท่าทีอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
ดังนั้นหลินหร่วนจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “ลุงหลินอยากถามว่า…เหตุใดข้าถึงเห็นด้วยกับหลินซิ่วหรือเจ้าคะ ? ”
หลินจงพยักหน้ารับ “งานแต่งครานี้ไม่เหมาะสม ไม่ว่าซูเฉิงซีจะทำอย่างไร งานแต่งก็ไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ตระกูลซูไม่ให้เกียรติหลินซิ่วเลยสักนิด ถึงซูเฉิงซีจะดีกับหลินซิ่วมากเพียงใด หลินซิ่วก็ไม่มีทางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในจวนตระกูลซู เหมือนมารดาของหลินซิ่วในตอนนั้น…”
ตอนนั้นความสัมพันธ์ของเขากับภรรยาค่อนข้างดี ตัวเขาพยายามทำดีกับนางหลิว ทว่ามารดาของเขามักจะเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง รวมกับคนในครอบครัวมีเจตนาร้าย ทำให้เขาไม่อาจปกป้องภรรยาของตนเองได้
แน่นอนว่าเขาโทษที่ตนเองขี้ขลาดและไร้ความสามารถจนเกินไป แต่เขาไม่ได้คิดว่าซูเฉิงซีจะสามารถปกป้องหลินซิ่วไปได้ตลอดชีวิต
คำว่ากตัญญูยิ่งใหญ่เทียมฟ้า หากฮูหยินซูคิดจะหาเรื่องหลินซิ่ว ก็มีวิธีสารพัดวิธี
เขาไม่อยากให้บุตรสาวมีแม่สามีแบบนี้
หลินหร่วนเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “หลินซิ่วไม่ใช่ป้าหลิว แม้ว่านางจะใจดีมีเมตตา แต่นางไม่ใช่คนที่จะยอมรับความอยุติธรรมโดยไม่ต่อต้านอันใด ดังนั้นลุงหลินไม่ต้องกังวลว่าในอนาคตนางจะถูกแม่สามีกดขี่ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีท่าน ตระกูลฉี และข้าคอยหนุนหลังนางอยู่ ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนางหรอกเจ้าค่ะ”
“หลินซิ่วอายุยังน้อย นางกำลังอยู่ในวัยมีความรัก ซูเฉิงซีเป็นชายในดวงใจคนแรกของนาง ความรู้สึกที่นางมีต่อเขาย่อมไม่ธรรมดา หากพวกเราห้ามนาง นอกจากนางจะปล่อยวางไม่ได้แล้ว เรื่องนี้อาจจะส่งผลกับนางไปชั่วชีวิต ดังนั้นต้องให้เวลานางสักหน่อย ให้นางได้เผชิญหน้ากับเรื่องต่อจากนี้ด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น ผลลัพธ์จะต้องไม่แย่อย่างแน่นอน”
เมื่อหลินจงได้ยินดังนั้น เขาก็คิดว่ามันค่อนข้างสมเหตุสมผล ดังนั้นจึงพยักหน้าเห็นด้วย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเขาไม่เห็นด้วย แล้วจะทำอันใดได้อีกเล่า ? มีจิ่งเสียนกับหลินหร่วนอยู่ คนเป็นพ่ออย่างเขา แทบไม่มีประโยชน์อันใด หลินซิ่วไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเขาและยิ่งไม่ฟังคำเตือนของเขา
คนเป็นพ่ออย่างเขานี่ช่าง เฮ้อ…
อีกด้านหนึ่ง
ซูเฉิงซีต้องทุ่มแรงมหาศาล กว่าจะพามารดาที่บ้าคลั่งของตนเองกลับจวนได้
เมื่อฮูหยินซูกลับมาถึงจวนของตนเอง นางก็บ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม ทำลายข้าวของทุกอย่างที่ขวางหน้า เพื่อบีบบังคับให้ซูเฉิงซียกเลิกงานแต่ง
ซูเฉิงซีคุกเข่าอยู่ในเรือนของฮูหยินซู เขาไม่ยอมขยับเขยื้อนไปที่ใด ทั้งยังไม่พูดไม่จา ปล่อยให้มารดาระเบิดโทสะทั้งอย่างนั้น
เมื่อฮูหยินซูเห็นท่าทีของเขา นางจึงโมโหยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นนางจึงยกนิ้วขึ้นชี้หน้าแล้วก่นด่าออกมาว่า “ซูเฉิงซี หลินซิ่วใช้ยาเสน่ห์อันใดกับเจ้ากันแน่ ? เจ้าถึงได้หลงนางหัวปักหัวปำเช่นนี้ ! ร่างกายของนางมีปัญหา นางมีลูกไม่ได้ เจ้าจะแต่งนางเข้ามาทำลายตระกูลซูหรืออย่างไร ! งานแต่งระหว่างเจ้ากับนางต้องถูกยกเลิก ข้าไม่ยอมให้สตรีที่มีลูกไม่ได้แต่งเข้ามาในตระกูลซูเด็ดขาด ! ”
ซูเฉิงซียังคงนิ่งเงียบ เพราะเขารู้ดีว่าตอนนี้ฮูหยินซูจะไม่ยอมฟังอันใดทั้งนั้น นางจะยอมฟังแค่เรื่องที่นางอยากฟังเท่านั้น
แต่เขาไม่มีทางประนีประนอม เขาตามใจมารดาทุกเรื่อง ทว่ามีเพียงแค่เรื่องคู่ครองเท่านั้นที่เขาไม่ยอมทำตาม
เขาชอบหลินซิ่ว และอยากแต่งงานกับหลินซิ่วคนเดียวเท่านั้น
เมื่อฮูหยินซูเห็นท่าทางดื้อรั้นของเขา นางก็โมโหจนเกือบสลบไป หลังจากระเบิดอารมณ์ในเรือนของตนเองจนไม่เหลือข้าวของให้ทำลายแล้ว นางก็แทบอยากจะรื้อบ้านทั้งหลัง
ไป๋หยู่โหลวพาสาวใช้มายืนดูเหตุการณ์ เมื่อเห็นเจ้านายของจวนเป็นแบบนี้ นางไม่เพียงไม่เป็นห่วงเท่านั้น ทว่ายังรู้สึกดีใจมากอีกด้วย
อาละวาดเลย ยิ่งวุ่นวายเท่าใดก็ยิ่งดี
หลังจากอาละวาดมาค่อนวัน ในที่สุดฮูหยินซูก็หมดแรง
เมื่อซูเฉิงซีเห็นว่านางเริ่มสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เขาจึงเอ่ยออกมาว่า “ท่านแม่ ไม่ว่าท่านจะอาละวาดอย่างไร ข้าก็ไม่มีทางยอมยกเลิกงานแต่ง ข้าจะแต่งงานกับหลินซิ่วให้ได้ ข้าจะบอกท่านอีกครา ร่างกายของหลินซิ่วไม่ได้มีปัญหาอันใด ท่านจะเชื่อหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ท่านเถิด”
หลังจากเอ่ยจบ เขาก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินโซเซออกไป โดยมีเด็กรับใช้คอยช่วยประคอง
ฮูหยินซูไม่มีแรงทำลายข้าวของ และไม่มีข้าวของให้นางทำลายแล้ว ดังนั้นจึงล้มตัวลงนอนร้องไห้บนตั่งภายในเรือน
หลังจากซูเฉิงซีได้ยินเสียงร้องไห้ของนาง เขาก็รู้สึกว้าวุ่นใจไม่น้อย ทั้งยังรู้สึกปวดหัวมากยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนเลยว่า…มารดาของตนเองจะมีด้านที่ไร้เหตุผลถึงเพียงนี้ การกระทำของนางเหมือนเหล่าแม่สามีในชนบทไม่มีผิด
และนางยังเผยท่าทีให้หลินซิ่วเห็นเต็มสองตา เขารู้สึกขายหน้ามากยิ่งนัก !
แต่จะทำอันใดได้เล่า ? นั่นคือมารดาของเขา เขาทำอันใดนางไม่ได้ สิ่งที่เขาพอจะทำได้ มีเพียงแค่พยายามห้ามนาง แล้วรอจนกว่าบิดาของตนเองจะกลับมาเท่านั้น
“ส่งคนไปกระตุ้นท่านพ่อสักหน่อย ให้เขารีบกลับมาโดยเร็วที่สุด”
หลังจากส่งเด็กรับใช้ของตนเองออกไปแล้ว ซูเฉิงซีจึงเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมออกไปพบหลินซิ่ว
แต่ในขณะที่เขาเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน กลับมีบ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่งเข้ามาขวางทางเอาไว้ “คุณชาย ฮูหยินมีคำสั่งว่า…หากฮูหยินไม่อนุญาต คุณชายห้ามออกจากจวนแม้แต่ครึ่งก้าวขอรับ”
ซูเฉิงซีพยายามระงับโทสะ แล้วเอ่ยออกมาว่า “หลีกทางให้ข้าประเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะออกไปให้ได้ ! ”
สีหน้าของบ่าวรับใช้ผู้นั้นเต็มไปด้วยความลำบากใจ แต่เขาไม่ได้หลีกทาง เนื่องจากตอนนี้ฮูหยินเป็นผู้ปกครองจวนหลังนี้ บ่าวรับใช้อย่างพวกเขา จะทำอันใดได้ ?