หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1173 ชี้ให้เห็นถึงปัญหา
ตอนที่ 1173 ชี้ให้เห็นถึงปัญหา
“ฮูหยิน โปรดตริตรองใหม่อีกคราเถิด แผนการนี้เสี่ยงจนเกินไป หาก…”
“ไม่มีคำว่าหาก” ฮูหยินซูเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เป็นหลินซิวต่างหากที่มองข้ามความหวังดีของผู้อื่น ! หากนางยอมตรวจดี ๆ ก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ หากนางยอมให้ซีเอ๋อร์รับอนุ ข้าก็คงไม่ฉีกหน้านางแบบนั้น ตอนนี้ข้าจำต้องชิงลงมือก่อน แพร่กระจายเรื่องของนางออกไป แล้วค่อยขอยกเลิกงานแต่ง เช่นนี้คงไม่มีผู้ใดต่อว่าตระกูลซูของพวกเราได้”
“รีบจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ! อีกไม่กี่วันท่านพี่ก็จะกลับมาแล้ว จำต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนที่เขาจะกลับมา ! ”
เมื่อโมโม่เห็นว่าเกลี้ยกล่อมนางไม่สำเร็จ จึงทำได้เพียงออกไปเตรียมคน
ภายใต้พลังวิเศษ หลินหร่วนได้ยินทุกคำเอ่ยของฮูหยินซู นางหักนิ้วพร้อมกับเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา
“มีคนโง่ไม่กลัวตายอยู่จริง ๆ ! ไม่คิดบ้างเลยหรือว่าจดหมายที่ซูจือโจวได้รับเป็นของผู้ใด ? ถึงข้ากับตระกูลหลินจะไม่ได้ติดต่อกันแล้ว แต่ตระกูลหลินไม่ใช่ตระกูลที่นางคิดจะรังแกก็รังแกได้ ! ”
ตั้งแต่โบราณมีคำกล่าวที่ว่า…ตีสุนัขยังต้องดูเจ้าของ แม้ว่าการเปรียบเทียบนี้จะดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก แต่ความสัมพันธ์ของนางกับตระกูลหลินยังคงอยู่ แม้ว่าภายนอกนางกับตระกูลหลินจะไม่ได้ติดต่อกันแล้ว แต่ตราบใดที่นางยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าผู้ใดก็แตะต้องคนตระกูลหลินไม่ได้ทั้งนั้น
ฮูหยินซูช่างดีจริง ๆ !
“หากไม่มอบบทเรียนให้กับฮูหยินซูสักครา ข้าคงต้องแค้นใจไปชั่วชีวิต ! ”
เซียวจิ่งเฉินลูบหลังนางเบา ๆ พลางเอ่ยออกมาว่า “เจ้าอย่าได้โกรธไปเลย พวกเราไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปล่อยให้นางรนหาที่ตายด้วยตนเอง ซูจือโจวผู้นั้นเอาตัวรอดเก่งจะตายไป ที่เขากระตือรือร้นอยากให้ซูเฉิงซีแต่งงานกับหลินซิ่วมากถึงเพียงนั้น เป้าหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว ทว่านางโง่นั่นกลับทำลายเรื่องดี ๆ ของเขา เจ้าลองเดาดูสิว่าเขาจะทำอย่างไรกับนาง ? ”
หลินหร่วนเงยหน้าขึ้นมองเขา “ความหมายของเจ้าคือปล่อยให้ฮูหยินซูรนหาที่ตายด้วยตนเองหรือ ? แล้วแบบนั้นจะไม่ส่งผลกับชื่อเสียงของหลินซิ่วหรือ ? ”
เซียวจิ่งเฉินเอ่ยออกมาว่า “หลินซิ่วได้รับการปกป้องจากเจ้ามาโดยตลอด เรื่องนี้ เจ้าไม่อาจปกป้องนางได้ หากไม่ปล่อยให้นางได้รับบทเรียนบ้าง แล้วนางจะเติบใหญ่ได้อย่างไร เจ้าต้องทำให้นางตระหนักได้ว่าคนเราจะทำอันใดตามอำเภอใจไม่ได้ หากจะเอาแต่ใจตนเอง เช่นนั้นก็ต้องแบกรับผลที่ตามมาด้วย ยิ่งไปกว่านั้นมีพวกเราคอยช่วยอยู่เบื้องหลัง ข่าวลือเหล่านั้นจะส่งผลอันใดกับนางได้ ก็แค่ทำให้นางน้อยเนื้อต่ำใจชั่วคราวเท่านั้นแหละ”
“ด้วยวิธีการนี้ จะสามารถทำให้ซูเฉิงซีตัดสินใจได้ บางทีมันอาจจะทำให้เขากับหลินซิ่วได้แต่งงานกันเร็วขึ้น”
เซียวจิ่งเฉินกลัวว่าหลินหร่วนจะไม่เห็นด้วย เขาเลยเอ่ยต่ออีกว่า “หากเจ้าไม่อยากให้หลินซิ่วกลายเป็นตงเมี่ยวซินคนที่สอง ก็ทำตามที่ข้าบอกเถิด อาหร่วน ข้าเองก็เห็นหลินซิ่วเป็นเหมือนน้องสาวของตนเองเช่นกัน ข้าไม่ทำร้ายนางหรอก”
หลินหร่วนใจกระตุก อยู่ ๆ นางก็รู้สึกน้อยใจ “เจ้าคิดว่าข้าทำผิดเรื่องของเมี่ยวซินใช่หรือไม่ ? ”
เซียวจิ่งเฉินเห็นนางตาแดงเรื่อ ดังนั้นจึงรีบเอ่ยแก้ต่างว่า “ไม่ใช่ทำผิด ทว่าทำเกินเหตุ อาหร่วน เจ้าปกป้องผู้อื่นมากจนเกินไป ปกป้องจนพวกนางไม่อาจแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ เจ้าต้องเชื่อใจพวกนางว่า…พวกนางดูแลตนเองได้และกล้าที่จะแบกรับผลลัพธ์ อาหร่วน พวกนางไม่ใช่ความรับผิดชอบของเจ้า พวกนางมีชีวิตเป็นของตนเอง ตอนที่เจ้าไม่ปรากฏตัวออกมา พวกนางก็ยังใช้ชีวิตกันได้ปกติไม่ใช่หรือ ? ”
แท้จริงแล้วเขาอยากจะเอ่ยเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด แต่กลัวจะทำร้ายใจนางจนเกินไป
นางชอบปกป้องคนที่นางใส่ใจ กลัวว่าพวกเขาจะพบกับเรื่องน้อยเนื้อต่ำใจ แต่การทำแบบนี้ ไม่ได้ส่งผลดีเลยสักนิด เรื่องของตงเมี่ยวซินก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง เพราะหลินหร่วนยื่นมือเข้าไปยุ่งมากจนเกินไป ทำให้ตงเมี่ยวซินรู้สึกมีที่พึ่งและไร้เดียงสามาโดยตลอด
เขาไม่อยากให้นางเดินซ้ำรอยเดิม เพราะนอกจากนางจะเปลืองแรงแล้ว มันยังไม่ได้ส่งผลดีต่อคนที่นางปกป้องเลยสักนิด
เซียวจิ่งเฉินกลัวว่านางจะรับไม่ไหว เขาจึงดึงนางเข้ามาในอ้อมกอด “อาหร่วน ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ เจ้าไม่ต้องเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจมากนัก เพียงยืนดูอยู่ห่าง ๆ ก็พอแล้ว เจ้าปล่อยให้หลินซิ่วกับซูเฉิงซีหาทางจัดการกันเองเถิด แบบนี้ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร พวกเขาจะไม่หันมาโทษเจ้า และอาจจะยอมรับผลที่ตามมาได้ง่าย ๆ อีกด้วย”
หลินหร่วนสงบสติอารมณ์ลง พลางครุ่นคิดอย่างจริงจังชั่วครู่
นางคิดว่าสภาพจิตใจของตนเองในปัจจุบันเหมือนกับพ่อแม่ที่เห็นลูกมีความรัก อยากปกป้องไม่ให้ลูกเสียใจ ไม่อยากให้ลูกถูกรังแก แต่นางกลับหลงลืมไปว่าการเติบโตของทุกคนล้วนผ่านเรื่องราวอันเลวร้ายมาทั้งนั้น
เซียวจิ่งเฉินพูดถูก นางไม่ควรปกป้องหลินซิ่วมากเกินไป จนทำให้นางกลายเป็นดอกไม้ในเรือนกระจก
ไม่มีผู้ใดสามารถปกป้องนางได้ตลอดชีวิต ตัวนางเองก็ปกป้องหลินซิ่วไปชั่วชีวิตไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นจำต้องให้หลินซิ่วเรียนรู้ที่จะเติบโตด้วยตนเอง
“เจ้าเอ่ยได้ถูกต้อง ข้าคิดมากเกินไปจริง ๆ ”
หลินหร่วนถอนหายใจยาวออกมา แล้วเอ่ยต่ออีกว่า “ข้ายื่นมือเข้าไปยุ่งมากเกินไปแล้ว”
เซียวจิ่งเฉินลูบผมของนางพร้อมด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่ได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งมากเกินไปหรอก แต่เป็นเพราะเจ้าห่วงใยพวกเขามากเกินไปต่างหาก กลัวว่าพวกเขาจะถูกผู้อื่นรังแก พวกเขาคงไม่รู้ว่าตนเองโชคดีเพียงใด ที่มีเจ้าคอยปกป้องในชีวิตนี้”
หลินหร่วนเงยหน้าขึ้นมองเซียวจิ่งเฉิน “ประเดี๋ยวนี้เจ้าเริ่มปลอบคนเก่งขึ้นทุกวันแล้วนะ”
เซียวจิ่งเฉินก้มหน้าจูบปลายจมูกของนาง “พรสวรรค์ในการปลอบคนของข้า มีให้แค่เจ้าเท่านั้นแหละ เอาล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้ารีบเข้านอนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องตื่นมาดูอีกว่า…นางโง่ตระกูลซูผู้นั้นจะดิ้นรนอย่างไร”
หลินหร่วนรู้สึกมีความสุขมากยิ่งนัก นางเงยหน้าจุมพิตเซียวจิ่งเฉินคราแล้วคราเล่า แต่พอได้ยินเสียงลมหายใจหอบหนักของเขา นางกลับล้มตัวลงนอนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แล้วเอ่ยกับเขาเสียงหวานว่า “ฝันดี”
เซียวจิ่งเฉินมองอวัยวะบางจุดของตนเองด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะหันไปมองจิ้งจอกน้อยของเขา จากนั้นก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงไหล่ของนาง แล้วตนเองถึงได้ล้มตัวลงนอนข้างกายนางพลางเอื้อมมือไปสวมกอดนางเอาไว้หลวม ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินหร่วนประคองท้องอันใหญ่โตของนางไปยังโรงหมอซือเอิน
หลินซิ่วยังคงรักษาคนไข้เหมือนทุกวัน ทว่าแววตากลับดูเหม่อลอย ดวงตาทั้งสองข้างบวมแดง ใต้ตาดำคล้ำ เพียงแค่มองดูก็รู้แล้วว่าร้องไห้จนไม่ได้หลับได้นอน
เมื่อหลินหร่วนเห็นนางเป็นเช่นนั้น จึงให้คนไข้รอก่อนชั่วครู่ แล้วลากตัวนางไปยังเรือนด้านหลัง
“ท่านพี่ ท่านมาทำอันใดที่นี่เจ้าคะ ? ”
หลินหร่วนถลึงตาใส่นาง “เจ้าคิดว่าข้ามาทำอันใด้เล่า ? หลินซิ่ว ตอนนี้เจ้าเป็นหมอแล้วนะ สภาพของเจ้าในตอนนี้จะตรวจคนไข้ได้อย่างไร ? หากเผลอจ่ายยาผิด แล้วทำให้ผู้อื่นตายขึ้นมาเล่า ? เจ้าจะทำตัวแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ! ”
หลินซิ่วก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ “ท่านพี่ ข้า…”
เดิมทีนางอยากจะปิดโรงหมอสักวัน แต่นางไม่กล้าทำให้ตนเองว่าง เพราะหากนางอยู่ว่าง ๆ นางจะต้องเศร้าเสียใจอย่างแน่นอน
หลินหร่วนวางมือลงบนหลังของนาง เพื่อใช้พลังวิเศษช่วยฟื้นฟูให้นางชั่วครู่
เพียงชั่วพริบตาเดียว สีหน้าของหลินซิ่วก็กลับมาเป็นปกติอีกครา รอยหมองคล้ำใต้ตาเลือนหายไป ดูมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย แต่ด้านอารมณ์ยังคงดำดิ่งดังเดิม
“ดูสภาพของเจ้าในเวลานี้สิ ! ยังไม่ถึงสองวันเลยด้วยซ้ำ แต่เจ้าก็กลายเป็นแบบนี้แล้ว ? เจ้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเลยหรือว่าเรื่องระหว่างเจ้ากับเขาจะไม่มีทางเป็นไปได้ ? หากเจ้าคิดเช่นนี้ จะขอเวลาสองวันไปเพื่ออันใด ? ในเมื่อคิดจะพยายามแล้ว เจ้าก็ควรเชื่อมั่นในตัวเขาและเชื่อมั่นในตนเอง”