หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1177 ไม่ไว้หน้า
ตอนที่ 1177 ไม่ไว้หน้า
“ฮูหยิน เกิดเรื่องร้ายแล้วเจ้าค่ะ เหมือนว่าคนที่มาโวยวายอยู่ข้างนอกจะมาเพราะเรื่องของแม่นางหลินซิ่วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินซูกลับไม่เชื่อ “จะเป็นไปได้อย่างไร ข่าวลือนั่นไม่ได้บอกสักหน่อยว่าเป็นผู้ใด แล้วพวกเขาจะรู้ว่าข้าเป็นคนปล่อยข่าวลือได้อย่างไร ? ยิ่งไปกว่านั้น หลินซิ่วมีบุญบารมีมากเพียงนั้นเลยหรือ ราษฎรเมืองชิงโจวถึงออกมาปกป้องนางเช่นนี้ ? ”
โมโม่กำลังวิตกกังวลอย่างถึงที่สุด “ฮูหยิน หลินซิ่วไม่ได้มีบุญบารมีมากถึงเพียงนั้นหรอกเจ้าค่ะ แต่องค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินมีนะเจ้าคะ”
“องค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินไม่ได้เกี่ยวข้องกับตระกูลหลินมานานแล้วไม่ใช่หรือ”
ไม่ว่าอย่างไรฮูหยินซูก็ไม่มีทางเชื่อว่าชาวบ้านเหล่านั้นจะมาเพื่อหลินซิ่ว
เมื่อโมโม่เห็นว่านางยังหัวรั้นเช่นนั้น จึงไม่ใช้น้ำเสียงเกลี้ยกล่อมอีกต่อไป เพียงเอ่ยออกมาว่า “ฮูหยิน ไม่ว่าพวกเขาจะมาด้วยเหตุใด แต่หากฮูหยินยังอยู่ในจวนต่อ อาจจะไม่ปลอดภัยนะเจ้าคะ ถ้าหากพวกเขาบุกเข้ามาได้ ผลลัพธ์อาจจะกลายเป็นหายนะ ฮูหยิน ท่านรีบคิดหาวิธีเถิดเจ้าค่ะ”
ฮูหยินซูก็เริ่มเป็นกังวลแล้วเช่นกัน “ข้าจะยังมีวิธีอันใดอีก หรือจะให้ข้าติดปีกแล้วบินหนีเล่า ? ”
“จริงสิ รีบสั่งให้เจ้าหน้าที่ในศาลาว่าการไล่ชาวบ้านเหล่านั้นออกไปเสีย หากมีผู้ใดกล้ายุยงก็ให้จับตัวเอาไว้ แล้วรอให้ท่านพี่กลับมาตัดสิน ! ”
วิธีที่นางคิดได้ในเวลานี้ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น
โมโม่ก็คิดว่าตอนนี้มีเพียงวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือเชือดไก่ให้ลิงดู จับชาวบ้านสักคนมาเชือด ข่มขู่ให้คนเหล่านั้นกลัว
ด้วยเหตุนี้นางจึงรีบไปหาพ่อบ้านซู เพื่อให้เขาไปบอกเจ้าหน้าในศาลาว่าการ
แต่ผู้ใดจะไปคาดคิดว่าเมื่อพ่อบ้านซูไปถึงศาลาว่าการ จะเห็นประตูด้านหน้าปิดสนิท และมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งแคะฟันอยู่ในห้องโถง
เมื่อได้ยินว่าฮูหยินซูบอกให้พวกเขาออกไปจับชาวบ้าน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด
พ่อบ้านซูเอ่ยถามด้วยท่าทีร้อนรน “เหตุใดพวกเจ้าถึงยังนั่งเฉยอยู่อีก ? ไม่ได้ยินคำสั่งของฮูหยินหรือ ? ยังไม่รีบออกไปจับคนที่มาก่อเรื่องอีก ! ”
เจ้าหน้าที่ยกเปลือกตาขึ้น แล้วเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “เจ้ามีฐานะใด ? มีสิทธิ์อันใดมาเรียกใช้พวกเรา ? พวกเราฟังคำสั่งของจือโจวกับขุนนางที่ตำแหน่งสูงกว่าเขาเท่านั้น”
ความหมายในคำเอ่ยนี้คือ…เจ้าคิดว่าตนเองเป็นผู้ใดกัน ถึงกล้ามาสั่งพวกเรา ?
พ่อบ้านซูทรุดกายลงด้วยความโมโห “นี่เป็นคำสั่งของฮูหยิน ! ”
เหล่าเจ้าหน้าที่ส่ายหน้า “คำสั่งของฮูหยินก็ไม่ได้ พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่ของราชสำนัก ฟังคำสั่งของขุนนางเท่านั้น แม้ว่าฮูหยินซูจะเป็นฮูหยินตราตั้ง ก็ไม่มีสิทธิ์มาเรียกใช้พวกเรา”
ในเวลาปกติ หากฮูหยินซูอยากให้พวกเขาทำอันใด พวกเขาไม่ถึงกับไม่ทำตามเสียทีเดียว
ทว่าในวันนี้พวกเขาจะไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งนั้น
เมื่อครู่พวกเขารู้แล้วว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ตอนนี้พวกเขากำลังโมโหอยู่
เจ้าหน้าที่อย่างพวกเขาเกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองชิงโจว ทว่าซูจือโจวถูกโยกย้ายมาจากที่อื่น
สามารถเอ่ยได้ว่า…ในศาลาว่าการแห่งนี้ พวกเขาอาวุโสกว่าซูจือโจวเสียอีก
พวกเขาล้วนเป็นคนของอดีตจือโจว และเขายังมีความสัมพันธ์อันดีกับองค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินอีกด้วย ต่อหน้าองค์หญิง เจ้าหน้าที่อย่างพวกเขาถือว่าเป็นคนคุ้นหน้าเหมือนกัน
องค์หญิงเติบโตขึ้นมาในเมืองชิงโจว ถือว่าเป็นชาวชิงโจวครึ่งหนึ่ง ในเมืองชิงโจวแห่งนี้ยังมีกิจการขององค์หญิงอยู่ด้วย แล้วพวกเขาจะปล่อยให้ฮูหยินซูรังแกแม่นางหลินซิ่วโดยไม่ทำอันใดได้อย่างไร ?
ด้วยฐานะของพวกเขา ทำให้ไม่อาจไปเข้าร่วมกับชาวบ้านเหล่านั้นได้ แค่นี้ก็ทำให้พวกเขารู้สึกแย่มากพอแล้ว ตอนนี้ฮูหยินซูยังจะสั่งให้พวกเขาออกไปจับชาวบ้านที่มาเรียกร้องแทนแม่นางหลินซิ่วอีก
ฝันกลางวันหรืออย่างไร !
เมื่อพ่อบ้านซูเห้นว่าตนเองสั่งเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงรีบไปรายงานฮูหยินซูที่เรือนด้านหลัง
ฮูหยินซูตบโต๊ะอย่างแรงด้วยความโมโห “กบฏ ! พวกเขารับเบี้ยหวัดจากราชสำนัก แต่กลับกล้าละเลยหน้าที่เช่นนี้ ! พวกเขายังเห็นท่านพี่อยู่ในสายตาหรือไม่ ! ”
โมโม่พยายามโน้มน้าว “ฮูหยินอย่าเพิ่งถือสาเรื่องนี้เจ้าค่ะ ตอนนี้พวกเรามาคิดกันดีกว่าว่าจะหนีออกไปได้อย่างไร หากชาวบ้านเหล่านั้นบุกเข้ามาได้ จะต้องเกิดหายนะเป็นแน่”
ฮูหยินซูหน้าดำจนเขียว ตอนนี้นางไม่มีวิธีดี ๆ แล้วเช่นกัน
จวนจือโจวไม่มีจวนหลังอื่นอีกแล้ว พวกเขาพักอาศัยอยู่ที่ด้านหลังศาลาว่าการ ถึงอย่างไรชาวบ้านก็หวาดกลัวขุนนางหรือเจ้าหน้าที่ทางการอยู่บ้าง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีจวนหลายหลัง
ก่อนหน้านี้คิดว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่เพียงได้ใช้ชีวิตอยู่ในจวนอย่างสงบสุขเท่านั้น ทว่ายังช่วยประหยัดเงินได้อีกไม่น้อย
ทว่าหลังจากประสบกับเรื่องนี้ นางถึงได้รู้สึกเหมือนว่าตนเองไม่มีที่พึ่ง
หากมีจวนสำรอง อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังสามารถหลบหนีออกไปได้
ฮูหยินซูเงยหน้าขึ้นมองเหล่าสาวใช้ที่กำลังตื่นตระหนก นางปวดหัวยิ่งกว่าอะไรดี
ซูเฉิงซีที่ถูกขังอยู่ในเรือน หลังจากได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอก เขาจึงรีบตะโกนถามเด็กรับใช้ที่อยู่นอกประตูว่า “ซูชิง เกิดอันใดขึ้นกัน เหตุใดถึงมีเสียงเอะอะโวยวายเช่นนี้ ? ”
เด็กรับใช้นามว่าซูชิงเอ่ยด้วยใบหน้าซีดเซียว “คุณชาย ข้างนอกมีชาวบ้านมารวมตัวกันจำนวนมาก พวกเขาโวยวายขอพบท่านฮูหยิน กล่าวว่า…”
“กล่าวว่าอันใด ? ”
ซูชิงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นด้วยซ้ำ “กล่าวว่ามาเรียกร้องความเป็นธรรมแทนแม่นางหลินซิ่ว”
ซูเฉิงซีชะงักไปชั่วครู่ “มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ? เจ้าเอ่ยให้ชัดเจนหน่อย ! ”
ซูชิงผู้นี้เป็นคนของเขา ติดตามเขามาตั้งแต่ยังเยาว์ ดังนั้นจึงไม่กล้าปิดบังเขาสักเท่าใดนัก “ข้าน้อยได้ยินมาว่า…ฮูหยินให้คนไปปล่อยข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับแม่นางหลินซิ่ว ชาวบ้านจึงพากันมาร้องทุกข์แทนแม่นางหลินซิ่วขอรับ”
ซูเฉิงซีเดาออกทันทีว่าฮูหยินซูให้คนไปปล่อยข่าวลือเรื่องอันใด เขาโมโหจนควันออกหู จากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า “ท่านแม่ทำแบบนี้ได้อย่างไร ! ”
นี่เท่ากับบีบให้หลินซิ่วเข้าสู่ทางตัน !
หากหลินซิ่วทราบเข้า นางจะเสียใจมากเพียงใด !
“ซูชิง เจ้าเปิดประตูให้ข้าประเดี๋ยวนี้ ปล่อยข้าออกไปเสีย ! ”
“คุณชาย ขะ…ข้าน้อยไม่กล้า ถ้าหากฮูหยินทราบ ข้าน้อยจะต้องถูกโบยจนตายเป็นแน่”
“หากเจ้าไม่เปิดประตู ข้าจะตายอยู่ในห้องนี้แหละ พอถึงเวลานั้นเจ้าก็ต้องตายเหมือนกัน ! ซูชิง เจ้ารับเปิดประตูเสีย ข้ารับรองว่าท่านแม่จะไม่ตำหนิเจ้าเป็นแน่ เร็วสิ ! ”
ซูชิงมองความวุ่นวายนอกเรือน จากนั้นก็กัดฟันแน่นพลางเอ่ยว่า “คุณชาย ท่านรอข้าน้อยสักประเดี๋ยวนะขอรับ”
ณ เรือนของไป๋หยู่โหลว
หลิงหลงตื่นตกใจราวกับหนูที่อยากหารูหลบ ส่วนไป๋หยู่โหลวกลับจะออกไปข้างนอกในเวลานี้
“คุณหนู ท่านจะไปที่ใดเจ้าคะ ข้างนอกวุ่นวายถึงเพียงนี้ ท่านอย่าออกไปเลย ถ้าหากชาวบ้านเหล่านั้นบุกเข้ามาจะทำอย่างไรเจ้าคะ”
ทว่าไป๋หยู่โหลวกลับเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องกังวล คนเหล่านั้นไม่บุกเข้ามาหรอก ชาวบ้านไม่ได้โง่ เพื่อหลินซิ่วแล้ว พวกเขาช่วยเอ่ยได้แค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น แต่หากจะให้พวกเขายอมต้องโทษบุกเข้ามาในศาลาว่าการแห่งนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้สักเท่าใดนัก ท่านป้าเป็นถึงฮูหยินตราตั้งขั้นสี่ของราชสำนัก ถ้าหากชาวบ้านทำร้ายนางจริง ๆ ชาวบ้านเหล่านั้นก็ต้องคิดเช่นกันว่าชีวิตของพวกเขาเพียงพอให้ชดใช้หรือไม่ ? ”
“ตอนนี้ภายในจวนวุ่นวายไปหมด ท่านป้าก็คงขวัญเสียมากเช่นกัน ตอนนี้ต้องมีใครสักคนกุมสติถึงจะถูก”
นี่เป็นโอกาสอันดีที่นางจะเผยโฉมหน้า มันมีประโยชน์ยิ่งกว่าการใช้เล่ห์เหลี่ยมเหล่านั้นเสียอีก
แม้จะเสี่ยงอยู่บ้าง แต่หากนางทำได้สำเร็จ ชีวิตของนางในวันข้างหน้า จะต้องราบรื่นและมั่นคงอย่างแน่นอน