หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1178 กลอุบายของแม่นางบัวขาว
ตอนที่ 1178 กลอุบายของแม่นางบัวขาว
หลังจากไป๋หยู่โหลวคิดได้ดังนั้น นางก็ไม่ลังเลที่จะพาหลิงหลงไปยังเรือนของฮูหยินซู
ตอนนี้ฮูหยินซูกำลังกระสับกระส่ายราวกับมดบนกระทะร้อน ๆ นางอยากออกไปจากจวน ทว่าบ่าวรับใช้กลับมารายงานว่า… ไม่ว่าจะประตูหน้าหรือหลังก็มีชาวบ้านเฝ้าอยู่ทั้งนั้น ภายในจวนเต็มไปด้วยความโกลาหล สาวใช้และเด็กรับใช้มารวมตัวกันที่เรือนของนาง สถานการณ์วุ่นวายอย่างมาก กระทั่งมีคนที่ขี้ขลาดหน่อยเริ่มร้องไห้โฮออกมา
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนั้น ไป๋หยู่โหลวจึงรีบวางมาด เค้นเสียงตำหนิบ่าวรับใช้เหล่านั้น
“จะร้องไห้ไปเพื่อเหตุใด ! เรื่องใหญ่สักเท่าใดกันเชียว ถึงทำให้พวกเจ้าหวาดกลัวจนมีสภาพเช่นนี้ ? กลั้นเอาไว้ประเดี๋ยวนี้ ! จากนั้นก็ไสหัวกลับไปในที่ที่พวกเจ้าควรอยู่เสีย ! จะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่เพื่อเหตุใด ? ต้องการให้ท่านป้าวิตกกังวลมากกว่าเดิมหรืออย่างไร ? ! ”
บ่าวรับใช้เหล่านั้นต่างก็ตะลึงงัน นับตั้งแต่ไป๋หยู่โหลวเข้ามาอยู่ในจวน นางก็มีท่าทางอ่อนโยนมาโดยตลอด ทั้งยังปฏิบัติต่อบ่าวรับใช้อย่างสุภาพอ่อนหวาน พวกเขาเพิ่งเคยเห็นมาดเด็ดขาดดุดันเช่นนี้เป็นคราแรก
ไป๋หยู่โหลวเห็นบ่าวรับใช้เอาแต่ตะลึงงัน นางจึงเอ่ยต่ออีกว่า “พวกเจ้าเป็นถึงบ่าวรับใช้ของจวนจือโจวเชียว ! แต่พอเจอเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ กลับเอาแต่นั่งสุมหัวร้องไห้ หากผู้อื่นทราบเข้า จะไม่หัวเราะเยาะยิ่งกว่าเดิมหรือ ! กลับไปทำหน้าที่ของพวกเจ้าเสีย หากมีตรงที่ใดตกหล่น ข้าจะรอดูว่าท่านป้าจะลงโทษพวกเจ้าอย่างไร ! ”
หลิงหลงเอ่ยเสริมว่า “คุณหนูของข้าเอ่ยได้ถูกต้อง ยังจะมัวนิ่งเฉยอยู่อีก ? รีบกลับไปทำหน้าที่ของตนเองได้แล้ว อย่าวิ่งไปที่ใดมั่วซั่ว รออยู่อย่างเงียบ ๆ ฟ้าไม่ถล่มลงมาหรอก ! ”
ท่าทางหนักแน่นมั่นใจของนายบ่าวคู่นี้ ทำให้บ่าวรับใช้เริ่มสงบสติอารมณ์ได้บ้างแล้ว หลังจากพวกเขามองหน้ากันไปมาชั่วครู่ ก็เริ่มมีคนลุกขึ้นยืน แล้วออกไปจากเรือนหลัก
เพียงไม่นาน บ่าวรับใช้ก็ออกไปทั้งหมด ภายในเรือนหลักไม่มีเสียงเอะอะโวยวายอีกต่อไป ดังนั้นเสียงโวยวายของชาวบ้านจึงชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
ไป๋หยู่โหลวเดินเข้าไปในเรือนของฮูหยินซู เมื่อเห็นฮูหยินซูนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าซีดเซียว นางจึงเข้าไปคารวะทันที “ท่านป้าท่านคงตกใจไม่น้อย โมโม่ รีบให้โรงครัวต้มน้ำแกงสงบใจมาให้ท่านป้าหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
โมโม่รีบไปทำตาม
จากนั้นไป๋หยู่โหลวก็เข้าไปนวดมือฮูหยินซูด้วยสีหน้าห่วงใยพลางเอ่ยว่า “ท่านป้าไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ ชาวบ้านเหล่านั้นไม่กล้าบุกเข้ามาหรอกเจ้าค่ะ ท่านป้าเป็นถึงฮูหยินของจือโจว เป็นฮูหยินตราตั้งขั้นสี่ของราชสำนัก หากพวกเขากล้าบุกเข้ามา ถึงองค์หญิงพิทักษ์แผ่นดินจะเสด็จมาร้องขอความเมตตาด้วยตนเองก็ไม่ได้ผลหรอกเจ้าค่ะ”
“ท่านป้าวางใจเถิด ข้าจะคอยอยู่เป็นเพื่อนท่านเอง ถึงจะมีอันตราย หยู่โหลวก็จะคอยขวางเอาไว้ ไม่ยอมให้คนเหล่านั้นทำร้ายท่านป้าอย่างแน่นอน”
ตอนนี้ฮูหยินซูหวาดกลัวจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างอยู่แล้ว คนรอบข้างคอยกระตุ้นให้นางคิดหาวิธี ถามนางว่าควรทำอย่างไรดี ? แต่กลับไม่มีผู้ใดถามว่านางกลัวหรือไม่ ตอนนี้เมื่อถูกไป๋หยู่โหลวปลอบแบบนั้นแล้ว กำแพงในใจของนางจึงพังทลายลงมาทันที นางสวมกอดไป๋หยู่โหลว พลางร่ำไห้บนบ่าของหลานสาว
“หยู่โหลว เจ้าว่าป้าทำบาปทำกรรมอันใดเอาไว้ เหตุใดถึงต้องประสบพบเจอกับเรื่องแบบนี้ด้วยกัน ? ข้าแค่อยากใช้วิธีนี้บีบหลินซิ่ว เพื่อที่พี่ชายของเจ้าจะได้ยกเลิกงานแต่งกับนางเสีย ข้าไว้หน้านางมากแล้ว ไม่ให้คนเอ่ยชื่อนางออกไปตรง ๆ แต่คาดไม่ถึงว่านางชั้นต่ำหลินซิ่วจะโหดร้ายเพียงนี้ ถึงกับให้ชาวบ้านมาบุกทุบประตูจวนจือโจวเช่นนี้ ! นี่นางยังเห็นลุงของเจ้าอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่ ! ”
ไป๋หยู่โหลวกำลังจะถือโอกาสนี้ว่าร้ายหลินซิ่วสักสองสามประโยค ทว่าหางตาของนางกลับเห็นซูเฉิงซีกำลังเดินเข้ามาในเรือนพอดี ด้วยเหตุนี้จึงรีบเปลี่ยนคำเอ่ย “ท่านป้า เรื่องนี้น่าจะไม่ใช่ฝีมือของแม่นางหลินซิ่ว ข้าเคยเจอนางสองสามครา รู้ว่านางไม่ใช่คนแบบนั้น ระหว่างนี้ต้องมีเรื่องอันใดเข้าใจผิดเป็นแน่”
ฮูหยินซูกัดฟันแน่น แล้วเอ่ยออกมาว่า “จะไม่ใช่นางได้อย่างไร ! นอกจากนางแล้วยังจะมีผู้ใดอีก ! หยู่โหลว เจ้าอย่าถูกภาพลักษณ์ภายนอกของนางชั้นต่ำนั่นหลอกเด็ดขาด นางไม่ใช่คนธรรมดา แท้จริงแล้วนางเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ! ”
ซูเฉิงซีได้ยินคำเอ่ยเหล่านี้ทั้งหมด เขาทนต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ ดังนั้นจึงเข้ามาเถียงแทนหลินซิ่ว “ท่านแม่ หลินซิ่วไปทำอันใดให้ท่านไม่พอใจกันแน่ ? ท่านถึงได้ทำเรื่องแย่ ๆ เช่นนี้กับนาง ! นี่ท่านกำลังบีบให้นางไปสู่ทางตันนะขอรับ ? ท่านคิดบ้างหรือไม่ว่าข่าวลือเหล่านั้นจะทำให้นางเสียใจมากเพียงใด ! ”
ฮูหยินซูคาดไม่ถึงว่าในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ เขาจะยังช่วยหลินซิ่ว แล้วหันมาตำหนินางแทน นางรู้สึกปวดใจมากยิ่งนัก “เจ้าคนเลอะเลือน เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าทำแบบนี้ไปเพื่อผู้ใด ! ”
“ท่านทำเพื่อผู้ใด ข้าไม่รู้ แต่ข้ารู้ว่าการที่ท่านทำแบบนี้ มันน่ารังเกียจยิ่งนัก ! ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงกลายเป็นคนแบบนี้ได้กันนะ ! ”
ซูเฉิงซีก็โมโหมากเช่นกัน ภายใต้ความโมโห คำเอ่ยบางคำอาจฟังดูหยาบคายไปบ้าง ดังนั้นมันจึงทิ่มแทงหัวใจของฮูหยินซูในทันที
ฮูหยินซูเจ็บใจมากยิ่งนัก เจ็บเสียจนขาดสติ นางรีบลุกขึ้นยืน แล้วง้างมือขึ้น หมายจะตบซูเฉิงซีสักฉาด
“เหตุใดข้าถึงได้มีลูกทรพีไม่รู้จักแยกแยะถูกผิด ไม่รู้จักดีชั่วอย่างเจ้ากันนะ ! ”
ซูเฉิงซีไม่ได้หลบ คิดจะรับฝ่ามือของนาง
ทว่าไป๋หยู่โหลวกลับเข้ามาขวางซูเฉิงซีเอาไว้
“เพี๊ยะ…”
ฝ่ามือของฮูหยินซูฟาดลงมาบนใบหน้าของไป๋หยู่โหลวอย่างจัง
ฮูหยินซูตื่นตกใจขึ้นมาทันใด “หยู่โหลว เหตุใดเจ้าถึงทำแบบนี้ ? เหตุใดเจ้าถึงได้โง่เขลาเช่นนี้ ? ”
ซูเฉิงซีก็ตื่นตกใจมากเช่นกัน
ไป๋หยู่โหลวรับรู้ได้ถึงความชาบนใบหน้าของตนเอง นางยกมือขึ้นมากุมบริเวณที่ถูกตบ พลางก่นด่าฮูหยินซูภายในใจว่า ‘นังบ้า’ ทว่าปากกลับขอร้องอ้อนวอนอย่างน่าสมเพช “ท่านป้า ท่านพี่ พวกท่านเลิกทะเลาะกันก่อนเถิด เรื่องสำคัญในตอนนี้ ไม่ใช่มาเถียงกันว่าผู้ใดถูกผู้ใดผิด ทว่าต้องทำให้ทุกอย่างกลับมาสงบก่อน ให้ชาวบ้านที่อยู่ข้างนอกยอมถอยออกไป”
ในขณะที่เอ่ย ไป๋หยู่โหลวก็หันหน้าไปเอ่ยกับซูเฉิงซีว่า “ท่านพี่ ท่านอย่าเพิ่งโมโหท่านป้าตอนนี้เลยเจ้าค่ะ ข่าวลือเหล่านั้นแพร่ออกไปได้อย่างไร ก็ยังไม่ทราบ พวกเรามาทำให้สถานการณ์สงบลงก่อน แล้วค่อยสืบก็ได้เจ้าค่ะ ถ้าหากเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านป้า ท่านจะขอโทษท่านป้าอย่างไรเจ้าคะ ? ”
ซูเฉิงซีฉีกยิ้มเยือกเย็นในใจ เรื่องนี้…นอกจากท่านแม่ของเขาแล้ว คงไม่มีผู้ใดกล้าทำแล้วล่ะ
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเอาความเรื่องนี้จริง ๆ เขาต้องเกลี้ยกล่อมให้ชาวบ้านเหล่านั้นยอมถอยออกไปก่อน จากนั้นค่อยไปดูสถานการณ์ทางฝั่งหลินซิ่ว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงหันไปเอ่ยกับไป๋หยู่โหลวว่า “น้องหญิง เจ้าช่วยดูแลท่านแม่แทนข้าที ข้าจะออกไปจัดการปัญหาข้างนอก เมื่อครู่ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว”
ไป๋หยู่โหลวตาแดงก่ำทันใด ทว่าสีหน้ากลับดูเด็ดเดี่ยวเป็นอย่างมาก “ท่านพี่ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านก็ระวังตัวด้วย หากมีอันตราย ก็หาที่หลบก่อนนะเจ้าคะ”
ซูเฉิงซีรู้สึกผิดกับไป๋หยู่โหลวไม่น้อย เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนางเลยสักนิด แต่นางกลับต้องมารับฝ่ามือแทนตนเอง
ทว่าตอนนี้ไม่ได้มีเวลามาเอ่ยถึงเรื่องเหล่านี้มากนัก หลังจากซูเฉิงซีฝากฝังมารดากับไป๋หยู่โหลวเสร็จแล้ว เขาก็รีบออกไปที่เรือนด้านหน้าทันที
แท้จริงแล้วเรือนด้านหน้ากับเรือนด้านหลังอยู่ห่างกันไม่มาก เดินแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว
หลังจากโวยวายมาได้พักใหญ่ ข้าวของที่เหล่าชาวบ้านใช้ขว้างปาก็ถูกใช้ไปพอสมควรแล้ว การรวมตัวก็น้อยกว่าก่อนหน้านี้แล้ว
ซูเฉิงซีก็ไม่กล้าให้คนเปิดประตู แล้วเดินออกไป ทว่าเขาให้คนย้ายโต๊ะมาให้ตนเองแทน จากนั้นก็นำเอาบันไดไปวางไว้บนโต๊ะ แล้วปีนขึ้นไปเจรจากับชาวบ้านข้างนอก “ขอบคุณทุกท่านที่มาเรียกร้องความเป็นธรรมแทนหลินซิ่ว ทว่าเรื่องนี้ตระกูลซูของพวกเราก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ข้าขอให้คำมั่นสัญญากับทุกท่านว่า…ข้า ซูเฉิงซี ชาตินี้จะแต่งงานกับหลินซิ่วเพียงแค่ผู้เดียวเท่านั้น”