ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1023 ไหนลองเรียกป่าป๊ะสิ
ตอนที่ 1,023 ไหนลองเรียกป่าป๊ะสิ
ภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกทั้งห้าคนที่กำลังเล่นสนุกสนานกันนั้น ช่างเป็นภาพที่สวยงามมาก
แต่ดูเหมือนว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะพบว่ามีบางอย่างขาดหายไป
จู่ ๆ เขาก็กลับมาได้สติและพบว่าพ่อแม่ของเขาไม่ได้อยู่ในภาพนั้น
ตอนนั้นเองที่เขาตระหนักได้ได้ว่า เมื่อลูกๆ ของเขาโตขึ้น พ่อแม่ของเขาก็จะแก่ลงไปด้วย และอาจถึงขั้นจากเขาและครอบครัวนี้ไปตลอดกาล
เจียงเสี่ยวไป๋จึงได้ตระหนักถึงความโหดร้ายของเวลาเป็นครั้งแรก
ฉันรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะคงอยู่ตลอดกาล
แม้ว่าเขาจะมีความสุขที่ได้เห็นการเจริญเติบโตของลูก ๆ แต่เวลาก็พรากวันเวลาที่เหลือของพ่อแม่เขาไปด้วย
“ชานชาน หนูก็ต้องคิดถึงคุณปู่คุณย่าของหนูด้วยสิ เมื่อพวกหนูโตขึ้น ปู่กับย่าก็ต้องแก่ตัวลงด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋สัมผัสหัวของลูกสาวเบา ๆ แล้วพูดออกมา
เจียงชานเงยหน้าขึ้นมองพ่อของเธอด้วยดวงตากลมโต ดูเหมือนเธอจะเข้าใจและพูดด้วยรอยยิ้ม “หนูยังหวังว่าเวลาจะผ่านไปช้าลงอีกหน่อย เพื่อที่หนูจะได้ใช้เวลาอยู่กับคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายได้นานมากขึ้น”
“ฉลาดมากลูกสาวพ่อ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋เอามือแตะหน้าผากของเธอ คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความรักความเอ็นดู
ผู้คนมักหวังสิ่งนี้ หวังสิ่งนั้น หวังว่าทุกสิ่งจะเป็นอย่างที่ปรารถนา และหวังว่าทุกสิ่งจะพัฒนาไปในทิศทางที่สวยงาม
แต่ความหวังก็เหมือนเวลา ไม่ว่าคุณจะหวังอะไร จะคาดหวังหรือไม่ อะไรจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิด สิ่งใดควรไปก็จะไปเช่นกัน
เจียงชานแตะหน้าผากของเธอ แล้วพูดอย่างไม่พอใจ “ป่าป๊ะ หนูไม่ได้โง่ค่ะ ! ”
ประโยคนี้ทำให้เจียงเสี่ยวไป๋, หลินเจียอิน และหวังซิ่วจวี๋หัวเราะออกมาทันที
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “ชานชานฉลาดที่สุด ไม่โง่เลย หนูจะได้เข้าโรงเรียนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ สงสัยคงจะเข้าใจอะไรก่อนเพื่อนรุ่นเดียวกันแน่นอน”
“เอิ่ม ! ”
เจียงชานพยักหน้าอย่างหนัก เธอดูมั่นใจอย่างมาก
“หนูเองก็อยากสอบได้ที่หนึ่งสักครั้งเหมือนกันค่ะ ! ”
เจียงถิงที่อยู่ข้าง ๆ กลับดูถ่อมตนกว่า
เจียงชานหัวเราะออกมา “ตราบใดที่มีฉันอยู่ คุณก็เป็นได้เพียงอันดับที่สองเท่านั้น อันดับหนึ่งจะเป็นของฉันตลอดไป ! ”
เจียงถิงกล่าวว่า “พ่อบอกว่าเมื่อโรงเรียนเปิด เขาจะพาฉันไปเรียนที่เจี้ยนหยาง พี่จะได้เก่งที่สุดในชิงโจว ส่วนฉันจะเก่งที่สุดในเจี้ยนหยางให้ได้”
หวังซิ่วจวี๋รู้สึกยินดีเมื่อได้ยินแบบนี้ “เอาล่ะ หลานทั้งสองคน คนหนึ่งคือที่ 1 ของชิงโจว อีกคนคือที่ 1 ของเจี้ยนหยาง ตกลงไหม”
เธอดูมีความสุขมากกว่าสิ่งอื่นใด ตอนที่เธอบอกหลานสาวทั้งสองคนว่าพวกเธอจะสอบได้ที่ 1 ทั้งสองคน
จากนั้นเธอก็เขย่าเจียงอันในอ้อมแขนของเธอ แล้วพูดว่า “ส่วนในอนาคต อันอันจะสอบได้ที่ 1 เป็นคนต่อไป”
หลินเจียอินยิ้มและพูดว่า “แม่ก็คิดไกลเกินไปแล้ว อันอันเพิ่งจะอายุเพียงสองเดือนกว่าเท่านั้น ยังเร็วเกินไปที่จะคาดหวังในเรื่องนี้กับเขา ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “แม่ ทำไมวันนี้แม่ถึงสนใจเรื่องการเรียนของเด็กกันล่ะ ? ”
ตอนที่เขาอยู่ในเมือง นายกเทศมนตรีจางก็คุยกับเขาเรื่องโรงเรียนโดยไม่คาดคิด เมื่อเขากลับมาที่บ้าน แม่และภรรยาของเขาก็พูดถึงเรื่องนี้ด้วย
แน่นอนว่าภาคเรียนนี้ยังไม่ปิดเทอมเลย และยังเร็วเกินไปที่ภาคเรียนใหม่จะเริ่ม
หลินเจียอินกล่าวว่า “หูฉางจวินมาที่นี่ เมื่อเขาเห็นชานชานอ่านหนังสือเล่มนี้ เขาก็บอกว่าปีนี้เสี่ยวหยงก็จะได้ไปโรงเรียนแล้วเหมือนกัน ”
เธอเหลือบมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ แล้วพูดต่อ “เขายังถามชานชานด้วยว่า เธอจะเข้าโรงเรียนในเมือง หรือโรงเรียนในเมืองชิงซาน ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “โรงเรียนประถมชิวซัวใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว ชานชานต้องไปเรียนในเมือง”
หลินเจียอินกล่าวว่า “ฉันรู้เรื่องนี้แล้ว ฉันก็บอกเขาอย่างนั้นเหมือนกัน”
หลังจากหยุดชั่วครู่ เธอก็พูดว่า “แต่ตามที่หูฉางจวินบอกมา เสี่ยวหยงก็อยากไปโรงเรียนเดียวกันกับชานชาน”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “มันขึ้นอยู่กับเขา ถ้าเขายินดีที่จะส่งเสี่ยวหยงไปโรงเรียนในเมือง ก็ไม่มีปัญหาอะไร”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “แล้วถ้าเขาส่งเสี่ยวหยงไปเข้าโรงเรียนในเมืองจริง ๆ เขาไม่ฝากให้ลูกไปรับไปส่งเสี่ยวหยงด้วยเหรอ”
เมื่อมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ เธอก็พูดต่อ “ลูกต้องคิดให้ดี ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ การรับและส่งเด็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องของวันหรือสองวัน แต่มันตั้งหกหรือเจ็ดปี”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ครับแม่ ผมรู้”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “ลูกรู้เรื่องนี้ก็ดี ! ”
เธอยังกังวลว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะรับคำลวก ๆ เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ ลูกต้องรู้ว่าการเลี้ยงลูกให้คนอื่นนั้น ถือเป็นความรับผิดชอบที่หนักหน่วง ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดี แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ความรับผิดชอบจะตกเป็นของลูกทั้งหมด ! ”
เธอกลัวว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะเจอปัญหาใหญ่ ดังนั้นเธอจึงรีบปฏิเสธให้ทันทีที่หูฉางจวินพูดออกมา
“อย่าคิดว่าแม่กำลังจู้จี้”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่กล้าที่จะเถียง เพราะเขาเองก็เห็นด้วย
ตอนที่เขายังเป็นเด็ก เขาอาจรู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่พ่อแม่บ่น แต่เมื่อโตขึ้น เขาก็ตระหนักได้ว่าการฟังพ่อแม่บ่นนั้นถือเป็นเรื่องที่ควรเอามาคิด
“ครับ แม่พูดถูก ผมยังขาดประสบการณ์ในเรื่องนี้ หากมีอะไร แม่ก็คอยเตือนผมหน่อยละกัน”
หวังซิ่วจวี๋มีความสุขมากหลังจากได้ยินสิ่งนี้ แต่พูดว่า “แม่เองก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้มากนัก ลูกมีความสามารถและแม่ก็รู้ดี แม่แค่กังวลว่าลูกจะเอาทุกอย่างมาแบกรับเองหมด ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ตามคำกล่าวที่ว่า บ้านไหนมีผู้อาวุโสก็เหมือนกับมีสมบัติ ตอนนี้บ้านเรามีพ่อและแม่อยู่ ก็แสดงว่าครอบครัวของเรามีสมบัติสองชิ้น”
หวังซิ่วจวี๋ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก เธอหยอกล้อกับเจียงอันแล้วพูดว่า “อันอันเองก็เป็นสมบัติของครอบครัวเราเหมือนกัน ! ”
“เสี่ยวอันอัน หลานคิดอย่างนั้นหรือเปล่า ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋เห็นอย่างนั้น จึงพูดด้วยรอยยิ้ม “แม่ มานี่มา เดี๋ยวผมอุ้มต่อเอง แม่ไปนั่งพักเถอะ ”
หวังซิ่วจวี๋บิดร่างของเธอเพื่อไม่ให้เจียงเสี่ยวไป๋เอาเจียงอันไปจากอ้อมแขน แล้วพูดว่า “ฉันไม่เหนื่อย ทำไมฉันถึงต้องพักผ่อน”
เธอขมวดคิ้ว และมองไปที่หลินเจียอิน “ไปช่วยอินอินนู่น เธอเพิ่งคลอด ร่างกายยังไม่แข็งแรงดี เธอน่าจะเหนื่อยกว่าแม่”
หลังจากได้ยินแบนั้น หลินเจียอินก็พูดอย่างเขินอาย “แม่ หนูคลอดลูกนานแล้ว ร่างกายก็กลับมาแข็งแรงแล้วด้วย”
หวังซิ่วจวี๋หยุดพูดถึงหลินเจียอินและยังคงพูดถึงเจียงเสี่ยวไป๋ต่อ “จริง ๆ แม่รู้สึกเสียใจแทนอินอินมาก แทนที่ลูกจะเข้าไปช่วยเธอก่อน ให้เธอได้พักผ่อน”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าไปอุ้มเจียงห่าว
เป็นเวลากว่าสองเดือนแล้วที่เขาได้อุ้มลูกชายแค่เพียง 2-3 ครั้ง เพราะส่วนใหญ่แล้ว แม่เขาจะไม่ให้ใครอุ้ม
แม้ว่าบางครั้งที่เขาได้อุ้มลูกชาย ก็ได้อุ้มแค่แปปเดียวเท่านั้น
ในทางกลับกัน เจียงห่าวดูเหมือนจะใกล้ชิดกับเขามากกว่า
ทุกครั้งที่อุ้มเธอ เจ้าตัวเล็กจะทำตัวดีมาก และไม่เคยฉี่ใส่เขาเลย
หลังจากผ่านไปกว่าสองเดือน รูปร่างหน้าตาของเด็กน้อยก็โตขึ้น ไม่เหมือนหน้าเหี่ยวย่นตอนแรกเกิด พวกเขามีใบหน้าที่อวบอ้วน ผิวเรียบเนียน ดวงตากลมโตดูมีชีวิตชีวา และมีรอยยิ้มที่น่ารักและไร้เดียงสา
“เอาล่ะ มาให้พ่ออุ้มหนูมา ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋อุ้มลูกสาวตัวน้อยของเขาไว้ในมือข้างหนึ่ง ยื่นมืออีกข้างออกมาข้างหน้าเธอ และเริ่มหยอกล้อเธออย่างมีความสุข
เจียงชานก็วิ่งมาอยู่ข้าง ๆ แล้วพูดว่า “ดูสิน้องสาว ตอนนี้ป่าป๊ะกำลังอุ้มเธออยู่ ! ”
“ป่าป๊ะของเราเป็นคนเก่งมากนะรู้ไหม ! ”
“เอาล่ะ เธอต้องเรียกเขาว่าป่าป๊ะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างมีความสุข “น้องยังเด็กมาก เธอจะเรียกพ่อได้ยังไง ! ”
เจียงชานพูดว่า “หนูแค่กำลังสอนน้องอยู่ค่ะ ! ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็ถามอีกครั้งว่า “ป่าป๊ะคะ แล้วหนูเริ่มพูดได้เมื่อไหร่ ? ”
จู่ ๆ เจียงเสี่ยวไป๋ก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย หลังจากผ่านไป 2 ช่วงชีวิต มันนานเกินไป จนเขาจำไม่ได้ว่าเจียงชานเริ่มพูดคำว่าพ่อครั้งแรกเมื่อไหร่ ?
ความรู้สึกผิดนี้เพิ่มขึ้นมาในใจของเขาอีกครั้ง
หลินเจียอินจึงพูดขึ้นมาว่า “ลูกเริ่มเรียกแม่ครั้งแรกตอนที่อายุได้ 7-8 เดือน และเริ่มเรียกพ่อได้ตอนที่อายุได้ประมาณ 10 เดือนเท่านั้น ! ”
เจียงชานพูดว่า “อ้อ” แล้วถาม “หม่าม๊ะ แล้วทำไมหนูถึงเรียกหม่าม๊ะได้ก่อนป่าป๊ะล่ะคะ ”
หลินเจียอินพูดว่า “ตอนที่ลูกเกิด พ่อของลูกต้องไปสอนอยู่ในโรงเรียนประถม เขาใช้เวลาอยู่กับลูกน้อยมาก ส่วนใหญ่ลูกจะอยู่กับแม่ จึงเรียกแม่ได้ก่อนเรียกพ่อ !”
เจียงชานยิ้มและพูดว่า “นั่นสินะ!”
เธอจับมือเล็ก ๆ ของเจียงห่าว แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะ งั้นต่อจากนี้หนูจะสอนให้น้องเรียกป่าป๊ะทุกวัน จะได้เรียกป่าป๊ะเป็นก่อน ! ”
“ไหนลองเรียกป่าป๊ะสิ ! ”